ISO 45001 ข้อ 7.2 ความสามารถ กับ ข้อ 7.3 ความตระหนัก ต่างกันอย่างไร

ปกบทความ ISO 45001 ข้อ 7.2 ความสามารถ และข้อ 7.3 ความตระหนัก
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 7.2 ความสามารถ (competence) และข้อ 7.3 ความตระหนัก (awareness) ของ ISO 45001:2018 เป็นสองข้อที่อยู่ติดกัน ใช้คำใกล้กัน แต่ตอบคนละคำถาม ข้อ 7.2 ถามว่า “คนที่ทำงานนี้ทำงานได้จริงหรือไม่ และรู้ได้อย่างไรว่าทำได้” ส่วนข้อ 7.3 ถามว่า “คนที่อยู่ในสถานที่ทำงานเข้าใจหรือไม่ว่าสิ่งที่ตัวเองทำเชื่อมกับความปลอดภัยของตัวเองและของคนอื่นอย่างไร” ความต่างนี้สำคัญ เพราะการนับชั่วโมงอบรมตอบข้อ 7.2 ได้เพียงบางส่วน และตอบข้อ 7.3 แทบไม่ได้เลย

ทำไมมาตรฐานจึงแยกสองข้อนี้ออกจากกัน

ในโครงสร้างของ ISO 45001:2018 ทั้งสองข้ออยู่ในหมวดที่ 7 การสนับสนุน (support) ซึ่งเป็นหมวดของทรัพยากรที่ทำให้ระบบเดินได้ การวางไว้ในหมวดเดียวกันแปลว่าองค์กรต้อง “จัดหา” ทั้งความสามารถและความตระหนัก ไม่ใช่คาดหวังให้เกิดขึ้นเอง

แต่เหตุผลที่แยกเป็นสองข้อคือกลุ่มเป้าหมายต่างกัน ข้อ 7.2 พุ่งไปที่บุคคลที่ทำงานภายใต้การควบคุมขององค์กรซึ่งงานของเขาส่งผลต่อสมรรถนะด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวงาน ส่วนข้อ 7.3 พุ่งไปที่ผู้ปฏิบัติงานในวงกว้าง เป็นเรื่องของความเข้าใจร่วมที่ทุกคนในพื้นที่ควรมีเหมือนกัน

พูดอีกแบบ ความสามารถเป็นเรื่องของ “ทำเป็น” ส่วนความตระหนักเป็นเรื่องของ “รู้ว่าทำไมต้องทำแบบนั้น และรู้ว่าถ้าไม่ทำจะเกิดอะไร” คนที่เชื่อมเป็นแต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องขออนุญาตทำงานร้อนก่อน คือคนที่ผ่านข้อ 7.2 แต่ตกข้อ 7.3

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

ข้อ 7.2 ต้องการอะไร

เจตนาของข้อ 7.2 คือการทำให้องค์กรตอบได้ว่าตนกำหนดความสามารถที่จำเป็นไว้อย่างไร ตรวจสอบว่าคนมีความสามารถนั้นอย่างไร และถ้าไม่มีจะทำอย่างไรให้มี วงจรนี้มีสี่จังหวะที่ต่อกัน

จังหวะแรก กำหนดว่าอะไรคือความสามารถที่จำเป็น จุดตั้งต้นไม่ใช่ตำแหน่งงาน แต่คืออันตรายและความเสี่ยงที่ชี้บ่งไว้ในข้อ 6.1.2 ถ้างานหนึ่งมีความเสี่ยงจากการทำงานในที่อับอากาศ ความสามารถที่จำเป็นย่อมมากกว่างานที่ไม่มีความเสี่ยงนั้น การกำหนดความสามารถโดยไม่ย้อนกลับไปดูผลการชี้บ่งอันตราย ทำให้ผลลัพธ์เป็นรายการอบรมทั่วไปที่ไม่ผูกกับความเสี่ยงจริง

จังหวะที่สอง ระบุว่าใครมีอยู่แล้วและใครยังขาด ความสามารถมาจากการศึกษา การฝึกอบรม หรือประสบการณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ช่างเชื่อมที่ทำงานมา 15 ปีอาจมีความสามารถครบโดยไม่ต้องเข้าอบรมซ้ำ แต่องค์กรยังต้องมีวิธีบอกได้ว่ารู้ได้อย่างไร

จังหวะที่สาม ดำเนินการเมื่อพบช่องว่าง การอบรมเป็นทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่ทางเลือกเดียว การจับคู่พี่เลี้ยง การมอบหมายงานใหม่ให้ตรงกับความสามารถที่มี หรือการจ้างคนที่มีคุณสมบัติ ล้วนเป็นการดำเนินการที่ยอมรับได้

จังหวะที่สี่ ประเมินผลของสิ่งที่ทำไป จังหวะนี้เป็นจังหวะที่แยกระบบที่ทำงานจริงออกจากระบบที่ทำเอกสาร ถ้าองค์กรจัดอบรมแล้วไม่เคยตอบได้ว่าคนที่ผ่านอบรมทำงานได้ต่างจากก่อนอบรมอย่างไร แปลว่าวงจรยังไม่ปิด

กรณีสมมติ — โรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ในระยอง
โรงงานสมมติแห่งหนึ่งมีงานเชื่อมโลหะที่ต้องเข้าไปทำในถังพักที่จัดเป็นที่อับอากาศปีละไม่กี่ครั้ง ฝ่ายบุคคลจัดอบรม “ความปลอดภัยในการทำงาน” ให้พนักงานฝ่ายผลิตทั้งแผนกปีละหนึ่งครั้ง แล้วเก็บใบลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อผู้ตรวจประเมินย้อนกลับไปดูทะเบียนอันตรายตามข้อ 6.1.2 พบว่าที่อับอากาศถูกชี้บ่งไว้แล้วว่าเป็นอันตรายที่อาจถึงชีวิต แต่หลักสูตรที่จัดเป็นหลักสูตรทั่วไปที่ไม่ครอบคลุมการตรวจวัดบรรยากาศ การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ และการกู้ภัยผู้ประสบเหตุในถัง ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าโรงงานไม่อบรม แต่คือความสามารถที่จำเป็นถูกกำหนดโดยไม่อ้างอิงความเสี่ยงที่ตัวเองชี้บ่งไว้ และไม่มีวิธีตรวจว่าผู้เข้าร่วมทำงานนั้นได้จริง

ทางแก้ที่โรงงานสมมติเลือกใช้คือแยกความสามารถออกเป็นสองระดับ ระดับพื้นฐานสำหรับทุกคนในแผนก และระดับเฉพาะงานสำหรับทีมเล็กที่ได้รับมอบหมายให้เข้าถังเท่านั้น พร้อมกำหนดการประเมินภาคปฏิบัติหน้างานเป็นเงื่อนไขก่อนอนุญาตให้ทำงาน

ข้อ 7.3 ต้องการอะไร

ข้อ 7.3 ความตระหนัก มีเนื้อหาที่ต่างจากข้อ 7.2 ตรงที่ไม่ได้ขอหลักฐานว่าใครทำเป็น แต่ขอความมั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานเข้าใจสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาโดยตรง ประเด็นที่มาตรฐานต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจครอบคลุมนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย อันตรายและความเสี่ยงที่เกี่ยวกับงานของเขา ผลของการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของระบบ สิ่งที่เขาทำได้เพื่อทำให้ระบบดีขึ้น รวมถึงเรื่องที่แยก ISO 45001 ออกจากมาตรฐานระบบอื่นอย่างชัดเจน คือสิทธิ์ในการถอนตัวออกจากสถานการณ์ทำงานที่เขาเชื่อว่าเป็นอันตรายร้ายแรงและใกล้จะเกิด และการได้รับความคุ้มครองจากผลกระทบที่ไม่เหมาะสมเมื่อใช้สิทธิ์นั้น

ประเด็นสุดท้ายนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมความตระหนักด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยจึงวัดด้วยการติดโปสเตอร์ไม่ได้ ถ้าผู้ปฏิบัติงานตอบได้ว่านโยบายเขียนว่าอะไร แต่ตอบไม่ได้ว่าถ้าเห็นนั่งร้านโยกจะหยุดงานได้หรือไม่และจะถูกตำหนิหรือไม่ ความตระหนักในความหมายของข้อนี้ยังไม่เกิด

ข้อนี้ยังเชื่อมกลับไปที่ข้อ 5.4 การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนที่มีส่วนร่วมในการชี้บ่งอันตรายของงานตัวเองย่อมตระหนักในอันตรายนั้นมากกว่าคนที่ได้รับแจ้งผลสำเร็จรูป

เส้นแบ่งที่ใช้ตัดสินได้จริง

คำถาม ตกอยู่ที่ข้อ 7.2 ตกอยู่ที่ข้อ 7.3
ใครคือกลุ่มเป้าหมาย คนที่ทำงานเฉพาะซึ่งส่งผลต่อสมรรถนะด้าน OH&S ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โดยรวม
คำถามหลัก ทำงานนี้ได้หรือไม่ เข้าใจว่าทำไมและเชื่อมกับตัวเองอย่างไร
หลักฐานที่ตอบได้ เกณฑ์ความสามารถ ผลการประเมิน การอนุญาตให้ทำงาน การสัมภาษณ์หน้างาน บันทึกการสื่อสารสองทาง
การนับชั่วโมงอบรมช่วยได้แค่ไหน เป็นหลักฐานประกอบ ยังต้องมีผลการประเมิน ช่วยได้น้อย ต้องดูความเข้าใจที่ตัวคน

ตารางนี้เป็นการเรียบเรียงเชิงวิเคราะห์ของผู้เขียน ไม่ใช่เนื้อหาที่ปรากฏในตัวมาตรฐาน

จุดที่ผู้ตรวจประเมินจะเดินไปดู

การตรวจสองข้อนี้ในทางปฏิบัติเริ่มจากเอกสารแล้วจบที่หน้างานเสมอ ผู้ตรวจประเมินจะเลือกงานที่มีความเสี่ยงสูงจากทะเบียนอันตราย แล้วเดินย้อนกลับมาถามว่าใครทำงานนั้น องค์กรกำหนดความสามารถที่จำเป็นไว้อย่างไร และตรวจอย่างไรว่าคนนั้นมี จากนั้นจึงเดินไปคุยกับผู้ปฏิบัติงานคนนั้นจริง

สำหรับผู้รับเหมาที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ ทั้งสองข้อยังใช้อยู่ ความสามารถของผู้รับเหมาเป็นเรื่องที่ต้องกำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดซื้อและการคัดเลือกตามข้อ 8.1.4 ส่วนความตระหนักเป็นเรื่องที่ต้องเกิดก่อนเขาเริ่มทำงานในพื้นที่ ไม่ใช่หลังจากนั้น

อ่านประกอบ: ISO 45001 ข้อ 6.1.2 การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง · ISO 45001 ข้อ 8.1.4 การจัดซื้อ ผู้รับเหมา และการจ้างงานภายนอก · ISO 45001 ข้อ 5.4 การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน

คำถามที่ควรตอบได้

  1. องค์กรกำหนดความสามารถที่จำเป็นของงานที่มีความเสี่ยงสูงจากอะไร และเชื่อมกลับไปที่ผลการชี้บ่งอันตรายอย่างไร (ที่มา: ข้อ 7.2 ร่วมกับข้อ 6.1.2)
  2. เมื่อองค์กรดำเนินการเพื่อให้ได้ความสามารถที่ขาด องค์กรประเมินผลของการดำเนินการนั้นด้วยวิธีใด (ที่มา: ข้อ 7.2)
  3. ผู้ปฏิบัติงานคนหนึ่งอธิบายได้หรือไม่ว่าอันตรายในงานของเขาคืออะไร และการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของระบบจะนำไปสู่อะไร (ที่มา: ข้อ 7.3)
  4. ผู้ปฏิบัติงานรู้หรือไม่ว่าเขาถอนตัวออกจากสถานการณ์ที่เชื่อว่าเป็นอันตรายร้ายแรงและใกล้จะเกิดได้ และองค์กรทำอะไรให้เขามั่นใจว่าจะไม่ถูกกระทบจากการใช้สิทธิ์นั้น (ที่มา: ข้อ 7.3)
  5. ผู้รับเหมาที่เข้าพื้นที่ผ่านทั้งเกณฑ์ความสามารถและการสร้างความตระหนักก่อนเริ่มงานหรือไม่ และใครเป็นผู้ยืนยัน (ที่มา: ข้อ 7.2 และ 7.3 ร่วมกับข้อ 8.1.4)

บทความอื่นในชุดเดียวกัน: ISO 22000 ข้อ 8.5.4 แผนควบคุมอันตราย · ประชุมเปิด ประชุมปิด และรายงานการตรวจประเมิน

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรอบรม ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Jeerasak Muangchin

จีรศักดิ์ ม่วงชิน (Jeerasak Muangchin)

ผู้ตรวจประเมิน / วิทยากร – ระบบยานยนต์ คุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ · ผู้ตรวจประเมินขึ้นทะเบียน IATF · Certified in Cybersecurity (CC) · DPO Certified Level 1 & 2 (ICDL)

  • ปริญญาตรี เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (มสธ.) · ปริญญาโท MBA (มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลักสูตรนานาชาติ) · ปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง (มจธ.)
  • Lead Auditor และวิทยากรกับหน่วยรับรองระดับสากลตั้งแต่ปี 2006 · เคยเป็นวิทยากรหลักที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร IRCA ISO 9001 Lead Auditor
  • ประสบการณ์ 4 ปีในตำแหน่ง Division Manager โรงงานอุปกรณ์ไฟฟ้าและฉีดพลาสติก ทำงานกับทีม APQP, MSA, SPC และ QMS
  • ตรวจประเมินและสอน IATF 16949, ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 22301, ISO 39001, ISO/IEC 17025, ISO/IEC 27001 และ 27701, ISO 13485, ISCC, RSPO, คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFO/CFP), Core Tools (APQP, PPAP, FMEA, MSA, SPC), VDA 6.3 และ TISAX

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ISO 45001 อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน

ขอการรับรอง ISO 45001 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 45001

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE