ISO/IEC 27001 ข้อ 8.3 การนำแผนการจัดการความเสี่ยงไปปฏิบัติ และแสดงผลให้ตรวจสอบได้

ISO/IEC 27001 ข้อ 8.3 การนำแผนการจัดการความเสี่ยงไปปฏิบัติ และแสดงผลให้ตรวจสอบได้ | EQA Thailand
ISO/IEC 27001 ข้อ 8.3 คืออะไร?
องค์กรอาจมีทะเบียนความเสี่ยง เอกสารแสดงการประยุกต์ใช้ หรือ Statement of Applicability: SoA และแผนการจัดการความเสี่ยงที่ครบถ้วน แต่ยังไม่ถือว่ากระบวนการจัดการความเสี่ยงสมบูรณ์ หากมาตรการที่กำหนดไว้ยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริง

ISO/IEC 27001:2022 ข้อ 8.3 จึงเป็นข้อกำหนดที่เชื่อมโยงการวางแผนด้านความเสี่ยงเข้ากับการดำเนินงานจริงของ ระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศ หรือ ISMS

ข้อกำหนดนี้มุ่งให้องค์กร

  1. นำแผนการจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศไปปฏิบัติ
  2. เก็บรักษาสารสนเทศที่เป็นเอกสารเกี่ยวกับผลของการจัดการความเสี่ยง

หัวใจของข้อ 8.3 จึงไม่ใช่เพียงการมีแผน แต่ต้องสามารถแสดงได้ว่าแผนถูกดำเนินการ มีหลักฐานรองรับ และให้ผลต่อความเสี่ยงตามที่องค์กรคาดหวัง

ข้อ 6.1.3 และข้อ 8.3 แตกต่างกันอย่างไร?

ข้อกำหนดทั้งสองเกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยง แต่มีหน้าที่ต่างกัน

ข้อกำหนด หน้าที่
6.1.3 กำหนดกระบวนการ เลือกทางเลือก กำหนดมาตรการ จัดทำ SoA และจัดทำแผนการจัดการความเสี่ยง
8.3 นำแผนการจัดการความเสี่ยงไปปฏิบัติ และเก็บรักษาผลของการดำเนินการ

กล่าวอย่างง่ายคือ ข้อ 6.1.3 ตอบว่า “จะจัดการความเสี่ยงอย่างไร” ส่วนข้อ 8.3 ตอบว่า “ได้ดำเนินการตามแผนแล้วหรือไม่ และเกิดผลอย่างไร”

แผนการจัดการความเสี่ยงควรมีข้อมูลอะไร?

ISO/IEC 27001 ไม่ได้กำหนดแบบฟอร์มตายตัว แต่องค์กรควรจัดทำแผนให้สามารถนำไปปฏิบัติ ติดตาม และตรวจสอบย้อนหลังได้

ชุดหลักฐานที่แสดงการนำแผนการจัดการความเสี่ยงไปปฏิบัติตาม ISO/IEC 27001 ข้อ 8.3
ชุดหลักฐานที่แสดงการนำแผนการจัดการความเสี่ยงไปปฏิบัติตาม ISO/IEC 27001 ข้อ 8.3

แผนที่ระบุเพียงชื่อมาตรการกับผู้รับผิดชอบอาจยังไม่เพียงพอ เพราะไม่สามารถตอบได้ว่าเมื่อใดงานจึงถือว่าเสร็จ และจะตรวจสอบผลอย่างไร

กำหนดเกณฑ์การเสร็จสมบูรณ์ของแต่ละมาตรการ

องค์กรไม่ควรปิดแผนเพียงเพราะติดตั้งระบบเสร็จหรือออกเอกสารแล้ว แต่ควรกำหนด เกณฑ์การเสร็จสมบูรณ์ หรือ Definition of Done ให้ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น มาตรการ “จัดทำระบบสำรองข้อมูล ERP” ไม่ควรถือว่าเสร็จเพียงเพราะตั้งค่าการสำรองข้อมูลแล้ว แต่ควรครอบคลุมถึง

  • ระบุระบบและข้อมูลที่อยู่ในขอบเขตการสำรอง
  • กำหนดรอบการสำรอง
  • เปิดการแจ้งเตือนเมื่อการสำรองล้มเหลว
  • ทดสอบการกู้คืน
  • ตรวจสอบว่าข้อมูลที่กู้คืนสามารถใช้งานได้
  • บันทึกผลและข้อบกพร่อง
  • ให้เจ้าของระบบทบทวนผล

ตัวอย่างเกณฑ์การเสร็จสมบูรณ์:

ถือว่ามาตรการเสร็จสมบูรณ์เมื่อการสำรองข้อมูลทำงานตามรอบ การทดสอบกู้คืนสำเร็จ และเจ้าของระบบยืนยันว่าข้อมูลที่กู้คืนสามารถรองรับกระบวนการที่กำหนดได้

แยกการนำไปปฏิบัติออกจากการยืนยันประสิทธิผล

การประยุกต์ใช้ข้อ 8.3 ที่เหมาะสมควรแยกสองประเด็นออกจากกัน

1. การนำไปปฏิบัติ

หมายถึงองค์กรได้ดำเนินกิจกรรมหรือนำมาตรการควบคุมไปใช้แล้ว

ตัวอย่างเช่น

  • เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย
  • ติดตั้งระบบสำรองข้อมูล
  • เปิดบันทึกเหตุการณ์
  • กำหนดบัญชีผู้ใช้รายบุคคล
  • ประกาศใช้นโยบาย
  • จัดอบรมผู้ใช้งาน

2. การยืนยันประสิทธิผล

หมายถึงมาตรการทำงานตามวัตถุประสงค์และช่วยจัดการความเสี่ยงได้จริง

ตัวอย่างเช่น

  • บัญชีที่อยู่ในขอบเขตเปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัยครบถ้วน
  • สามารถกู้คืนข้อมูลได้จริง
  • ไม่มีบัญชีร่วมในระบบสำคัญ
  • บันทึกเหตุการณ์มีข้อมูลเพียงพอสำหรับตรวจสอบย้อนหลัง
  • มีหลักฐานการทบทวนบันทึกเหตุการณ์ตามรอบ
  • สิทธิ์การเข้าถึงสอดคล้องกับหน้าที่ที่ได้รับอนุมัติ

ดังนั้น สถานะ “ดำเนินการเสร็จแล้ว” ไม่ควรถูกใช้แทน “ยืนยันประสิทธิผลแล้ว” โดยอัตโนมัติ

กำหนดเกณฑ์การยอมรับผลของมาตรการควบคุม

ก่อนเริ่มดำเนินการ องค์กรควรกำหนดว่าต้องมีผลลัพธ์หรือหลักฐานใด จึงจะถือว่ามาตรการควบคุมได้รับการดำเนินการครบถ้วน

มาตรการควบคุม เกณฑ์การยอมรับผลตัวอย่าง
การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย บัญชีในขอบเขตเปิดใช้งานครบและผ่านการทดสอบ
การสำรองข้อมูล การสำรองสำเร็จตามรอบและการทดสอบกู้คืนผ่าน
การทบทวนสิทธิ์ เจ้าของข้อมูลทบทวนครบและแก้ไขสิทธิ์ที่ไม่เหมาะสมแล้ว
การบันทึกเหตุการณ์ ระบบบันทึกข้อมูลที่กำหนดและมีหลักฐานการทบทวน
การแบ่งแยกเครือข่าย ผลการทดสอบยืนยันว่าการเชื่อมต่อที่ไม่ได้รับอนุญาตถูกปิดกั้น
การแก้ไขช่องโหว่ ช่องโหว่ได้รับการแก้ไข หรือมีข้อยกเว้นที่อนุมัติและกำหนดวันทบทวน

เกณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวของ ISO/IEC 27001 แต่ช่วยให้องค์กรควบคุมการปิดแผนได้อย่างมีเหตุผล

สร้างความเชื่อมโยงที่ตรวจสอบย้อนกลับได้

องค์กรควรสามารถติดตามความเชื่อมโยงตั้งแต่ความเสี่ยงไปจนถึงผลการดำเนินการได้

รหัสความเสี่ยง → การตัดสินใจจัดการความเสี่ยง → มาตรการควบคุม → SoA → แผนดำเนินการ → หลักฐานการนำไปปฏิบัติ → ผลการทวนสอบ → ความเสี่ยงที่เหลืออยู่ → การตัดสินใจของผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง

ตัวอย่าง:

จุดเชื่อมโยง ตัวอย่าง
รหัสความเสี่ยง R-ERP-004
ความเสี่ยง ระบบ ERP ไม่พร้อมใช้เมื่อเซิร์ฟเวอร์หลักขัดข้อง
ทางเลือกในการจัดการ ลดความเสี่ยง
มาตรการควบคุม สำรองข้อมูลและทดสอบการกู้คืน
SoA อ้างอิงมาตรการควบคุมที่เกี่ยวข้อง
การดำเนินการ ติดตั้งระบบสำรองและกำหนดรอบการทดสอบ
หลักฐาน รายงานการสำรองและผลการทดสอบกู้คืน
ผลการทวนสอบ กู้คืนข้อมูลได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ความเสี่ยงที่เหลืออยู่ ลดจากระดับสูงเป็นปานกลาง
การตัดสินใจ ผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยงยอมรับและกำหนดรอบทบทวน

ความเชื่อมโยงลักษณะนี้ช่วยให้องค์กรแสดงได้ว่าแต่ละมาตรการเกิดจากความเสี่ยงหรือข้อกำหนดใด และมีผลลัพธ์จริงอย่างไร

ชุดหลักฐานสำหรับข้อ 8.3

การมีแผนเพียงฉบับเดียวไม่เพียงพอ ชุดหลักฐานที่เหมาะสมอาจประกอบด้วย

  1. แผนการจัดการความเสี่ยงที่ได้รับอนุมัติ
    ระบุขอบเขต ผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และมาตรการ
  2. บันทึกการเปลี่ยนแปลงหรือบันทึกโครงการ
    เช่น หมายเลขคำขอเปลี่ยนแปลง หมายเลขโครงการ หรือใบสั่งงาน
  3. หลักฐานการกำหนดค่าระบบ
    เช่น รายงานค่าระบบ การส่งออกค่ากำหนด หรือภาพหน้าจอที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้
  4. ผลการทดสอบ
    เช่น ผลการทดสอบกู้คืน ทดสอบสิทธิ์ ทดสอบการสลับระบบ หรือทดสอบการเชื่อมต่อ
  5. บันทึกผลการปฏิบัติงาน
    เช่น รายงานการสำรอง บันทึกการทบทวนสิทธิ์ หรือรายงานการติดตามระบบ
  6. บันทึกข้อยกเว้นและประเด็นปัญหา
    แสดงงานค้าง การเบี่ยงเบนจากแผน หรือข้อจำกัดที่ต้องติดตาม
  7. บันทึกผลการทวนสอบ
    แสดงผลการตรวจสอบว่ามาตรการทำงานตามวัตถุประสงค์
  8. ผลการประเมินความเสี่ยงที่เหลืออยู่
    แสดงระดับความเสี่ยงหลังดำเนินมาตรการ
  9. ผลการตัดสินใจของผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง
    เช่น การยอมรับผล การยอมรับความเสี่ยงที่เหลืออยู่ หรือคำสั่งให้เพิ่มมาตรการ

ผู้รับผิดชอบแต่ละบทบาทต่างกันอย่างไร?

ผู้รับผิดชอบการดำเนินการ

เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมเฉพาะในแผน เช่น

  • ติดตั้งระบบ
  • ปรับค่าระบบ
  • จัดทำขั้นตอน
  • ดำเนินการทดสอบ
  • จัดอบรม

ผู้รับผิดชอบมาตรการควบคุม

เป็นผู้ดูแลให้มาตรการควบคุมได้รับการดำเนินการ รักษาไว้ ติดตาม และทบทวนตามที่กำหนด

ผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง

เป็นผู้มีอำนาจและความรับผิดชอบในการตัดสินใจเกี่ยวกับความเสี่ยง เช่น

  • อนุมัติแผน
  • ติดตามความคืบหน้า
  • พิจารณาผลของมาตรการ
  • ยอมรับความเสี่ยงที่เหลืออยู่
  • กำหนดให้มีมาตรการเพิ่มเติม

ตัวอย่างเช่น

  • ทีมโครงสร้างพื้นฐานติดตั้งระบบสำรอง
  • ฝ่ายปฏิบัติการ IT รับผิดชอบมาตรการสำรองและกู้คืน
  • เจ้าของกระบวนการ ERP เป็นผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง

บุคคลทั้งสามบทบาทอาจเป็นคนละคนกัน

ตัวอย่างการนำแผนการจัดการความเสี่ยงไปปฏิบัติ

ตัวอย่างที่ 1 ระบบ ERP ไม่พร้อมใช้

ความเสี่ยง

เซิร์ฟเวอร์หลักขัดข้องและไม่มีผลการทดสอบกู้คืนล่าสุด อาจทำให้ระบบ ERP ไม่พร้อมใช้ ส่งผลให้ไม่สามารถยืนยันสินค้าและจัดทำเอกสารการจัดส่งได้ตามกำหนด

ผลต่อสารสนเทศ

ความพร้อมใช้ — Availability

ทางเลือกในการจัดการ

ลดความเสี่ยง

แผนการดำเนินการ

  • กำหนดขอบเขตระบบและข้อมูลที่ต้องสำรอง
  • จัดทำรอบการสำรองข้อมูล
  • เปิดการแจ้งเตือนเมื่อการสำรองไม่สำเร็จ
  • จัดทำขั้นตอนการกู้คืน
  • ทดสอบการกู้คืน
  • บันทึกระยะเวลาและข้อบกพร่อง
  • กำหนดรอบการทดสอบครั้งถัดไป

เกณฑ์การยอมรับผล

  • การสำรองข้อมูลสำเร็จตามรอบ
  • การทดสอบกู้คืนผ่าน
  • ข้อมูลที่กู้คืนสามารถใช้งานได้
  • ข้อบกพร่องสำคัญได้รับการแก้ไข
  • เจ้าของระบบทบทวนผลแล้ว

หลักฐาน

  • รายงานค่าการสำรอง
  • ประวัติงานสำรอง
  • รายงานการทดสอบกู้คืน
  • บันทึกเหตุการณ์
  • บันทึกการทบทวนของเจ้าของระบบ

ตัวอย่างที่ 2 ผลตรวจสอบคุณภาพถูกแก้ไขโดยระบุผู้ดำเนินการไม่ได้

ความเสี่ยง

การใช้บัญชีร่วมและไม่มีประวัติการเปลี่ยนแปลงที่เพียงพอ อาจทำให้ข้อมูลผลตรวจถูกแก้ไขโดยไม่สามารถระบุผู้ดำเนินการ ส่งผลต่อความถูกต้องครบถ้วนของสารสนเทศ

ผลต่อสารสนเทศ

ความถูกต้องครบถ้วน — Integrity

มาตรการที่กำหนด

  • ยกเลิกบัญชีร่วม
  • ใช้บัญชีรายบุคคล
  • จำกัดสิทธิ์การแก้ไข
  • เปิดบันทึกประวัติการเปลี่ยนแปลง
  • กำหนดการทบทวนบันทึก
  • กำหนดการอนุมัติการแก้ไขข้อมูลสำคัญ

เกณฑ์การยอมรับผล

  • ไม่มีบัญชีร่วมในระบบที่อยู่ในขอบเขต
  • ผู้ใช้แต่ละรายสามารถระบุตัวตนได้
  • บันทึกประวัติแสดงผู้ดำเนินการ เวลา ค่าเดิม และค่าใหม่
  • มีหลักฐานการทบทวนตามรอบ
  • การทดสอบสิทธิ์เป็นไปตามผลที่คาดหวัง

ตัวอย่างที่ 3 สิทธิ์เข้าถึงสูตรการผลิตไม่สอดคล้องกับหน้าที่

ความเสี่ยง

บุคลากรที่เปลี่ยนตำแหน่งยังคงเข้าถึงสูตรการผลิตได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเปิดเผยสารสนเทศที่ต้องรักษาความลับ

ผลต่อสารสนเทศ

ความลับ — Confidentiality

มาตรการที่กำหนด

  • ระบุเจ้าของข้อมูล
  • กำหนดสิทธิ์ตามบทบาท
  • เชื่อมกระบวนการเปลี่ยนตำแหน่งกับการปรับสิทธิ์
  • ทบทวนสิทธิ์ตามรอบ
  • ยกเลิกสิทธิ์ที่ไม่มีความจำเป็น
  • ติดตามการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ

เกณฑ์การยอมรับผล

  • สิทธิ์ตรงกับบทบาทที่อนุมัติ
  • ผู้ใช้ที่เปลี่ยนหน้าที่ได้รับการปรับสิทธิ์แล้ว
  • รายการผิดปกติจากการทบทวนสิทธิ์ได้รับการแก้ไขครบ
  • เจ้าของข้อมูลอนุมัติผลการทบทวน

จัดการมาตรการที่ล่าช้าหรือทำไม่ได้ตามแผน

หากมาตรการล่าช้า งบประมาณไม่พร้อม หรือระบบไม่รองรับ องค์กรไม่ควรปล่อยสถานะ “อยู่ระหว่างดำเนินการ” ค้างไว้อย่างไม่มีกำหนด

ควรดำเนินการดังนี้

  • ระบุสาเหตุของความล่าช้า
  • ประเมินผลต่อระดับความเสี่ยง
  • พิจารณามาตรการชั่วคราวหรือมาตรการทดแทน
  • กำหนดวันเป้าหมายใหม่
  • ขออนุมัติจากผู้มีอำนาจ
  • แจ้งผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง
  • บันทึกข้อยกเว้นและวันหมดอายุ
  • ทบทวนว่าความเสี่ยงยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากระบบเดิมยังไม่รองรับการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย องค์กรอาจกำหนดมาตรการชั่วคราว ได้แก่

  • จำกัดการเข้าถึงผ่านเครือข่ายที่กำหนด
  • จำกัดจำนวนบัญชีผู้ใช้
  • เพิ่มการติดตามบันทึกเหตุการณ์
  • ทบทวนสิทธิ์ให้ถี่ขึ้น
  • กำหนดวันยกเลิกข้อยกเว้น
  • ขออนุมัติจากผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง

มาตรการชั่วคราวต้องได้รับการติดตามและไม่ควรกลายเป็นข้อยกเว้นถาวรโดยไม่มีการทบทวน

สถานะของแผนการจัดการความเสี่ยง

สถานะ ความหมาย
ยังไม่เริ่มดำเนินการ ยังไม่มีการเริ่มกิจกรรมตามแผน
อยู่ระหว่างดำเนินการ กำลังดำเนินกิจกรรม
ดำเนินการแล้วและรอการทวนสอบ งานเสร็จ แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบผล
ดำเนินการเสร็จแล้ว กิจกรรมครบและมีหลักฐาน
ยืนยันประสิทธิผลแล้ว ตรวจสอบแล้วว่ามาตรการให้ผลตามวัตถุประสงค์
เกินกำหนด ไม่เสร็จภายในวันที่เป้าหมาย
เลื่อนการดำเนินการโดยได้รับอนุมัติ เลื่อนโดยมีเหตุผลและผู้มีอำนาจอนุมัติ
ข้อยกเว้นได้รับการอนุมัติ มีการอนุมัติข้อยกเว้นและกำหนดวันทบทวน
ปิดแผนแล้ว ตรวจสอบผล ประเมินความเสี่ยงที่เหลืออยู่ และบันทึกการตัดสินใจแล้ว

ควรแยกสถานะ “ดำเนินการเสร็จแล้ว” ออกจาก “ยืนยันประสิทธิผลแล้ว” ให้ชัดเจน

การประเมินความเสี่ยงที่เหลืออยู่

หลังนำมาตรการไปปฏิบัติ องค์กรควรประเมินความเสี่ยงที่เหลืออยู่โดยใช้เกณฑ์ขององค์กร

ตัวอย่าง:

รายการ ก่อนจัดการ หลังจัดการ
โอกาสเกิด 4 2
ผลกระทบ 5 5
ระดับความเสี่ยง 20 10

ในกรณีนี้ มาตรการอาจช่วยลดโอกาสเกิด แต่หากเหตุการณ์เกิดขึ้น ผลกระทบต่อธุรกิจยังคงสูง จึงไม่ควรลดทั้งโอกาสเกิดและผลกระทบโดยอัตโนมัติ

หากความเสี่ยงที่เหลืออยู่ยังเกินเกณฑ์ องค์กรควร

  • เพิ่มมาตรการ
  • เปลี่ยนทางเลือกในการจัดการ
  • ปรับกำหนดเวลา
  • ยกระดับการตัดสินใจ
  • ขอการยอมรับความเสี่ยงตามอำนาจที่กำหนด

ตัวชี้วัดที่ช่วยติดตามข้อ 8.3

แม้ข้อ 8.3 ไม่ได้กำหนดตัวชี้วัดตายตัว แต่องค์กรสามารถใช้ตัวชี้วัดเพื่อติดตามประสิทธิผลของการดำเนินงาน เช่น

  • ร้อยละของแผนที่เสร็จภายในกำหนด
  • จำนวนแผนที่เกินกำหนด
  • จำนวนมาตรการที่รอการทวนสอบ
  • ร้อยละของมาตรการที่มีหลักฐานครบถ้วน
  • จำนวนข้อยกเว้นที่หมดอายุ
  • จำนวนมาตรการที่ไม่ให้ผลตามวัตถุประสงค์
  • ระยะเวลาเฉลี่ยในการปิดแผน
  • จำนวนความเสี่ยงที่ยังเกินเกณฑ์หลังจัดการ
  • จำนวนแผนที่ยังไม่ได้รับการทบทวนจากผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง

ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นปัญหาด้านทรัพยากร ความล่าช้า การนำไปใช้ และประสิทธิผลของมาตรการ

Checklist ก่อนปิดแผนการจัดการความเสี่ยง ?

ก่อนเปลี่ยนสถานะเป็น “ปิดแผนแล้ว” ควรตรวจสอบว่า

  • เชื่อมโยงกับรหัสความเสี่ยงที่ถูกต้อง
  • ทางเลือกในการจัดการได้รับการอนุมัติ
  • มาตรการสอดคล้องกับ SoA เมื่อเกี่ยวข้อง
  • กิจกรรมครบตามแผน
  • เกณฑ์การยอมรับผลผ่านครบ
  • มีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลังได้
  • มีการทวนสอบผลของมาตรการ
  • ข้อบกพร่องที่พบได้รับการจัดการ
  • ประเมินความเสี่ยงที่เหลืออยู่แล้ว
  • ผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยงทบทวนผลแล้ว
  • ปรับปรุงทะเบียนความเสี่ยงแล้ว
  • กำหนดวันติดตามหรือวันทบทวนครั้งต่อไปแล้ว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ?

มีแผนแต่ไม่มีหลักฐานการดำเนินการ

แผนที่ได้รับอนุมัติไม่แสดงว่ามาตรการถูกนำไปปฏิบัติจริง

ใช้ภาพหน้าจอเพียงอย่างเดียว

ภาพหน้าจออาจแสดงค่าระบบ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่เสมอไปว่าจะพิสูจน์ว่ามาตรการทำงานอย่างต่อเนื่องหรือมีประสิทธิผล

ปิดงานทันทีหลังติดตั้ง

ควรมีการทวนสอบก่อนปิดแผน

ไม่มีเกณฑ์การยอมรับผล

ทำให้แต่ละฝ่ายเข้าใจคำว่า “เสร็จ” ไม่ตรงกัน

ไม่มีผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยงร่วมตัดสินใจ

ผู้ติดตั้งมาตรการไม่ควรยอมรับความเสี่ยงทางธุรกิจแทนผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ

เปลี่ยนวันที่เป้าหมายโดยไม่มีการอนุมัติ

แผนที่ล่าช้าต้องมีเหตุผล การประเมินผลกระทบ และการอนุมัติ

เชื่อมโยงกับ Annex A ฉบับเก่า

หากองค์กรใช้ ISO/IEC 27001:2022 ต้องทบทวนหมายเลขและโครงสร้างมาตรการให้ตรงกับฉบับปี 2022

เลือกมาตรการทุกข้อใน Annex A โดยอัตโนมัติ

องค์กรต้องกำหนดมาตรการจากความเสี่ยงก่อน แล้วใช้ Annex A เป็นรายการอ้างอิงเพื่อตรวจสอบความครบถ้วน

ISO/IEC 27001 ข้อ 8.3 กำหนดให้องค์กรนำแผนการจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศไปปฏิบัติ และเก็บรักษาสารสนเทศที่เป็นเอกสารเกี่ยวกับผลของการจัดการความเสี่ยง

การประยุกต์ใช้ในระดับมืออาชีพควรแสดงให้เห็นว่า

  • ความเสี่ยงใดได้รับการจัดการ
  • เลือกทางเลือกใด
  • ใช้มาตรการควบคุมอะไร
  • ใครเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการ ผู้รับผิดชอบมาตรการ และผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง
  • กำหนดเกณฑ์การเสร็จสมบูรณ์และเกณฑ์การยอมรับผลไว้อย่างไร
  • มีหลักฐานใดแสดงการนำไปปฏิบัติ
  • ใครเป็นผู้ทวนสอบผล
  • มาตรการมีประสิทธิผลหรือไม่
  • ความเสี่ยงที่เหลืออยู่เปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • งานล่าช้าและข้อยกเว้นได้รับการควบคุมหรือไม่
  • ผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยงยอมรับผลหรือกำหนดให้มีมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่

หัวใจของข้อ 8.3 จึงไม่ใช่เพียงคำว่า “ดำเนินการแล้ว” แต่ต้องตอบได้ว่า

ดำเนินการอย่างไร มีหลักฐานอะไร มาตรการทำงานตามที่ตั้งใจหรือไม่ และความเสี่ยงลดลงจริงหรือไม่

อยากให้แผนจัดการความเสี่ยงของคุณแสดงหลักฐานได้จริงตอนตรวจ?

Equal Assurance (Thailand) Ltd. ให้บริการฝึกอบรมและตรวจประเมินระบบ ISO/IEC 27001 โดยผู้ตรวจประเมินที่มีประสบการณ์จริง

ขอใบเสนอราคา / สอบถามรายละเอียด

บทความที่เกี่ยวข้อง: ISO/IEC 27001 ข้อ 6.1.3 การจัดการความเสี่ยง และ SoA · ISO/IEC 27001 ข้อ 8.2 ประเมินความเสี่ยงเมื่อใด · ISO/IEC 27001 ข้อ 6.1.2 การประเมินความเสี่ยง · คลังบทความทั้งหมด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand