บทความนี้เป็นตอนที่ 3 ของชุด ISO 9001:2026 ทีละข้อ ซึ่งแต่ละตอนอธิบายสองเรื่อง คือ สาระของข้อกำหนด รวมถึงเอกสารและบันทึกที่เกี่ยวข้อง และสิ่งที่ผู้ตรวจประเมินต้องการเห็นจากข้อนั้น ตอนนี้ว่าด้วย ข้อ 4.3 การกำหนดขอบข่ายของระบบการจัดการคุณภาพ (Determining the scope of the quality management system)
สรุปสั้นก่อน
- ข้อ 4.3 ว่าด้วยขอบข่าย (scope) ของระบบการจัดการคุณภาพ
- ข้อ 4.3 กำหนดสารสนเทศที่เป็นเอกสาร (documented information) ไว้หนึ่งเรื่อง คือตัวขอบข่าย และถ้อยคำเรื่องนี้ในฉบับ 2026 ต่างจากฉบับ 2015 รายละเอียดอยู่ในส่วนที่ 1
- ผู้เรียบเรียงเห็นว่าสิ่งที่ผู้ตรวจประเมินต้องการเห็นคือ ความสอดคล้องระหว่างข้อความขอบข่ายกับกิจกรรมที่พบระหว่างการตรวจ และความสอดคล้องระหว่างข้อเท็จจริงกับเหตุผลสนับสนุน (justification) เรื่องการไม่ประยุกต์ใช้ข้อกำหนด
ส่วนที่ 1: สาระของข้อ 4.3
ผู้เรียบเรียงอ่านข้อ 4.3 ว่ามีสองส่วน ส่วนแรกเป็นการตัดสินใจขององค์กรว่าระบบการจัดการคุณภาพมีขอบเขต (boundaries) เพียงใด และนำไปประยุกต์ใช้ (applicability) อย่างไร ส่วนที่สองเป็นการบันทึกผลการตัดสินใจนั้นไว้เป็นข้อความขอบข่าย
ข้อ 4.3 กำหนดเรื่องที่องค์กรต้องพิจารณา (consider) เมื่อกำหนดขอบข่ายไว้เป็นรายการ ซึ่งผู้อ่านต้องเปิดจากตัวมาตรฐาน บทความนี้ยกมาอธิบายเพียงรายการเดียว คือรายการที่อ้างถึงข้อ 4.2 เพราะถ้อยคำเปลี่ยนในฉบับ 2026 ตามหัวข้อถัดไป ภาคผนวก A ของฉบับ 2026 เป็นข้อมูลประกอบ (informative) ไม่ใช่ข้อกำหนด ภาคผนวก A.2 โครงสร้างและคำศัพท์ (Structure and terminology) ในภาคผนวกนี้อธิบายความหมายของคำว่าพิจารณาไว้ ผู้เรียบเรียงเห็นว่าคำนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่พิจารณาต้องปรากฏในข้อความขอบข่าย ผลของการพิจารณาขึ้นกับการตัดสินขององค์กร
ท้ายข้อ 4.3 มีเงื่อนไขของการกล่าวอ้างความสอดคล้องกับมาตรฐาน ผู้เรียบเรียงเห็นว่าเงื่อนไขนี้ทำให้การระบุว่าข้อกำหนดใด “ไม่สามารถประยุกต์ใช้” ไม่ใช่การเลือกตัดข้อกำหนดออกตามความสะดวก เพราะผูกไว้กับผลกระทบที่การไม่ประยุกต์ใช้มีต่อสิ่งที่องค์กรส่งมอบและต่อลูกค้า
การเปลี่ยนแปลงจากฉบับ 2015
ผู้เรียบเรียงเทียบจากฉบับแสดงการแก้ไข (redline) และยกการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับข้อ 4.3 มาสามเรื่อง
เรื่องที่หนึ่ง ประโยคเรื่องสารสนเทศที่เป็นเอกสาร ฉบับ 2026 ลบประโยคเดิมของฉบับ 2015 ที่ให้ขอบข่ายมีไว้และธำรงรักษา (maintain) เป็นสารสนเทศที่เป็นเอกสาร และเพิ่มประโยคใหม่ต่อจากประโยคเรื่องเหตุผลสนับสนุน ซึ่งใช้เพียงคำว่ามีไว้ (available) ภาคผนวก A.2 (ข้อมูลประกอบ) อธิบายความต่างระหว่างถ้อยคำเรื่องการมีสารสนเทศที่เป็นเอกสารไว้ กับถ้อยคำเรื่องการเก็บสารสนเทศไว้เป็นหลักฐาน ผู้เรียบเรียงไม่ได้อ่านการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าองค์กรไม่ต้องปรับข้อความขอบข่ายเมื่อสิ่งที่ทำเปลี่ยนไป เพราะเนื้อหาที่ข้อ 4.3 ให้ขอบข่ายระบุยังผูกกับสิ่งที่ระบบครอบคลุมอยู่จริง คำถามที่ตามมาเมื่อกิจกรรมขององค์กรเปลี่ยนคือ ข้อความนั้นยังตรงกับสิ่งที่ครอบคลุมอยู่หรือไม่
เรื่องที่สอง การแยกประโยคเรื่องเหตุผลสนับสนุน ฉบับ 2015 รวมเนื้อหาของข้อความขอบข่ายไว้ในประโยคเดียว ฉบับ 2026 แยกเรื่องเหตุผลสนับสนุนออกเป็นประโยคของตัวเอง และปรับถ้อยคำส่วนที่อ้างถึงระบบการจัดการคุณภาพในประโยคนั้น ส่วนประโยคเรื่องการกล่าวอ้างความสอดคล้องมีการเปลี่ยนกริยาช่วยหนึ่งคำ
เรื่องที่สาม การตัดคำขยายในรายการที่อ้างถึงข้อ 4.2 ฉบับ 2026 อ้างถึง “ข้อกำหนดที่อ้างถึงในข้อ 4.2” โดยไม่มีคำขยายเรื่องผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องแบบฉบับ 2015 ผู้เรียบเรียงเห็นว่าเมื่ออ่านคู่กับรายการใหม่ในข้อ 4.2 ที่ให้องค์กรกำหนดว่าข้อกำหนดใดจะดำเนินการผ่านระบบการจัดการคุณภาพ ผลการตัดสินในข้อ 4.2 เป็นเรื่องที่องค์กรนำมาพิจารณาเมื่อกำหนดขอบข่าย รายละเอียดของรายการนั้นอยู่ในตอนที่ 2 ของชุดนี้
ฉบับ 2026 ยังมีภาคผนวก A.3 ความสามารถในการประยุกต์ใช้ (Applicability) ซึ่งเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่ข้อกำหนด ภาคผนวก A.3 กล่าวถึงพันธะตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องไว้ในเงื่อนไขของการระบุว่าข้อกำหนดไม่สามารถประยุกต์ใช้ ซึ่งประโยคเงื่อนไขในเนื้อข้อ 4.3 ไม่ได้เอ่ยถึง
เอกสารและบันทึกที่ข้อ 4.3 กำหนด
ข้อ 4.3 กำหนดสารสนเทศที่เป็นเอกสารไว้หนึ่งเรื่อง คือ ตัวขอบข่ายของระบบการจัดการคุณภาพ ซึ่งรวมเหตุผลสนับสนุนเรื่องการไม่ประยุกต์ใช้ไว้ในตัวด้วย ข้อ 4.3 ไม่ได้กำหนดรูปแบบ องค์กรจะเขียนไว้ในคู่มือคุณภาพ ในเอกสารแยก หรือในระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ และไม่ได้กำหนดให้ต้องมีบันทึกการประชุมหรือแบบฟอร์มสำหรับการกำหนดขอบข่าย
ผู้เรียบเรียงเห็นว่าขอบข่ายของระบบที่องค์กรกำหนดตามข้อ 4.3 กับข้อความขอบข่ายที่พิมพ์ในใบรับรองเป็นคนละสิ่งกัน และไม่จำเป็นต้องเป็นถ้อยคำเดียวกัน ขอบข่ายในใบรับรองกำหนดผ่านกระบวนการรับรองของหน่วยรับรอง รายละเอียดอยู่ในบทความเรื่องขอบข่ายการรับรองในรายการอ่านต่อด้านล่าง
ส่วนที่ 2: สิ่งที่ผู้ตรวจประเมินต้องการเห็นจากข้อ 4.3
ผู้เรียบเรียงเห็นว่าการตรวจข้อ 4.3 ไม่ได้มีเพียงการเห็นว่ามีเอกสารขอบข่าย เพราะข้อความขอบข่ายเป็นผลของการตัดสินใจ คำถามที่ผู้ตรวจประเมินอาจใช้คือ ข้อความนั้นตรงกับสิ่งที่เห็นระหว่างการตรวจหรือไม่ และการตัดสินใจเบื้องหลังตรวจสอบย้อนกลับได้จากอะไร ด้านล่างเป็นสามมุมที่ผู้เรียบเรียงเห็นว่าใช้ตรวจข้อ 4.3 ได้
มุมที่ 1: ความสอดคล้องของข้อความขอบข่ายกับสิ่งที่พบระหว่างการตรวจ
ผู้ตรวจประเมินอาจเทียบข้อความขอบข่ายกับหลักฐานจากกระบวนการอื่น เช่น ใบเสนอราคาและคำสั่งซื้อ สายการผลิตที่ดำเนินการอยู่ หรือสถานที่ที่เก็บและจัดส่งผลิตภัณฑ์ คำถามที่ตามมาคือ งานที่องค์กรส่งมอบอยู่ อยู่ภายในสิ่งที่ข้อความขอบข่ายระบุไว้หรือไม่ ถ้าไม่อยู่ องค์กรตัดสินแล้วหรือยังว่างานนั้นอยู่นอกระบบการจัดการคุณภาพ และสถานที่ที่ดำเนินกิจกรรมเหล่านี้อยู่ภายในขอบเขตที่องค์กรกำหนดหรือไม่
มุมที่ 2: ความสอดคล้องของเหตุผลสนับสนุนกับข้อเท็จจริง
เมื่อองค์กรระบุว่าข้อกำหนดใดไม่สามารถประยุกต์ใช้ ผู้ตรวจประเมินอาจอ่านเหตุผลสนับสนุนนั้น แล้วหาหลักฐานจากการตรวจกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ผู้เรียบเรียงยกตัวอย่างข้อ 8.3 การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ (Design and development of products and services) สำหรับองค์กรที่ผลิตตามแบบของลูกค้าและระบุว่าข้อนี้ไม่สามารถประยุกต์ใช้ คำถามที่ตามมาคือ ใครเป็นผู้กำหนดคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ องค์กรเคยเสนอหรือเปลี่ยนรายละเอียดที่มีผลต่อคุณลักษณะนั้นเองหรือไม่ และถ้าเคย เหตุผลสนับสนุนที่เขียนไว้ยังตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่
อีกคำถามหนึ่งเกี่ยวกับกิจกรรมที่จ้างภายนอก ผู้เรียบเรียงเห็นว่าการที่กิจกรรมหนึ่งดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ไม่ใช่เหตุผลในตัวเองว่าข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องไม่สามารถประยุกต์ใช้ เพราะข้อ 8.4 การควบคุมกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และบริการที่จัดหาจากภายนอก ครอบคลุมกรณีนี้ไว้ และภาคผนวก A.8.4 ของฉบับ 2026 (ข้อมูลประกอบ) ก็อธิบายบทบาทขององค์กรเมื่อมีการจ้างภายนอกไว้ด้วย คำถามที่ตามมาคือ องค์กรจัดกิจกรรมนั้นเป็นกระบวนการที่จัดหาจากภายนอกซึ่งควบคุมตามข้อ 8.4 หรือระบุว่าไม่สามารถประยุกต์ใช้ และเพราะเหตุใด
มุมที่ 3: ความเชื่อมโยงของการกำหนดขอบข่ายกับผลของข้อ 4.2
มุมนี้เกี่ยวกับรายการที่อ้างถึงข้อ 4.2 ผู้ตรวจประเมินอาจเลือกข้อกำหนดของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหนึ่งเรื่องที่องค์กรตัดสินให้ดำเนินการผ่านระบบการจัดการคุณภาพ แล้วถามว่าองค์กรพิจารณาเรื่องนั้นอย่างไรเมื่อกำหนดขอบข่าย ภาคผนวก A.4.3 (ข้อมูลประกอบ) ยกข้อกำหนดเฉพาะของลูกค้าเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวกับขอบเขตของระบบ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่กำหนดให้สถานที่ผลิตแห่งหนึ่งต้องอยู่ภายใต้ระบบ คำถามที่ตามมาคือ องค์กรอธิบายได้หรือไม่ว่าการพิจารณาเรื่องนั้นมีผลต่อข้อความขอบข่ายหรือไม่ อย่างไร
Case ตัวอย่าง — โรงงานฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติก จังหวัดชลบุรี
โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติกให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และได้รับการรับรอง ISO 9001 อยู่แล้ว ข้อความขอบข่ายในคู่มือคุณภาพระบุว่า “ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกฉีดขึ้นรูปตามแบบของลูกค้า” ระบุโรงงานที่อำเภอเมืองชลบุรีเป็นสถานที่เดียว และระบุว่าข้อ 8.3 ไม่สามารถประยุกต์ใช้ เพราะลูกค้าเป็นผู้ออกแบบชิ้นส่วนเอง
ระหว่างการตรวจประเมินเพื่อเปลี่ยนผ่านไปฉบับ 2026 ผู้ตรวจประเมินพบใบเสนอราคาที่องค์กรรับออกแบบชิ้นส่วนให้ลูกค้ารายใหม่หนึ่งรายจากแนวคิดที่ลูกค้าให้มา พร้อมบันทึกการประชุมที่วิศวกรขององค์กรเสนอเปลี่ยนตำแหน่งจุดฉีด (gate) ของชิ้นส่วนเดิมรุ่นหนึ่ง และในการตรวจกระบวนการจัดส่งพบว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่คลังเก็บที่เช่าในอำเภอศรีราชาก่อนส่งให้ลูกค้า ซึ่งไม่ปรากฏในข้อความขอบข่าย
คำถามที่ตามมาคือ งานออกแบบชิ้นส่วนให้ลูกค้ารายใหม่อยู่ภายในระบบการจัดการคุณภาพหรือไม่ ถ้าอยู่ เหตุผลสนับสนุนที่ระบุว่าข้อ 8.3 ไม่สามารถประยุกต์ใช้ยังตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ การเสนอเปลี่ยนตำแหน่งจุดฉีดมีผลต่อคุณลักษณะของชิ้นส่วนหรือไม่ และใครเป็นผู้ตัดสินเรื่องนั้น คลังเก็บที่ศรีราชาอยู่ภายในขอบเขตของระบบหรือไม่ และองค์กรตัดสินเรื่องนี้จากข้อมูลใด
| สถานการณ์ในกรณีสมมติ | คำถามที่ผู้เรียบเรียงเห็นว่าตามมา |
|---|---|
| ข้อความขอบข่ายที่ระบุสถานที่เดียว ขณะที่ผลิตภัณฑ์บางส่วนเก็บอยู่ที่สถานที่อื่นก่อนส่งมอบ | สถานที่นั้นอยู่ภายในขอบเขตของระบบการจัดการคุณภาพหรือไม่ และการตัดสินนั้นแสดงให้เห็นได้อย่างไร |
| เหตุผลสนับสนุนของข้อกำหนดที่ไม่สามารถประยุกต์ใช้ ซึ่งเขียนไว้ก่อนองค์กรเริ่มกิจกรรมใหม่ | เหตุผลนั้นได้รับการทบทวนเมื่อกิจกรรมขององค์กรเปลี่ยนหรือไม่ และยังสอดคล้องกับเงื่อนไขท้ายข้อ 4.3 หรือไม่ |
คำถามที่ควรตอบได้
- ถ้าเลือกงานที่องค์กรส่งมอบในเดือนล่าสุดมาหนึ่งรายการ องค์กรชี้ได้หรือไม่ว่างานนั้นและสถานที่ที่ดำเนินงานนั้นอยู่ภายในขอบข่ายที่กำหนดไว้
ที่มา: ข้อ 4.3 การกำหนดขอบข่ายของระบบการจัดการคุณภาพ - ข้อกำหนดที่องค์กรระบุว่าไม่สามารถประยุกต์ใช้ มีเหตุผลสนับสนุนที่อ้างข้อเท็จจริงซึ่งตรวจสอบกับกิจกรรมปัจจุบันขององค์กรได้หรือไม่
ที่มา: ข้อ 4.3 การกำหนดขอบข่ายของระบบการจัดการคุณภาพ - เมื่อกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือสถานที่ขององค์กรเปลี่ยนไป ข้อความขอบข่ายได้รับการพิจารณาใหม่ผ่านกระบวนการใด
ที่มา: ข้อ 6.3 การวางแผนการเปลี่ยนแปลง (Planning of changes)
อ่านต่อในบทความที่เกี่ยวข้อง
- ISO 9001:2026 ข้อ 4.1 บริบทขององค์กร (ตอนที่ 1 ของชุดนี้)
- ISO 9001:2026 ข้อ 4.2 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ตอนที่ 2 ของชุดนี้)
- ขอบข่ายการรับรอง ISO เขียนอย่างไร: หลายกิจกรรม หลายสถานที่
- ISO 9001 ข้อ 4.4 ระบบบริหารคุณภาพและกระบวนการ (บทความอ้างอิงฉบับ 2015)
- ISO 9001:2026 ต้องเปลี่ยนผ่านภายในเมื่อไร
- การตรวจรับรอง ISO 9001 กับ EQA
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนดของ ISO 9001:2026 ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก
หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจติดตามภายใน ISO 9001
EQA จัดหลักสูตรอบรมข้อกำหนดและการตรวจติดตามภายใน ISO 9001 และเป็นหน่วยรับรองที่ตรวจรับรอง ISO 9001 หลักสูตรมีเนื้อหาเชิงหลักการ ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมกับ EQA ไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน
เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)
วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)
- ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
- ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
- ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
- ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
- เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA
ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ
หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง
ISO 9001 ระบบบริหารคุณภาพ
EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย
หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน
อ่านต่อเกี่ยวกับมาตรฐานนี้: ISO 9001 ระบบบริหารคุณภาพ
ขอการรับรอง ISO 9001 กับ EQA
- ขั้นตอนและระยะเวลาตั้งแต่ยื่นใบสมัครถึงได้ใบรับรอง
- ค่าตรวจรับรองคิดจากอะไร (IAF MD 5)
- วิธีเลือกหน่วยรับรอง 7 ข้อที่ตรวจสอบได้
EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ISO 9001:2026 ข้อ 4.2 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: ข้อกำหนดต้องการอะไร และผู้ตรวจประเมินดูอะไร
ISO 9001:2026 ข้อ 4.1 บริบทขององค์กร: ข้อกำหนดต้องการอะไร และผู้ตรวจประเมินดูอะไร
ตรวจรับรองหลายมาตรฐานพร้อมกัน วันตรวจลดได้เมื่อใด: หลักการของ IAF MD 11