การประเมินความเสี่ยงไม่ได้สิ้นสุดลงหลังจากองค์กรจัดทำ ระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศ หรือ ISMS ครั้งแรก เพราะระบบงาน เทคโนโลยี ผู้ให้บริการ และบริบทขององค์กรสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ISO/IEC 27001:2022 ข้อ 8.2 จึงกำหนดให้องค์กรนำกระบวนการประเมินความเสี่ยงที่จัดทำไว้ตามข้อ 6.1.2 มาใช้ซ้ำในช่วงเวลาที่วางแผนไว้ และเมื่อมีการเสนอหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยคำนึงถึงเกณฑ์ที่องค์กรกำหนดไว้ตามข้อ 6.1.2 a)
ISO/IEC 27001 ไม่ได้กำหนดวิธีประเมินหรือรอบเวลาเดียวสำหรับทุกองค์กร แต่ให้องค์กรออกแบบกระบวนการบริหารความเสี่ยงให้เหมาะกับขนาด ความต้องการ และบริบทของตนเอง
ISO/IEC 27001 ข้อ 8.2 กำหนดให้องค์กรทำอะไร?
ข้อกำหนดนี้มีสาระสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- ประเมินความเสี่ยงตามช่วงเวลาที่วางแผนไว้
- ประเมินเมื่อมีการเสนอหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ
- เก็บรักษาสารสนเทศที่เป็นเอกสารเกี่ยวกับผลการประเมินความเสี่ยง
ข้อ 8.2 แตกต่างจากข้อ 6.1.2 อย่างไร?
ข้อกำหนดทั้งสองข้อเชื่อมโยงกัน แต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน

กล่าวอย่างง่ายได้ว่า
ข้อ 6.1.2 กำหนดว่าองค์กรจะประเมินความเสี่ยงอย่างไร ส่วนข้อ 8.2 กำหนดว่าองค์กรต้องนำกระบวนการนั้นมาใช้เมื่อใด
ISO/IEC 27005 ให้แนวทางสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศ ตั้งแต่การระบุ การประเมิน การจัดการ การสื่อสาร การติดตาม และการทบทวนความเสี่ยง
“ตามช่วงเวลาที่วางแผนไว้” หมายถึงอะไร?
Planned intervals หมายถึงรอบเวลาที่องค์กรกำหนดไว้ล่วงหน้า โดยพิจารณาจากบริบทและความเสี่ยงขององค์กร
ISO/IEC 27001 ไม่ได้กำหนดว่าต้องประเมินทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี องค์กรจึงควรพิจารณาปัจจัย เช่น
- ความสำคัญของระบบและกระบวนการ
- ระดับและความผันผวนของความเสี่ยง
- ความถี่ของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
- เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น
- ข้อกำหนดทางกฎหมายและสัญญา
- ข้อกำหนดของลูกค้า
- ผลการตรวจประเมินและการติดตามระบบ
ตัวอย่างเช่น องค์กรอาจกำหนดให้ทบทวนทะเบียนความเสี่ยงโดยรวมปีละครั้ง และประเมินระบบที่มีความสำคัญสูงในรอบที่ถี่กว่า ทั้งนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่รอบเวลาที่มาตรฐานกำหนด
การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญคืออะไร?
Significant change ควรแปลว่า การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ
มาตรฐานไม่ได้กำหนดรายการตายตัวว่าเรื่องใดต้องถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ องค์กรจึงต้องกำหนดหลักเกณฑ์โดยพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจ
- ทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่
- เปลี่ยนระดับของความเสี่ยงเดิม
- เปลี่ยนวิธีการเข้าถึง ประมวลผล จัดเก็บ หรือส่งสารสนเทศ
- ส่งผลต่อความลับ ความถูกต้องครบถ้วน หรือความพร้อมใช้
- ทำให้มาตรการควบคุมเดิมไม่เพียงพอ
- เปลี่ยนขอบเขตหรือความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ
- ส่งผลต่อกฎหมาย สัญญา หรือข้อกำหนดของลูกค้า
คำว่า “การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ” จึงไม่ได้หมายความว่าทุกการปรับแก้ระบบต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด แต่ต้องพิจารณาตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ควรพิจารณาประเมินความเสี่ยง
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสถานการณ์ประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่รายการบังคับของ ISO/IEC 27001
1. การนำระบบสารสนเทศใหม่มาใช้
ตัวอย่างเช่น การติดตั้งระบบ ERP, MES, HRIS หรือระบบจัดการเอกสาร
ประเด็นที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ระบบประมวลผลสารสนเทศประเภทใด
- ใครมีสิทธิ์เข้าถึง
- มีการเชื่อมต่อกับระบบใด
- หากระบบไม่พร้อมใช้จะกระทบกระบวนการใด
- มีการสำรองและกู้คืนอย่างไร
ควรประเมินตั้งแต่ช่วงที่มีการเสนอระบบ ไม่ควรรอจนติดตั้งเสร็จแล้วจึงเริ่มประเมิน
2. การย้ายระบบหรือข้อมูลไปยังบริการคลาวด์
การเปลี่ยนไปใช้บริการคลาวด์อาจทำให้สถานที่จัดเก็บข้อมูล วิธีควบคุมการเข้าถึง การสำรองข้อมูล และหน้าที่ระหว่างองค์กรกับผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลง
ประเด็นที่ควรประเมิน ได้แก่
- ขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย
- การเข้าถึงข้อมูลโดยผู้ให้บริการ
- การสำรองและกู้คืนข้อมูล
- การแจ้งเหตุการณ์
- การคืนหรือย้ายข้อมูลเมื่อสิ้นสุดบริการ
- การพึ่งพาความพร้อมใช้ของผู้ให้บริการ
3. การเปลี่ยนผู้ให้บริการภายนอก
ตัวอย่างเช่น เปลี่ยนผู้ให้บริการคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล ซอฟต์แวร์ หรือการดูแลเครือข่าย
องค์กรควรพิจารณาว่า
- ผู้ให้บริการรายใหม่เข้าถึงสารสนเทศใด
- มาตรการควบคุมเดิมยังมีผลหรือไม่
- หน้าที่และความรับผิดชอบเปลี่ยนแปลงอย่างไร
- ข้อกำหนดในสัญญาเพียงพอหรือไม่
- การเปลี่ยนผ่านอาจทำให้ระบบหรือข้อมูลไม่พร้อมใช้หรือไม่
4. การเปลี่ยนโครงสร้างเครือข่าย
ตัวอย่างเช่น
- เชื่อมระบบ IT กับระบบ OT
- เปิดใช้งานการเข้าถึงจากระยะไกล
- เชื่อมโรงงานเข้ากับสำนักงานใหญ่
- เพิ่มอุปกรณ์ IoT
- เปลี่ยน Firewall หรือระบบยืนยันตัวตน
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเพิ่มเส้นทางการเข้าถึงหรือทำให้สมมติฐานจากการประเมินครั้งก่อนเปลี่ยนไป
5. การเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นระบบอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น เปลี่ยนจากการบันทึกค่าพารามิเตอร์ด้วยเอกสารเป็นการส่งข้อมูลจากเครื่องจักรเข้าสู่ฐานข้อมูลโดยอัตโนมัติ
ควรประเมินประเด็น เช่น
- ความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งเข้าสู่ระบบ
- การระบุผู้ดำเนินการ
- การควบคุมการแก้ไขข้อมูล
- ความพร้อมใช้ของเครือข่ายและฐานข้อมูล
- การสำรองและกู้คืน
- ผลกระทบหากข้อมูลผิดพลาดหรือระบบหยุดทำงาน
เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยต้องประเมินใหม่ทุกครั้งหรือไม่?
ข้อ 8.2 ไม่ได้ระบุว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทุกเหตุการณ์ต้องทำการประเมินความเสี่ยงใหม่โดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์อาจเป็นข้อมูลที่แสดงว่า
- โอกาสเกิดเดิมถูกประเมินต่ำเกินไป
- ผลกระทบรุนแรงกว่าที่คาด
- มีภัยคุกคามหรือช่องโหว่ใหม่
- มาตรการควบคุมไม่มีประสิทธิผล
- มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้น
หากเหตุการณ์ทำให้สมมติฐานหรือระดับความเสี่ยงเปลี่ยนแปลง องค์กรควรดำเนินการประเมินใหม่ตามกระบวนการที่กำหนด
NIST SP 800-30 ใช้ปัจจัย เช่น ภัยคุกคาม ช่องโหว่ โอกาสเกิด และผลกระทบต่อภารกิจหรือการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้การประเมินสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร แต่ NIST เป็นแนวทางสนับสนุน ไม่ใช่ข้อกำหนดของ ISO/IEC 27001
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ข้อ 8.2 ในโรงงาน
สถานการณ์
โรงงานเสนอให้เชื่อมระบบควบคุมการผลิตกับระบบ ERP เพื่อส่งข้อมูลการผลิตโดยอัตโนมัติ
เหตุผลที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ควรประเมิน
การเชื่อมต่อดังกล่าวอาจ
- เพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย IT และ OT
- เปลี่ยนเส้นทางการส่งข้อมูล
- เพิ่มจำนวนระบบและบุคคลที่เข้าถึงข้อมูล
- ทำให้ความขัดข้องในระบบหนึ่งส่งผลต่ออีกระบบหนึ่ง
- เปลี่ยนความรับผิดชอบในการดูแลระบบ
ตัวอย่างข้อความความเสี่ยง
การเชื่อมต่อระบบควบคุมการผลิตกับระบบ ERP โดยไม่มีการควบคุมการเชื่อมต่อและการแบ่งแยกเครือข่ายที่เหมาะสม อาจทำให้เหตุการณ์จากเครือข่ายสำนักงานส่งผลต่อความพร้อมใช้ของระบบการผลิต
คุณสมบัติของสารสนเทศที่อาจได้รับผลกระทบ
- ความพร้อมใช้ — Availability
- ความถูกต้องครบถ้วน — Integrity หากข้อมูลการผลิตสามารถถูกแก้ไขหรือส่งผิดพลาดได้
แนวทางดำเนินการ
- ใช้กระบวนการและเกณฑ์ที่กำหนดตามข้อ 6.1.2
- ระบุความเสี่ยงที่เกิดจากการเชื่อมต่อใหม่
- ระบุผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง
- วิเคราะห์โอกาสเกิดและผลกระทบ
- กำหนดและประเมินระดับความเสี่ยง
- จัดการความเสี่ยงตามข้อ 6.1.3 เมื่อจำเป็น
- เก็บรักษาผลการประเมินเป็นสารสนเทศที่เป็นเอกสาร
ตัวอย่างนี้ใช้หลักทั่วไปที่สอดคล้องกับแนวทาง NIST ซึ่งพิจารณาความเสี่ยงต่อระบบ กระบวนการ และการดำเนินงานขององค์กร แต่ไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องใช้วิธีประเมินของ NIST เพื่อให้สอดคล้องกับ ISO/IEC 27001
ต้องเก็บรักษาสารสนเทศที่เป็นเอกสารอะไร?
ข้อ 8.2 เน้นให้เก็บรักษาสารสนเทศที่เป็นเอกสารเกี่ยวกับ ผลการประเมินความเสี่ยง
ตัวอย่างข้อมูลที่เหมาะสม ได้แก่
- วันที่ประเมิน
- เหตุผลหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ประเมิน
- ระบบ กระบวนการ หรือสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง
- ข้อความความเสี่ยง
- ผลต่อความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และความพร้อมใช้
- มาตรการควบคุมที่มีอยู่
- ผลการวิเคราะห์โอกาสเกิดและผลกระทบ
- ระดับความเสี่ยง
- ผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง
- ผลการประเมินและการจัดลำดับความสำคัญ
- ผู้ประเมิน ผู้ทบทวน หรือผู้อนุมัติ
- ความเชื่อมโยงกับแผนการจัดการความเสี่ยง เมื่อเกี่ยวข้อง
ข้อ 8.2 ไม่ได้กำหนดรูปแบบตารางหรือซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้ องค์กรสามารถเก็บผลไว้ในทะเบียนความเสี่ยง ระบบ GRC ฐานข้อมูล หรือเอกสารรูปแบบอื่นที่ควบคุมได้
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง ?
ประเมินความเสี่ยงเพียงครั้งเดียว
การมีทะเบียนความเสี่ยงจากช่วงเริ่มจัดทำ ISMS แต่ไม่มีหลักฐานการประเมินตามรอบหรือเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจไม่แสดงการปฏิบัติตามข้อ 8.2
ประเมินเฉพาะหลังนำระบบไปใช้งานแล้ว
ข้อกำหนดครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่ถูกเสนอและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การประเมินจึงควรเกิดก่อนอนุมัติหรือนำการเปลี่ยนแปลงไปใช้เมื่อสามารถทำได้
เปลี่ยนวิธีให้คะแนนโดยไม่มีการควบคุม
หากเปลี่ยนเกณฑ์หรือสูตรคำนวณ ควรบันทึกเหตุผลและพิจารณาผลต่อการเปรียบเทียบกับผลเดิม
ทบทวนเพียงคะแนนเดิม
ควรทบทวนข้อความความเสี่ยง สมมติฐาน มาตรการควบคุม โอกาสเกิด และผลกระทบ ไม่ใช่เพียงคัดลอกคะแนนเดิม
ใช้ตัวอย่างจาก NIST หรือ ENISA เป็นข้อกำหนด ISO
NIST และ ENISA เป็นแหล่งแนวทางที่ได้รับการยอมรับและสามารถช่วยออกแบบวิธีประเมินได้ แต่ไม่ควรนำข้อความหรือแบบฟอร์มจากแหล่งเหล่านั้นมาอ้างว่าเป็นข้อบังคับของ ISO/IEC 27001 โดยตรง
ความสัมพันธ์กับข้อกำหนดอื่น

ทำให้ข้อ 8.2 ใช้งานได้จริงด้วย Risk Assessment Trigger ?
องค์กรที่มีระบบ IT หลายระบบไม่ควรรอให้ถึงรอบประเมินประจำปีเพียงอย่างเดียว แต่ควรกำหนด เหตุที่กระตุ้นให้มีการประเมินความเสี่ยง หรือ Risk Assessment Trigger เพื่อช่วยตัดสินว่าเมื่อใดการเปลี่ยนแปลงควรถูกส่งเข้าสู่กระบวนการประเมินตามข้อ 8.2
แนวคิดนี้ไม่ได้เปลี่ยนข้อกำหนดของ ISO/IEC 27001 แต่เป็นวิธีทำให้ข้อความว่า “เมื่อมีการเสนอหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ” สามารถนำไปใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ
ตัวอย่าง Risk Assessment Trigger ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่

NIST อธิบายว่าการติดตามความเปลี่ยนแปลงของระบบ สภาพแวดล้อม ภัยคุกคาม และช่องโหว่ มีเป้าหมายเพื่อรักษาความตระหนักรู้ที่เพียงพอต่อการตัดสินใจด้านความเสี่ยง แนวคิดนี้สามารถใช้สนับสนุนการกำหนด Trigger ขององค์กรได้ แต่ไม่ใช่ข้อกำหนดเพิ่มเติมของ ISO/IEC 27001
ตัวอย่างแบบคัดกรองการเปลี่ยนแปลงก่อนประเมินความเสี่ยง
องค์กรอาจเพิ่มคำถามสั้น ๆ ในกระบวนการ Change Management หรือโครงการ IT เช่น
- การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มีการเข้าถึงสารสนเทศจากบุคคลหรือระบบใหม่หรือไม่
- มีการเปลี่ยนสถานที่จัดเก็บหรือประมวลผลสารสนเทศหรือไม่
- มีการเพิ่มการเชื่อมต่อกับระบบภายนอก Internet Cloud หรือเครือข่าย OT หรือไม่
- การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลต่อความลับ ความถูกต้องครบถ้วน หรือความพร้อมใช้หรือไม่
- มาตรการควบคุมเดิมอาจไม่เพียงพอหรือไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไปหรือไม่
- ข้อกำหนดทางกฎหมาย สัญญา หรือลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
- หากการเปลี่ยนแปลงล้มเหลว จะกระทบกระบวนการสำคัญหรือบริการหลักหรือไม่
หากคำตอบข้อใดข้อหนึ่งเป็น “ใช่” องค์กรควรพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีนัยสำคัญเพียงพอที่จะต้องดำเนินการประเมินตามข้อ 8.2 หรือไม่
แบบคัดกรองนี้ไม่ใช่แบบฟอร์มบังคับของมาตรฐาน แต่ช่วยให้แต่ละหน่วยงานใช้หลักเกณฑ์เดียวกันและลดความเสี่ยงจากการพลาดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
ประเมิน Risk Delta ไม่ใช่เริ่มใหม่ทุกครั้ง ?
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มประเมินความเสี่ยงของ ISMS ใหม่ทั้งหมดทุกครั้ง หากขอบเขตของผลกระทบสามารถระบุได้อย่างชัดเจน
แนวทางที่เหมาะกับงาน IT คือการประเมิน Risk Delta หรือการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงจากสถานะเดิม โดยพิจารณาว่า
- มีความเสี่ยงใหม่เกิดขึ้นหรือไม่
- ความเสี่ยงเดิมเปลี่ยนโอกาสเกิดหรือไม่
- ผลกระทบของความเสี่ยงเดิมเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่
- สมมติฐานที่ใช้ในการประเมินครั้งก่อนยังถูกต้องหรือไม่
- มาตรการควบคุมเดิมยังมีอยู่และมีประสิทธิผลหรือไม่
- มีผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยงหรือผู้รับผิดชอบรายใหม่หรือไม่
ตัวอย่าง Risk Delta
สถานะเดิม:
ระบบ ERP ใช้งานภายในสำนักงานผ่านเครือข่ายภายในเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลง:
เปิดให้พนักงานและผู้ให้บริการเข้าถึง ERP จากระยะไกล
Risk Delta ที่ควรประเมิน:
- มีช่องทางการเข้าถึงใหม่จากภายนอก
- จำนวนบุคคลและอุปกรณ์ที่เข้าถึงระบบเพิ่มขึ้น
- สมมติฐานเดิมเรื่องเครือข่ายภายในไม่เป็นจริง
- ความเสี่ยงต่อการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเพิ่มขึ้น
- มาตรการยืนยันตัวตนและบันทึกเหตุการณ์เดิมอาจไม่เพียงพอ
วิธีนี้ช่วยให้การประเมินมุ่งตรงไปยังส่วนที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันยังคงใช้กระบวนการและเกณฑ์ตามข้อ 6.1.2
ISO/IEC 27005 สนับสนุนแนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมการระบุ ประเมิน จัดการ ติดตาม และทบทวนความเสี่ยงให้เหมาะกับบริบทขององค์กร
การประเมินก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลง ?
ข้อความในข้อ 8.2 ครอบคลุมทั้งกรณีที่การเปลี่ยนแปลง ถูกเสนอให้พิจารณา และกรณีที่การเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นแล้ว
ในทางปฏิบัติสามารถแบ่งการประเมินได้เป็นสองช่วง
1. Pre-change Risk Assessment
เป็นการประเมินก่อนอนุมัติหรือนำการเปลี่ยนแปลงไปใช้ เพื่อพิจารณา
- ความเสี่ยงใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- มาตรการควบคุมที่ควรมีตั้งแต่การออกแบบ
- เงื่อนไขที่ต้องดำเนินการให้เสร็จก่อน Go-live
- ความเสี่ยงที่ผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยงต้องรับทราบ
- ความจำเป็นในการจัดทำแผนการจัดการความเสี่ยง
ตัวอย่าง
ก่อนเปิดระบบให้เข้าถึงผ่าน Internet องค์กรประเมินความเสี่ยงและกำหนดให้ต้องดำเนินการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย บันทึกเหตุการณ์ และทดสอบการเข้าถึงก่อน Go-live
2. Post-change Risk Assessment
เป็นการประเมินหลังการเปลี่ยนแปลง เมื่อองค์กรต้องตรวจสอบว่า
- การเปลี่ยนแปลงถูกนำไปใช้ตามที่อนุมัติหรือไม่
- มาตรการควบคุมทำงานจริงหรือไม่
- มีผลกระทบหรือความเสี่ยงที่ไม่ได้คาดการณ์หรือไม่
- ระดับความเสี่ยงหลังการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากที่ประเมินไว้หรือไม่
- ต้องปรับปรุงทะเบียนความเสี่ยงหรือแผนจัดการความเสี่ยงหรือไม่
การประเมินหลังการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นในทุกกรณี แต่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน มีความเสี่ยงสูง หรือผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างจากแบบที่ออกแบบไว้
เชื่อมข้อ 8.2 เข้ากับ Change Management ?
สำหรับองค์กรที่มีระบบ IT หรือ DevOps การประเมินความเสี่ยงตามข้อ 8.2 ควรถูกฝังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลง ไม่ควรเป็นกิจกรรมแยกที่ทำหลังโครงการเสร็จ
ตัวอย่างจุดเชื่อมโยง ได้แก่

NIST Risk Management Framework ใช้แนวทางแบบวงจรชีวิต โดยเชื่อมการเลือกและประเมินมาตรการควบคุมเข้ากับการติดตามระบบและสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงทันต่อการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม การใช้ Change Ticket, CAB หรือเครื่องมือ DevOps ไม่ใช่ข้อบังคับของ ISO/IEC 27001 องค์กรสามารถเลือกกลไกอื่นได้ ตราบใดที่สามารถแสดงการประเมินตามข้อ 8.2 ได้
ระหว่าง Continuous Monitoring กับ Continuous Risk Assessment คืออะไร ?
คำว่า Continuous Monitoring ไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องทำการประเมินความเสี่ยง ISO/IEC 27001 แบบเต็มรูปแบบตลอดเวลา
Continuous Monitoring หมายถึงการรักษาความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานะของระบบ มาตรการควบคุม ภัยคุกคาม และช่องโหว่ในความถี่ที่เพียงพอต่อการตัดสินใจด้านความเสี่ยง
ข้อมูลจากการติดตามอาจทำหน้าที่เป็น Trigger ให้ประเมินตามข้อ 8.2 เช่น
- จำนวนช่องโหว่ร้ายแรงเพิ่มขึ้น
- การทดสอบกู้คืนล้มเหลว
- ระบบสำคัญมี Downtime สูงกว่าที่คาด
- พบบัญชีผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ผู้ให้บริการไม่สามารถบรรลุ SLA
- มี Threat Intelligence ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่องค์กรใช้
- มาตรการควบคุมสำคัญไม่ทำงานตามที่กำหนด
ดังนั้นความสัมพันธ์ที่ถูกต้องคือ
การติดตามอย่างต่อเนื่องให้ข้อมูล ส่วนข้อ 8.2 กำหนดให้องค์กรนำข้อมูลที่มีนัยสำคัญเข้าสู่การประเมินความเสี่ยงตามกระบวนการที่กำหนด
ใช้ Threat Intelligence เป็นข้อมูลนำเข้าการประเมิน ?
ข้อมูลภัยคุกคามหรือ Threat Intelligence ไม่ได้ทำให้ต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ทุกครั้ง แต่ควรได้รับการพิจารณาเมื่อข้อมูลนั้นเกี่ยวข้องกับระบบ เทคโนโลยี หรือบริบทขององค์กร
ตัวอย่างเช่น
- พบช่องโหว่ใหม่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับระบบสำคัญ
- มีการโจมตีอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างต่อเนื่อง
- พบเทคนิคการโจมตีที่สามารถข้ามมาตรการควบคุมเดิม
- ผู้ผลิตประกาศยุติการสนับสนุนผลิตภัณฑ์
- มีข้อมูลว่าบัญชีหรือข้อมูลขององค์กรอาจถูกเปิดเผย
NIST SP 800-30 ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคาม ช่องโหว่ โอกาสเกิด และผลกระทบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการประเมินความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร
ตัวอย่างการตัดสินใจ
ข้อมูลที่ได้รับ: พบช่องโหว่ร้ายแรงใน VPN ที่องค์กรใช้งาน
ไม่ควรทำ: ปรับคะแนนทุกความเสี่ยงของ ISMS โดยอัตโนมัติ
ควรทำ: ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์และเวอร์ชันที่องค์กรใช้อยู่ได้รับผลกระทบหรือไม่ มีการเปิดใช้งานจาก Internet หรือไม่ และมาตรการชดเชยที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ ก่อนพิจารณาว่าต้องประเมินความเสี่ยงใหม่
Risk Register ต้องมีวันที่และสถานะที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ ?
เพื่อให้ผลการประเมินตามข้อ 8.2 มีคุณค่าในทางปฏิบัติ ทะเบียนความเสี่ยงควรช่วยตอบได้ว่า
- ความเสี่ยงถูกประเมินครั้งล่าสุดเมื่อใด
- การประเมินเกิดจากรอบที่วางแผนไว้หรือจาก Trigger ใด
- ข้อมูลหรือสมมติฐานใดเปลี่ยนแปลง
- คะแนนหรือระดับความเสี่ยงเดิมเป็นเท่าใด
- ระดับล่าสุดเป็นเท่าใด
- เหตุผลที่ระดับเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนคืออะไร
- ผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยงคือใคร
- การตัดสินใจล่าสุดคืออะไร
- มีความเชื่อมโยงกับแผนการจัดการความเสี่ยงหรือไม่
ตัวอย่างคอลัมน์ที่ช่วยให้งาน Audit แข็งแรงขึ้น

คอลัมน์เหล่านี้ไม่ใช่ข้อบังคับของมาตรฐาน แต่ช่วยแสดงความสม่ำเสมอ ความสามารถในการเปรียบเทียบ และการตรวจสอบย้อนหลังของผลการประเมิน
ตัวอย่าง Evidence Pack สำหรับข้อ 8.2
ผู้ตรวจประเมินมักไม่ได้พิจารณาเพียงว่ามีทะเบียนความเสี่ยงหรือไม่ แต่จะตรวจสอบว่ากระบวนการถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่
องค์กรจึงควรสามารถแสดงชุดหลักฐานที่เชื่อมโยงกัน เช่น

ตัวอย่างระดับมืออาชีพ: การเปิด API เชื่อมต่อคู่ค้า
การเปลี่ยนแปลงที่เสนอ
องค์กรต้องการเปิด API ให้คู่ค้าดึงข้อมูลสถานะคำสั่งซื้อจากระบบ ERP
เหตุผลที่อาจมีนัยสำคัญ
- ระบบภายในจะมีจุดเชื่อมต่อกับองค์กรภายนอก
- มีการส่งสารสนเทศผ่านเครือข่ายภายนอก
- คู่ค้าต้องได้รับ Credential หรือ Token
- อาจมีการเรียกใช้ข้อมูลจำนวนมาก
- ความผิดพลาดของ API อาจกระทบ ERP
Risk Delta

ตัวอย่างข้อความความเสี่ยง
การออกแบบสิทธิ์ของ API ไม่เหมาะสม อาจทำให้คู่ค้าเข้าถึงข้อมูลคำสั่งซื้อที่ไม่อยู่ในขอบเขตของตน ส่งผลต่อความลับของสารสนเทศ
อีกความเสี่ยงหนึ่งคือ
การไม่มีการจำกัดจำนวนคำขอที่เหมาะสม อาจทำให้การเรียก API จำนวนมากส่งผลต่อความพร้อมใช้ของระบบ ERP
ผลลัพธ์ของข้อ 8.2
- บันทึกความเสี่ยงใหม่สองรายการ
- ระบุเจ้าของความเสี่ยง
- ประเมินโอกาสเกิดและผลกระทบ
- ส่งความเสี่ยงที่เกินเกณฑ์เข้าสู่ข้อ 6.1.3
- ปรับปรุงทะเบียนความเสี่ยง
- เก็บรักษาผลการประเมินและหลักฐานการอนุมัติ
Checklist สำหรับผู้ทำ IT Risk และ ISMS ?
ก่อนปิดการประเมินตามข้อ 8.2 ควรตรวจสอบว่า
- ระบุเหตุผลหรือ Trigger ของการประเมินแล้ว
- ใช้กระบวนการและเกณฑ์ตามข้อ 6.1.2
- ประเมินเฉพาะส่วนที่เปลี่ยนแปลงและส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างเพียงพอ
- ทบทวนสมมติฐานและมาตรการควบคุมเดิม
- ระบุความเสี่ยงใหม่และการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงเดิม
- พิจารณาผลต่อความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และความพร้อมใช้
- ระบุผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง
- บันทึกเหตุผลประกอบโอกาสเกิดและผลกระทบ
- เปรียบเทียบผลกับเกณฑ์การยอมรับ
- เชื่อมโยงกับข้อ 6.1.3 เมื่อจำเป็น
- ปรับปรุงทะเบียนความเสี่ยง
- เก็บรักษาผลการประเมินเป็นสารสนเทศที่เป็นเอกสาร
ISO/IEC 27001 ข้อ 8.2 กำหนดให้องค์กร
- ประเมินความเสี่ยงตามช่วงเวลาที่วางแผนไว้
- ประเมินเมื่อมีการเสนอหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ
- คำนึงถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามข้อ 6.1.2 a)
- เก็บรักษาสารสนเทศที่เป็นเอกสารเกี่ยวกับผลการประเมิน
จุดสำคัญคือองค์กรต้องสามารถแสดงได้ว่า ความเสี่ยงได้รับการประเมินใหม่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป และผลการประเมินถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่เพียงการทบทวนเอกสารตามรอบเท่านั้น
สำหรับองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างรวดเร็ว การปฏิบัติตามข้อ 8.2 ไม่ควรพึ่งพาการทบทวนประจำปีเพียงอย่างเดียว แต่ควรกำหนด Risk Assessment Trigger และเชื่อมการประเมินเข้ากับกระบวนการ Change Management โครงการ IT การบริหารผู้ให้บริการ และข้อมูลจากการติดตามระบบ
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง องค์กรควรประเมิน Risk Delta เพื่อระบุว่ามีความเสี่ยงใหม่หรือความเสี่ยงเดิมเปลี่ยนแปลงอย่างไร พร้อมเก็บหลักฐานที่สามารถติดตามจากการเปลี่ยนแปลงไปยังผลการประเมิน การตัดสินใจ และแผนการจัดการความเสี่ยงได้
อยากให้การประเมินความเสี่ยงตามข้อ 8.2 ผ่านการตรวจประเมิน?
Equal Assurance (Thailand) Ltd. ให้บริการฝึกอบรมและตรวจประเมินระบบ ISO/IEC 27001 โดยผู้ตรวจประเมินที่มีประสบการณ์จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง: ISO/IEC 27001 ข้อ 6.1.2 การประเมินความเสี่ยง · ISO/IEC 27001 ข้อ 6.1.3 การจัดการความเสี่ยง และ SoA · ISO/IEC 27000 คืออะไร? สรุปชุดมาตรฐาน ISMS · คลังบทความทั้งหมด
ISO/IEC 27001:2022 Annex A — หมวดการควบคุมมีไว้ให้หาเจอ ไม่ได้มีไว้ให้ไล่ให้ครบ
ISO/IEC 27001 ข้อ 7.1 ทรัพยากรสำหรับระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ
ISO/IEC 27001:2022 ข้อ 4.4 และ 6.1.1 ระบบการจัดการและความเสี่ยงระดับระบบ ตีความข้อกำหนด
ISO/IEC 27001 ข้อ 4.2 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ISO/IEC 27001:2022 ข้อ 10.1 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พิสูจน์อย่างไรว่าระบบดีขึ้นจริง
ISO/IEC 27001 ข้อ 6.3 การวางแผนการเปลี่ยนแปลง: ตีความข้อกำหนดและตัวอย่างในบริบทไทย