การควบคุมเอกสารสารสนเทศในระบบบริหารแบบบูรณาการ — รวมกลไกได้ แต่รวมเกณฑ์ไม่ได้

การควบคุมเอกสารสารสนเทศในระบบแบบบูรณาการ
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 7.5 เอกสารสารสนเทศ (documented information) ปรากฏอยู่ในมาตรฐานระบบการจัดการหลายฉบับด้วยโครงเดียวกัน จึงดูเหมือนเป็นข้อที่รวมเป็นระบบเดียวได้ง่ายที่สุด แต่สิ่งที่รวมกันได้จริงคือกลไก เช่น รูปแบบ การอนุมัติ การควบคุมรุ่น และช่องทางเผยแพร่ ส่วนสิ่งที่รวมกันไม่ได้คือเกณฑ์ เพราะแต่ละมาตรฐานคุ้มครองคนละสิ่ง และเงื่อนไขเรื่องการเข้าถึงกับระยะเวลาเก็บของแต่ละฉบับสวนทางกันได้

ทำไมข้อ 7.5 ของทุกฉบับจึงหน้าตาคล้ายกัน

มาตรฐานระบบการจัดการที่ออกโดย ISO ใช้โครงสร้างระดับสูงร่วมกัน ทำให้หมายเลขข้อและหัวข้อตรงกันข้ามมาตรฐาน ข้อ 7.5 จึงเดินตามลำดับเดียวกันทุกฉบับ คือกำหนดว่าระบบต้องมีเอกสารสารสนเทศอะไรบ้าง ต้องดูแลอย่างไรตอนสร้างและปรับปรุง และต้องควบคุมอย่างไรเมื่อนำไปใช้

ความเหมือนนี้เป็นความเหมือนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ความเหมือนเชิงเนื้อหา องค์กรที่อ่านเฉพาะหัวข้อจะสรุปว่าเขียนขั้นตอนควบคุมเอกสารฉบับเดียวแล้วอ้างอิงได้ทุกมาตรฐาน ซึ่งทำได้จริงในระดับหนึ่ง แต่จะไปติดที่รายละเอียดสามเรื่อง คือใครเข้าถึงได้ เก็บนานเท่าไร และอะไรที่ถือว่าเป็นเอกสารของระบบ

สิ่งที่รวมกันได้ กับสิ่งที่ต้องแยก

องค์ประกอบ รวมเป็นชุดเดียวได้หรือไม่ เหตุผล
รูปแบบเอกสารและการตั้งรหัส ได้ ไม่มีมาตรฐานใดกำหนดรูปแบบไว้
ขั้นตอนอนุมัติและควบคุมรุ่น ได้ เจตนาตรงกันคือให้ใช้ฉบับที่ถูกต้อง
ทะเบียนเอกสารกลาง ได้ ถ้ามีคอลัมน์ระบุมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ต้องตอบได้ว่าเอกสารใดรองรับข้อกำหนดของฉบับใด
สิทธิ์การเข้าถึง ไม่ได้ บางฉบับเน้นการจำกัด บางฉบับเน้นการทำให้เข้าถึงได้
ระยะเวลาเก็บรักษา ไม่ได้ ผูกกับกฎหมายและอายุผลิตภัณฑ์คนละชุด
เกณฑ์ว่าอะไรต้องเก็บเป็นบันทึก ไม่ได้ แต่ละฉบับระบุบันทึกที่ต้องมีไว้ต่างกัน

ความขัดแย้งเรื่องการเข้าถึง

นี่คือจุดที่ทำให้การรวมเอกสารเป็นชุดเดียวแบบไม่คิดต่อกลายเป็นปัญหา มาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศมองการเข้าถึงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม เพราะการที่คนไม่เกี่ยวข้องอ่านเอกสารได้คือความเสี่ยงในตัวมันเอง ขณะที่มาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมองว่าผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของตัวเองได้ และการเข้าไม่ถึงคือความเสี่ยง

ทั้งสองมุมถูกต้องในบริบทของตัวเอง สิ่งที่ระบบรวมต้องทำจึงไม่ใช่การเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่คือการจำแนกเอกสารตามลักษณะของข้อมูลที่อยู่ข้างใน แล้วกำหนดสิทธิ์ตามลักษณะนั้น ไม่ใช่กำหนดตามว่าเอกสารนั้นอยู่ในระบบของมาตรฐานฉบับใด

กรณีสมมติ — ผู้ผลิตเครื่องดื่มในนครปฐม

โรงงานสมมติแห่งหนึ่งได้รับการรับรองสามมาตรฐาน และรวมเอกสารทั้งหมดไว้ในระบบจัดเก็บเดียวกัน โดยตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงเป็นแบบเดียวทั้งระบบ คือให้เฉพาะหัวหน้าแผนกขึ้นไปเปิดอ่านได้

ผลที่ตามมามีสองด้าน ด้านหนึ่งคือพนักงานหน้างานเปิดดูขั้นตอนการทำงานที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของตัวเองไม่ได้ ต้องรอหัวหน้าพิมพ์ให้ ซึ่งสวนทางกับเจตนาของข้อกำหนดด้านอาชีวอนามัย อีกด้านหนึ่งคือเอกสารที่มีรายละเอียดการตั้งค่าระบบสารสนเทศกลับเปิดให้หัวหน้าแผนกทุกคนอ่านได้ รวมถึงแผนกที่ไม่เกี่ยวข้อง การตั้งค่าชุดเดียวจึงให้ผลผิดทั้งสองทางพร้อมกัน

กรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ได้อ้างอิงถึงองค์กรใดที่มีอยู่จริง

ความขัดแย้งเรื่องระยะเวลาเก็บ

ระยะเวลาเก็บรักษาไม่ได้ถูกกำหนดเป็นตัวเลขไว้ในมาตรฐานเหล่านี้ องค์กรเป็นผู้กำหนดเอง แต่สิ่งที่กำหนดต้องสมเหตุสมผลกับเหตุผลที่ต้องเก็บ ซึ่งแต่ละมาตรฐานให้เหตุผลคนละชุด

บันทึกที่เกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารมักผูกกับอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์บวกระยะเวลาเผื่อสำหรับการสอบสวนย้อนหลัง บันทึกที่เกี่ยวกับสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานผูกกับข้อกำหนดกฎหมายแรงงานและระยะเวลาที่โรคจากการทำงานอาจแสดงอาการ ส่วนบันทึกด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศมีแรงกดดันสวนทาง เพราะการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้นานเกินความจำเป็นเป็นความเสี่ยงเอง

เมื่อนโยบายเดียวกำหนดว่าเก็บทุกอย่างห้าปี ผลคือบางบันทึกถูกทิ้งเร็วเกินไปและบางบันทึกถูกเก็บนานเกินไป โดยที่เอกสารนโยบายดูเรียบร้อยดี

เกณฑ์ว่าอะไรคือเอกสารของระบบ

ข้อ 7.5 ในทุกฉบับให้องค์กรกำหนดเองว่าต้องมีเอกสารใดเพื่อให้ระบบทำงานได้ นอกเหนือจากที่มาตรฐานระบุไว้โดยตรง ผลคือขอบเขตของเอกสารในระบบรวมไม่ใช่ผลรวมของสามรายการ แต่เป็นชุดที่องค์กรตัดสินใจขึ้นมาเอง

เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้ในทางปฏิบัติคือ ถ้าเอกสารนั้นหายไปแล้วกระบวนการยังทำงานได้ถูกต้อง เอกสารนั้นอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในการควบคุม แต่ถ้าหายไปแล้วมีคนตัดสินใจผิด เอกสารนั้นต้องอยู่ในการควบคุม เกณฑ์นี้ใช้ได้เท่ากันทุกมาตรฐาน และช่วยลดปริมาณเอกสารที่ถูกดึงเข้ามาควบคุมโดยไม่จำเป็น

สิ่งที่ผู้ตรวจประเมินมองหาในระบบรวม

ในการตรวจประเมินระบบที่รวมหลายมาตรฐาน คำถามที่ใช้แยกระบบที่รวมจริงออกจากระบบที่แค่เย็บเล่มรวมกัน มักเป็นคำถามง่าย ๆ เช่น เอกสารฉบับนี้รองรับข้อกำหนดของมาตรฐานใดบ้าง ใครเป็นผู้อนุมัติและอนุมัติในฐานะอะไร และถ้าแก้เอกสารฉบับนี้ ระบบใดบ้างที่ต้องได้รับผลกระทบ

ระบบที่รวมจริงจะตอบได้จากทะเบียนเอกสารโดยไม่ต้องเปิดเอกสารทีละฉบับ ส่วนระบบที่รวมแต่ชื่อจะต้องใช้ความจำของผู้ดูแลระบบเป็นตัวเชื่อม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ปรากฏชัดเมื่อผู้ดูแลคนนั้นเปลี่ยนงาน

คำถามที่ควรตอบได้

  1. ทะเบียนเอกสารกลางระบุได้หรือไม่ว่าเอกสารแต่ละฉบับรองรับข้อกำหนดของมาตรฐานใด (ที่มา: ข้อ 7.5.1 ของแต่ละมาตรฐาน)
  2. สิทธิ์การเข้าถึงถูกกำหนดตามลักษณะของข้อมูล หรือกำหนดตามระบบที่เอกสารสังกัด (ที่มา: ข้อ 7.5.3)
  3. ระยะเวลาเก็บของบันทึกแต่ละประเภทมีเหตุผลรองรับที่อ้างอิงกลับไปยังกฎหมายหรือลักษณะความเสี่ยงได้หรือไม่ (ที่มา: ข้อ 7.5.3 อ่านร่วมกับข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละมาตรฐาน)
  4. เมื่อแก้เอกสารหนึ่งฉบับ มีกลไกใดที่ทำให้ระบบอื่นที่อ้างอิงเอกสารนั้นรับรู้ (ที่มา: ข้อ 7.5.2)
  5. เอกสารที่มาจากภายนอกองค์กรถูกระบุและควบคุมแยกจากเอกสารที่องค์กรสร้างเองหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 7.5.3)

อ่านต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 7.5 ของแต่ละมาตรฐานอธิบายแยกไว้ที่ ISO 9001 ISO 45001 ISO/IEC 27001 และ ISO 14001 ส่วนการวางแผนตรวจระบบที่รวมหลายมาตรฐานอ่านได้ที่ การตรวจติดตามภายในแบบบูรณาการ และมุมของการจัดมุมมองเอกสารชุดเดียวให้ตอบได้หลายคำถาม อ่านได้ที่ ISO/IEC 27001:2022 Annex A หมวดการควบคุมและคุณลักษณะ

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรการตรวจติดตามภายในตามแนวทาง ISO 19011

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand