การวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงในการปฏิบัติการแก้ไข ตีความอย่างไรให้ใช้ได้จริง

การวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงในการปฏิบัติการแก้ไข
สรุปสั้นก่อน
มาตรฐานระบบการจัดการทุกฉบับกำหนดให้การปฏิบัติการแก้ไข (corrective action) ต้องเริ่มจากการทบทวนความไม่สอดคล้องและหาสาเหตุของมัน แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้เครื่องมือใด ผลคือคุณภาพของการวิเคราะห์สาเหตุขึ้นอยู่กับวิธีคิด ไม่ใช่แบบฟอร์ม บทความนี้อธิบายว่าเจตนาของข้อกำหนดคืออะไร เส้นแบ่งระหว่างการแก้ไขกับการปฏิบัติการแก้ไขอยู่ตรงไหน และอะไรคือสัญญาณว่าการวิเคราะห์หยุดเร็วเกินไป

มาตรฐานขออะไร และไม่ได้ขออะไร

ข้อกำหนดว่าด้วยความไม่สอดคล้องและการปฏิบัติการแก้ไข ปรากฏในโครงสร้างเดียวกันของมาตรฐานระบบการจัดการหลายฉบับ ได้แก่ ข้อ 10.2 ของ ISO 9001 ISO 14001 ISO 45001 และ ISO/IEC 27001 และข้อ 8.9.3 กับข้อ 10.1 ของ ISO 22000 ถ้อยคำต่างกันไปตามบริบทของแต่ละมาตรฐาน แต่โครงของสิ่งที่ขอเหมือนกัน

สิ่งที่ขอมีสองท่อนที่ต้องแยกจากกัน ท่อนแรกคือการตอบสนองต่อความไม่สอดคล้องที่เกิดขึ้น ควบคุมและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด และจัดการกับผลที่ตามมา ท่อนที่สองคือการประเมินว่าจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อขจัดสาเหตุหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำหรือเกิดที่อื่น

คำว่า “ประเมินว่าจำเป็นหรือไม่” เป็นจุดที่ควรอ่านให้ละเอียด เพราะมาตรฐานไม่ได้บังคับให้ทุกความไม่สอดคล้องต้องมีการปฏิบัติการแก้ไข แต่บังคับให้ต้องมีการตัดสินใจที่มีเหตุผล การเขียนว่า “ไม่จำเป็น” โดยไม่มีคำอธิบายจึงไม่ใช่การตอบข้อกำหนด และการทำการวิเคราะห์เต็มรูปแบบกับทุกเรื่องเล็กน้อยก็ไม่ใช่ข้อกำหนดเช่นกัน

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

สิ่งที่มาตรฐานไม่ได้ขอคือเครื่องมือเฉพาะ ไม่มีข้อความใดกำหนดให้ใช้ผังก้างปลา ใช้การถามทำไมห้าครั้ง หรือใช้แผนภูมิต้นไม้ความผิดพลาด องค์กรเลือกเครื่องมือได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าการเลือกนั้นพาไปถึงสาเหตุที่เมื่อขจัดแล้วเรื่องจะไม่กลับมา

เส้นแบ่งที่ทำให้รายงานสองแบบต่างกัน

ความสับสนที่ส่งผลมากที่สุดในทางปฏิบัติคือการใช้คำว่า “การแก้ไข” กับ “การปฏิบัติการแก้ไข” สลับกัน ทั้งที่สองคำนี้ตอบคำถามคนละข้อ

การแก้ไขคือการจัดการกับสิ่งที่ผิดพลาดตรงหน้า เช่น กักผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ แก้ไขเอกสารที่ผิด อบรมพนักงานคนที่ทำผิดขั้นตอน สิ่งเหล่านี้จำเป็นและต้องทำ แต่ไม่ได้ทำให้สาเหตุหายไป

การปฏิบัติการแก้ไขคือการขจัดสาเหตุ เพื่อไม่ให้เงื่อนไขที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยังคงอยู่ในระบบ ความต่างวัดได้ด้วยคำถามเดียวว่า ถ้าพรุ่งนี้เปลี่ยนพนักงานคนนั้นออกไปแล้วให้คนใหม่มาทำงานเดิม เรื่องเดิมจะเกิดขึ้นได้อีกหรือไม่ ถ้าคำตอบคือได้ แปลว่าสิ่งที่ทำไปเป็นการแก้ไข ไม่ใช่การปฏิบัติการแก้ไข

กรณีสมมติ — โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในปทุมธานี
โรงงานสมมติแห่งหนึ่งประกอบแผงวงจร มีพนักงาน 210 คน

ในการตรวจติดตามภายใน พบว่ามีการปล่อยสินค้าออกจากสายการผลิตโดยที่ผลการทดสอบขั้นสุดท้ายยังไม่ถูกบันทึกครบ ทีมงานสอบสวนแล้วสรุปสาเหตุว่า “พนักงานลืมบันทึก” และกำหนดการปฏิบัติการแก้ไขว่า “อบรมทบทวนขั้นตอนให้พนักงานทุกคน”

สี่เดือนต่อมาเรื่องเดียวกันเกิดซ้ำกับพนักงานอีกคนหนึ่ง

เมื่อกลับไปดูใหม่โดยไล่ตามเงื่อนไขแทนที่จะไล่ตามตัวบุคคล พบว่าแบบฟอร์มบันทึกผลอยู่คนละจุดกับเครื่องทดสอบ ต้องเดินข้ามสายการผลิตไปกรอก และในช่วงที่มีคำสั่งซื้อเร่งด่วน หัวหน้ากะอนุญาตให้ทยอยกรอกย้อนหลังเมื่อจบกะ ซึ่งไม่ได้เขียนไว้ในขั้นตอนใด แต่กลายเป็นวิธีทำงานจริง

สิ่งที่ควรเรียนรู้จากกรณีนี้คือ “พนักงานลืม” เป็นคำอธิบายพฤติกรรม ไม่ใช่สาเหตุ เพราะไม่บอกว่าอะไรทำให้การลืมเกิดขึ้นได้และไม่ถูกจับได้ การอบรมจึงเป็นการแก้ไขที่ตัวบุคคล ส่วนการย้ายจุดบันทึกให้อยู่ที่เครื่อง และการทำให้ระบบไม่ยอมให้สินค้าเดินต่อเมื่อไม่มีผลบันทึก คือการขจัดเงื่อนไข ซึ่งเป็นการปฏิบัติการแก้ไข

สัญญาณว่าการวิเคราะห์หยุดเร็วเกินไป

ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าต้องวิเคราะห์ลึกกี่ชั้น แต่มีสัญญาณหลายอย่างที่บอกได้ว่ายังไม่ถึงจุดที่ควรหยุด

สัญญาณแรกคือสาเหตุที่สรุปได้ชี้ไปที่ตัวบุคคลและจบลงที่นั่น ข้อความอย่าง “ขาดความตระหนัก” “ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน” หรือ “ประมาท” อธิบายว่าใครทำอะไร แต่ไม่อธิบายว่าทำไมระบบจึงยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นและผ่านไปได้

สัญญาณที่สองคือการปฏิบัติการแก้ไขที่เสนอมามีแต่การอบรมและการทบทวนเอกสาร มาตรการสองอย่างนี้ใช้ได้เมื่อสาเหตุอยู่ที่ความรู้และที่ข้อความในเอกสารจริง ๆ แต่ถ้าถูกใช้กับทุกเรื่องโดยไม่เลือก แสดงว่าการวิเคราะห์ไม่ได้แยกแยะประเภทของสาเหตุ

สัญญาณที่สามคือการวิเคราะห์ไม่ตอบคำถามว่าทำไมจึงไม่ถูกตรวจพบก่อนหน้านี้ ความไม่สอดคล้องหนึ่งเรื่องมีสองด้านเสมอ คือด้านที่ทำให้มันเกิด และด้านที่ทำให้มันหลุดผ่านจุดตรวจสอบมาได้ การแก้เฉพาะด้านแรกทำให้ระบบยังคงตาบอดจุดเดิม

สัญญาณที่สี่คือไม่มีการพิจารณาว่าเรื่องเดียวกันอาจเกิดที่อื่น มาตรฐานกำหนดให้พิจารณาว่าความไม่สอดคล้องที่คล้ายกันมีอยู่หรืออาจเกิดขึ้นที่ใดได้อีก ถ้าสายการผลิตหนึ่งมีปัญหาจากการวางจุดบันทึกที่ไกลเกินไป สายอื่นที่จัดวางแบบเดียวกันควรถูกตรวจสอบด้วย

ข้อความที่สรุปเป็นสาเหตุ ปัญหาของข้อความนี้ คำถามที่ควรถามต่อ
พนักงานขาดความตระหนัก อธิบายพฤติกรรม ไม่ใช่เงื่อนไข อะไรทำให้การทำถูกยากกว่าการทำผิด
ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด ถือว่าขั้นตอนที่เขียนไว้ถูกต้องอยู่แล้ว ขั้นตอนที่เขียนไว้ทำได้จริงในเงื่อนไขหน้างานหรือไม่
เครื่องจักรขัดข้อง เป็นเหตุการณ์ ไม่ใช่สาเหตุ แผนบำรุงรักษาครอบคลุมจุดนี้หรือไม่ และทำไมสัญญาณเตือนไม่ถูกจับ
งานเร่ง เวลาไม่พอ เป็นสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ข้อสรุป เมื่อเวลาไม่พอ ระบบออกแบบให้ตัดขั้นตอนใดออกก่อน และใครอนุมัติ
เป็นความผิดพลาดครั้งเดียว ปิดการวิเคราะห์ก่อนเริ่ม มีหลักฐานอะไรยืนยันว่าเงื่อนไขที่ทำให้เกิดไม่มีอยู่แล้ว

ตารางนี้เป็นชุดคำถามที่ผู้เรียบเรียงจัดทำขึ้นจากมุมมองของผู้ตรวจประเมิน ไม่ใช่การสรุปหรือแปลตัวบทของมาตรฐานใด

การปิดที่มีหลักฐานประสิทธิผล

อีกจุดที่ข้อกำหนดพูดถึงแต่ถูกทำแบบผ่าน ๆ คือการทบทวนประสิทธิผลของการปฏิบัติการแก้ไข การลงนามว่าดำเนินการเสร็จแล้วไม่เท่ากับการยืนยันว่าได้ผล

หลักฐานประสิทธิผลต้องมาจากช่วงเวลาหลังจากมาตรการถูกนำไปใช้ และต้องเป็นข้อมูลที่จะเปลี่ยนไปถ้ามาตรการไม่ได้ผล ตัวอย่างเช่น ถ้ามาตรการคือการย้ายจุดบันทึกไปที่เครื่อง หลักฐานประสิทธิผลคือสัดส่วนของบันทึกที่ครบถ้วนในช่วงหลังการเปลี่ยน เทียบกับช่วงก่อน โดยดูในช่วงที่มีคำสั่งซื้อเร่งด่วนด้วย เพราะนั่นคือเงื่อนไขที่ทำให้เรื่องเดิมเกิด

ระยะเวลาที่รอก่อนสรุปประสิทธิผลควรสัมพันธ์กับความถี่ของกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง มาตรการที่เกี่ยวกับงานประจำวันสรุปได้เร็วกว่ามาตรการที่เกี่ยวกับกิจกรรมรายไตรมาส การกำหนดวันปิดโดยอิงกับปฏิทินการตรวจครั้งถัดไปอย่างเดียว จึงเป็นการปิดที่อาจยังไม่มีข้อมูลพอ

อ่านประกอบ: การตอบและการปิดความไม่สอดคล้องหลังการตรวจ · การเขียนความไม่สอดคล้องให้ชัดเจน · การแก้ไขกับการปฏิบัติการแก้ไข ต่างกันอย่างไร

คำถามที่ควรตอบได้

  1. ในความไม่สอดคล้องที่ปิดไปในรอบปีที่ผ่านมา มีกี่รายการที่สาเหตุถูกสรุปว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล (ที่มา: ข้อกำหนดว่าด้วยการปฏิบัติการแก้ไขของมาตรฐานที่องค์กรใช้)
  2. สำหรับแต่ละรายการ อะไรคือการแก้ไข และอะไรคือการปฏิบัติการแก้ไข แยกออกจากกันได้หรือไม่ (ที่มา: นิยามของการแก้ไขและการปฏิบัติการแก้ไข)
  3. การวิเคราะห์ตอบคำถามหรือไม่ว่าทำไมเรื่องนี้จึงไม่ถูกตรวจพบก่อนหน้านี้ (ที่มา: ข้อกำหนดเรื่องการทบทวนความไม่สอดคล้อง)
  4. มีการพิจารณาหรือไม่ว่าเรื่องเดียวกันอาจมีอยู่หรือเกิดขึ้นได้ที่พื้นที่หรือกระบวนการอื่น (ที่มา: ข้อกำหนดเรื่องการพิจารณาความไม่สอดคล้องที่คล้ายกัน)
  5. หลักฐานที่ใช้ปิดแต่ละรายการมาจากช่วงเวลาหลังมาตรการถูกใช้จริงหรือไม่ (ที่มา: ข้อกำหนดเรื่องการทบทวนประสิทธิผล)

บทความใหม่ในชุดเดียวกัน: ISO/IEC 27001 ข้อ 4.2 ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย · ISO 45001 ข้อ 10.3 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรอบรมการตรวจติดตามภายในตามแนวทาง ISO 19011

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand