การแก้ไข (correction) ดำเนินการกับ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนการปฏิบัติการแก้ไข (corrective action) ดำเนินการกับ สาเหตุ นิยามข้อ 3.9 กับ 3.10 แยกไว้ชัด และข้อ 8.9.3 เพิ่มเงื่อนไขอีกสองเรื่อง คือ ต้องประเมินว่าจำเป็นต้องทำการปฏิบัติการแก้ไขหรือไม่ และ แนวโน้มของผลการเฝ้าระวังเป็นเหตุให้ต้องพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอให้ค่าหลุดเกณฑ์
นิยามสองข้อที่แตกต่างกันเพียงถ้อยคำเดียว
ข้อ 3.9 นิยามการแก้ไขว่าเป็นการกระทำเพื่อ ขจัดความไม่สอดคล้องที่ตรวจพบ
ข้อ 3.10 นิยามการปฏิบัติการแก้ไขว่าเป็นการกระทำเพื่อ ขจัดสาเหตุของความไม่สอดคล้อง และป้องกันการเกิดซ้ำ
คำที่ต่างกันคือคำว่า สาเหตุ และถ้อยคำนั้นเปลี่ยนสาระของข้อกำหนดทั้งหมด
การแก้ไข — จัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หมายเหตุใต้นิยามระบุด้วยว่าการแก้ไขรวมถึงการจัดการผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัย และยกตัวอย่างไว้ เช่น การแปรรูปซ้ำ การแปรรูปต่อ หรือการขจัดผลกระทบด้านลบ
การปฏิบัติการแก้ไข — จัดการกับเหตุที่ทำให้เกิด หมายเหตุใต้นิยามระบุชัดว่า การปฏิบัติการแก้ไขรวมถึงการวิเคราะห์สาเหตุ และยังบอกว่าความไม่สอดคล้องหนึ่งเรื่องอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่ง
จากตรงนี้ได้ข้อสรุปสองข้อทันที
หนึ่ง การแก้ไขทำได้โดยไม่ต้องมีการปฏิบัติการแก้ไข เช่น เจอของไม่ผ่าน กันไว้ แปรรูปซ้ำ จบ
สอง การปฏิบัติการแก้ไข ทำโดยไม่วิเคราะห์สาเหตุไม่ได้ เพราะการวิเคราะห์สาเหตุถูกเขียนไว้ในนิยามของมันเอง ใบที่เขียนว่า “อบรมพนักงานใหม่” โดยไม่มีบรรทัดว่าทำไมพนักงานถึงทำผิด จึงยังไม่ใช่การปฏิบัติการแก้ไขตามนิยามนี้
ข้อ 8.9.3 — ความหมายของคำว่า “ประเมิน” ที่มักถูกอ่านข้าม
ประโยคเปิดของข้อ 8.9.3 เขียนว่า ความจำเป็นในการทำการปฏิบัติการแก้ไขต้องถูกประเมิน เมื่อค่าจำกัดวิกฤตที่ CCP หรือเกณฑ์ปฏิบัติการของ OPRP ไม่เป็นไปตามที่กำหนด
คำว่าประเมินสำคัญมาก เพราะข้อกำหนดไม่ได้สั่งว่าทุกครั้งที่หลุดเกณฑ์ต้องเปิดใบปฏิบัติการแก้ไข แต่สั่งว่า ต้องมีการตัดสินใจ ว่าจะทำหรือไม่ทำ และการตัดสินใจนั้นต้องมีร่องรอย
ในทางปฏิบัติหมายความว่าองค์กรควรมีเกณฑ์ของตัวเองว่าเมื่อไรถือว่าจำเป็น เช่น เกิดซ้ำภายในกรอบเวลาที่กำหนด เกิดกับอันตรายระดับใด หรือกระทบสินค้าปริมาณเท่าไร แล้วบันทึกผลการประเมินไว้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นดุลพินิจที่ไม่มีหลักฐาน
ผลของการอ่านข้ามคำนี้มีสองแบบและแย่ทั้งคู่ แบบแรกคือเปิดใบทุกครั้งจนระบบจมกับเอกสารและไม่มีใครวิเคราะห์อะไรจริง ๆ แบบที่สองคือไม่เปิดเลยแล้วตอบไม่ได้ว่าใช้อะไรตัดสิน
สองประเด็นที่ต้องนำมาดำเนินการแก้ไข แม้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการผลิต
ข้อ 8.9.3 ระบุกิจกรรมที่การปฏิบัติการแก้ไขต้องครอบคลุม และสองข้อแรกไม่ได้เกิดจากค่าหลุดเกณฑ์ในไลน์ผลิต
ประเด็นที่หนึ่ง การทบทวนความไม่สอดคล้องที่มาจากข้อร้องเรียนของลูกค้าหรือผู้บริโภค และรายงานการตรวจของหน่วยงานกำกับดูแล หมายความว่าข้อร้องเรียนไม่ใช่เรื่องของฝ่ายขายเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นข้อมูลนำเข้าของระบบการจัดการความปลอดภัยอาหารโดยตรง
ประเด็นที่สอง การทบทวนแนวโน้มของผลการเฝ้าระวังที่อาจบ่งชี้ว่ากำลังสูญเสียการควบคุม ข้อนี้คือหัวใจ เพราะข้อกำหนดระบุว่า ยังไม่หลุดเกณฑ์ก็ต้องดำเนินการได้ หากค่าเริ่มเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างสมมติ อุณหภูมิที่จุดหนึ่งเคยอยู่กลางช่วง แล้วค่อย ๆ เลื่อนเข้าใกล้ขอบล่างทุกสัปดาห์โดยที่ยังไม่เคยต่ำกว่าเกณฑ์เลยสักครั้ง ตามข้อนี้แนวโน้มแบบนั้นคือสิ่งที่ต้องถูกทบทวน ไม่ใช่รอให้หลุดก่อน
โรงงานที่ทำได้จริงในข้อนี้ต้องมีการพล็อตหรือสรุปแนวโน้มเป็นรอบ ไม่ใช่จัดเก็บแบบฟอร์มไว้แล้วเปิดทบทวนเฉพาะเมื่อเกิดปัญหา
สิ่งที่ข้อ 8.9.3 กำหนดให้มีในกระบวนการ
นอกจากสองประเด็นข้างต้น ข้อนี้ยังกำหนดให้กระบวนการต้องครอบคลุมการ หาสาเหตุ กำหนดและดำเนินการสิ่งที่ทำให้ไม่เกิดซ้ำ บันทึกผลของสิ่งที่ทำ และทวนสอบว่าสิ่งที่ทำไปได้ผลจริง
ข้อสุดท้ายคือจุดที่ตรวจตัวเองได้ง่าย การปิดใบทันทีที่ดำเนินการเสร็จยังไม่ถือว่าครบถ้วน เพราะข้อกำหนดขอให้ ทวนสอบว่าการปฏิบัติการแก้ไขนั้นได้ผล ซึ่งหมายความว่าต้องกำหนดช่วงเวลากลับมาทวนสอบอีกครั้งหลังผ่านไประยะหนึ่ง
และเอกสารของการปฏิบัติการแก้ไขทั้งหมดต้องถูกเก็บไว้
ตัวอย่างเปรียบเทียบจากเหตุการณ์เดียวกัน
ตัวอย่างสมมติ เครื่องตรวจจับโลหะซึ่งเป็น CCP ทดสอบไม่ผ่านตอน 14:00
| สิ่งที่ทำ | จัดเป็นอะไร |
|---|---|
| ระงับการปล่อยผลิตภัณฑ์ และกักผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในช่วง 10:00 ถึง 14:00 | การแก้ไข |
| นำผลิตภัณฑ์กลับมาผ่านเครื่องตรวจจับอีกครั้งหลังการซ่อม | การแก้ไข |
| ปรับตั้งเครื่องให้กลับมาตรวจจับได้ | การแก้ไข ทำให้กระบวนการกลับสู่การควบคุม |
| วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เครื่องคลาดเคลื่อน แล้วพบว่าเป็นเพราะรอบบำรุงรักษาห่างเกินไป | การวิเคราะห์สาเหตุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการแก้ไข |
| เปลี่ยนรอบบำรุงรักษา และแก้แผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน | การปฏิบัติการแก้ไข |
| ทบทวนอีกสามเดือนถัดมาเพื่อยืนยันว่าไม่เกิดซ้ำและค่ายังคงที่ | การทวนสอบประสิทธิผลของการปฏิบัติการแก้ไข |
สังเกตว่าสามบรรทัดแรกเป็นการแก้ไขทั้งหมด และหากดำเนินการเพียงเท่านี้ ความไม่สอดคล้องเดิมย่อมมีโอกาสเกิดซ้ำ
สามข้อสังเกตที่บ่งชี้ว่าระบบยังหยุดอยู่ที่การแก้ไข
ข้อสังเกตที่หนึ่ง ช่องสาเหตุเขียนซ้ำกับช่องปัญหา เช่น ปัญหาคือเครื่องไม่ตรวจจับ สาเหตุคือเครื่องไม่ตรวจจับ นั่นคือยังไม่ได้วิเคราะห์
ข้อสังเกตที่สอง การปฏิบัติการแก้ไขลงท้ายด้วยการอบรมและการตักเตือนเสมอ ซึ่งเป็นการสรุปสาเหตุไปที่ตัวบุคคล ทั้งที่นิยามข้อ 3.10 เปิดช่องไว้ว่าสาเหตุอาจมีมากกว่าหนึ่ง เช่น คำสั่งงานไม่ชัด เครื่องมือไม่พอ หรือรอบเวลาไม่สมจริง
ข้อสังเกตที่สาม ไม่มีวันที่ทวนสอบ ใบดำเนินการถูกปิดในวันเดียวกับที่เปิด หมายความว่ายังไม่มีการยืนยันประสิทธิผลตามที่ข้อ 8.9.3 กำหนด
ความแตกต่างระหว่างข้อ 8.9.3 กับข้อ 10.1
มาตรฐานมีข้อว่าด้วยความไม่สอดคล้องและการปฏิบัติการแก้ไขอยู่สองที่ คือข้อ 8.9.3 ซึ่งอยู่ในหมวดการปฏิบัติการ และข้อ 10.1 ซึ่งอยู่ในหมวดการปรับปรุง
วิธีแยกที่ใช้ได้คือดูที่ระดับของสิ่งที่ไม่สอดคล้อง ข้อ 8.9.3 พูดถึงความไม่สอดคล้องที่เกิดกับ ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ โดยเฉพาะกรณีค่าหลุดเกณฑ์ที่ CCP และ OPRP ส่วนข้อ 10.1 อยู่ในระดับ ระบบการจัดการ เช่น ความไม่สอดคล้องที่พบจากการตรวจติดตามภายในหรือการทบทวนฝ่ายบริหาร
ในทางปฏิบัติจะใช้แบบฟอร์มเดียวกัน ซึ่งทำได้ ตราบใดที่ฟอร์มนั้นรองรับสิ่งที่ทั้งสองข้อบังคับครบ
สี่คำถามที่ควรตอบได้
หนึ่ง เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าเมื่อไรต้องเปิดการปฏิบัติการแก้ไขคืออะไร และอยู่ในเอกสารฉบับไหน — ที่มาคือข้อ 8.9.3 ประโยคแรก
สอง รอบล่าสุดที่ทบทวนแนวโน้มผลการเฝ้าระวังคือเมื่อไร และทบทวนอย่างไร — ที่มาคือข้อ 8.9.3
สาม ข้อร้องเรียนของลูกค้าถูกส่งเข้ามาที่ทีมความปลอดภัยอาหารทางไหน — ที่มาคือข้อ 8.9.3
สี่ ใบปฏิบัติการแก้ไขที่ปิดไปแล้วในรอบปี มีกี่ใบที่มีการทวนสอบประสิทธิผลจริง — ที่มาคือข้อ 8.9.3
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐาน ISO 22000:2018 ฉบับจริงเป็นหลัก
อบรมการวิเคราะห์สาเหตุและการปฏิบัติการแก้ไข
Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตร ISO 22000 และ FSSC 22000 ทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ
การวิเคราะห์อันตรายตามข้อ 8.5.1 ถึง 8.5.2.3 — ข้อมูลตั้งต้นถึงอันตรายที่มีนัยสำคัญ
CCP กับ OPRP ต่างกันตรงไหน — ตีความข้อ 8.5.2.4 และ 8.5.4
Validation กับ Verification ต่างกันอย่างไร — ข้อ 8.5.3 กับ 8.8
ผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัย จัดการอย่างไร — ลำดับข้อ 8.9.1 ถึง 8.9.4
การแก้ไข กับ การปฏิบัติการแก้ไข ต่างกันตรงไหน — ข้อ 3.9 3.10 และ 8.9.3 — บทความนี้
การถอนคืนและเรียกคืนสินค้า — ข้อ 8.9.5 และการทดสอบเรียกคืนจำลอง
เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)
วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)
- ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
- ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
- ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
- ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
- เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA
ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ
หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง
ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร
EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย
หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน
อ่านต่อเกี่ยวกับมาตรฐานนี้: ความปลอดภัยอาหาร GHPs, HACCP, ISO 22000, FSSC 22000, BRCGS
ขอการรับรอง ISO 22000 กับ EQA
- ขั้นตอนและระยะเวลาตั้งแต่ยื่นใบสมัครถึงได้ใบรับรอง
- ค่าตรวจรับรองคิดจากอะไร (IAF MD 5)
- วิธีเลือกหน่วยรับรอง 7 ข้อที่ตรวจสอบได้
EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ISO 22000 ข้อ 7.5 เอกสารสารสนเทศ: เมื่อประกาศกระทรวงและข้อกำหนดของลูกค้าเป็นเอกสารของระบบ
ISO 22000 ข้อ 4.4 ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร: กริยา “ปรับให้ทันสมัย” ที่มีเพิ่มจากโครงสร้างร่วม
ISO 22000 ข้อ 6.3 การวางแผนการเปลี่ยนแปลง: เมื่อการเปลี่ยนตัวบุคคลเป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบ