การถอนคืนและเรียกคืนสินค้า ตีความข้อ 8.9.5 ของ ISO 22000:2018 พร้อมวิธีออกแบบการทดสอบเรียกคืนจำลอง

ภาพปกบทความ การถอนคืนและเรียกคืนสินค้า โดย Equal Assurance (Thailand)
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 8.9.5 สั้นแต่บังคับของจริงห้าเรื่อง คือ ต้องมีคนที่ทั้งมีความสามารถและมีอำนาจสั่งเริ่มเรียกคืน ต้องมีเอกสารสามชุด ต้องกันทั้งของที่เรียกคืนและของที่ยังอยู่ในสต๊อก ต้องรายงานเข้าการทบทวนฝ่ายบริหาร และต้องทวนสอบทั้งการนำไปปฏิบัติและประสิทธิผล ซึ่งข้อสุดท้ายคือที่มาของการทดสอบเรียกคืนจำลอง

จุดที่ข้อ 8.9.5 ถูกเรียกใช้

ข้อ 8.9.4.1 เขียนไว้ว่า ถ้าสินค้าที่ออกจากการควบคุมขององค์กรไปแล้วถูกพบภายหลังว่าไม่ปลอดภัย องค์กรต้องแจ้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องและ เริ่มการถอนคืนหรือเรียกคืน

นั่นคือประตูที่พาเข้าสู่ข้อ 8.9.5 และเป็นเหตุผลว่าทำไมสองข้อนี้ต้องอ่านต่อกัน การตัดสินว่าของไม่ปลอดภัยเกิดที่ข้อ 8.9.4 ส่วนกลไกการนำผลิตภัณฑ์กลับอยู่ที่ข้อ 8.9.5

ประเด็นที่หนึ่ง ผู้มีอำนาจสั่งเริ่มการเรียกคืน

ข้อกำหนดระบุว่าองค์กรต้องสามารถทำให้การเรียกคืนเกิดขึ้นได้ อย่างทันเวลา โดยการแต่งตั้งผู้ที่ มีความสามารถและมีอำนาจในการเริ่มและดำเนินการเรียกคืน

สนใจอบรม FSSC 22000 Version 7?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

คำว่าเริ่มมีน้ำหนักในตัวเอง ถ้าโครงสร้างขององค์กรกำหนดให้ต้องรอมติที่ประชุมหรือรอกรรมการผู้จัดการที่อยู่ต่างประเทศเซ็นก่อนจึงจะเริ่มได้ นั่นขัดกับคำว่าทันเวลาโดยตรง

สิ่งที่ควรมีคือคำสั่งแต่งตั้งที่ระบุตัวบุคคลหรือตำแหน่ง ระบุผู้ทำการแทนเมื่อคนหลักไม่อยู่ และระบุว่าคนนั้นสั่งเริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องรออนุมัติชั้นใด

ประเด็นที่สอง เอกสารสามชุดที่ต้องจัดทำ

ข้อ 8.9.5 กำหนดให้จัดทำและคงไว้ซึ่งเอกสารสำหรับสามเรื่อง

  • การแจ้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ซึ่งข้อกำหนดยกตัวอย่างไว้ว่ารวมถึงหน่วยงานตามกฎหมายและกฎระเบียบ ลูกค้า และผู้บริโภค
  • การจัดการสินค้าที่ถูกถอนคืนหรือเรียกคืน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ยังอยู่ในสต๊อก
  • ลำดับของการกระทำที่ต้องทำ

ข้อกลางเป็นข้อที่ต้องอ่านให้ครบ เพราะมันไม่ได้พูดถึงเฉพาะของที่ส่งออกไปแล้ว แต่รวมถึงของล็อตเดียวกันที่ยังอยู่ในคลังของเราเองด้วย

ข้อกำหนดยังระบุต่อว่าสินค้าที่ถูกเรียกคืนและผลิตภัณฑ์ที่ยังอยู่ในสต๊อกต้อง ถูกทำให้ปลอดภัยหรือกักไว้ภายใต้การควบคุมขององค์กร จนกว่าจะถูกจัดการตามข้อ 8.9.4.3 ซึ่งหมายถึงแปรรูปซ้ำ เปลี่ยนไปใช้ทางอื่น หรือทำลาย

ประเด็นที่สาม การรายงานในการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูง

ข้อกำหนดระบุว่า สาเหตุ ขอบเขต และผลของการเรียกคืน ต้องถูกเก็บเป็นเอกสารและ รายงานต่อผู้บริหารระดับสูงเพื่อเป็นข้อมูลนำเข้าของการทบทวนฝ่ายบริหาร

สามคำนั้นเป็นสามคำถามที่วาระประชุมต้องตอบได้ คือเกิดจากอะไร กระทบแค่ไหน และผลลัพธ์เป็นอย่างไร

ผลในทางปฏิบัติคือแผนเรียกคืนไม่ใช่เอกสารของฝ่ายประกันคุณภาพฝ่ายเดียว ถ้าวาระการทบทวนฝ่ายบริหารไม่มีหัวข้อนี้ ก็ยังไม่ครบตามข้อกำหนด

ประเด็นที่สี่ การทดสอบเรียกคืนจำลอง

ประโยคสุดท้ายของข้อ 8.9.5 คือที่มาของงานทดสอบประจำ องค์กรต้อง ทวนสอบการนำไปปฏิบัติและประสิทธิผลของการถอนคืนหรือเรียกคืน ด้วยเทคนิคที่เหมาะสม ซึ่งข้อกำหนดยกตัวอย่างไว้เองว่าคือการทดสอบเรียกคืนจำลอง และต้องเก็บเอกสารไว้

คำสองคำในประโยคนี้ต้องแยกกัน

การนำไปปฏิบัติ — ทำตามที่เขียนไว้ได้จริงหรือไม่ ขั้นตอนที่เขียนไว้ในแผนถูกใช้จริงตามลำดับหรือเปล่า มีใครติดต่อไม่ได้บ้าง

ประสิทธิผล — ผลลัพธ์ดีพอหรือไม่ ติดตามผลิตภัณฑ์ได้ครบหรือไม่ ใช้เวลาเท่าไร และเวลาเท่านั้นเร็วพอเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์หรือเปล่า

การทดสอบที่รายงานแค่ว่า “ดำเนินการเรียบร้อย” จึงตอบได้แค่ครึ่งเดียว สิ่งที่ทำให้ตอบครบคือตัวเลข เช่น ติดตามผลิตภัณฑ์ได้กี่เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ส่งออกไป ใช้เวลากี่ชั่วโมงตั้งแต่สั่งเริ่มจนได้ข้อมูลครบ และตัวเลขนั้นเทียบกับเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้อย่างไร

การออกแบบการทดสอบให้ได้ข้อมูลที่ใช้ประเมินได้

ข้อเสนอต่อไปนี้เป็นแนวทางที่ผู้เรียบเรียงใช้ ไม่ใช่ข้อกำหนดของมาตรฐาน

เลือกล็อตที่ยาก ไม่ใช่ล็อตที่ง่าย ล็อตที่ส่งให้ลูกค้ารายเดียวและยังไม่ถูกกระจายต่อ ทดสอบแล้วได้ข้อมูลน้อย ล็อตที่ผ่านศูนย์กระจายสินค้าและแตกไปหลายปลายทางต่างหากที่บอกได้ว่าระบบสืบย้อนกลับใช้ได้จริงไหม

เริ่มจับเวลาตั้งแต่วินาทีที่สั่งเริ่ม ไม่ใช่ตั้งแต่ตอนที่ข้อมูลพร้อมแล้ว เพราะช่วงที่ช้าที่สุดในเหตุการณ์จริงคือช่วงตัดสินใจและตามตัวคน

ทดสอบนอกเวลาทำการอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เหตุการณ์จริงไม่เลือกเวลา และรายชื่อผู้ติดต่อที่ใช้ได้เฉพาะวันจันทร์ถึงศุกร์ตอนกลางวันคือช่องโหว่ที่พบได้จากการทดสอบเท่านั้น

ทดสอบทั้งสองทิศทาง คือจากล็อตวัตถุดิบไปหาสินค้าสำเร็จรูปที่ส่งออกไป และจากสินค้าที่ลูกค้าถือกลับมาหาวัตถุดิบ ระบบที่ไปได้ทางเดียวจะใช้การไม่ได้ในเหตุการณ์ที่ต้นเหตุมาจากวัตถุดิบ

บันทึกสิ่งที่พลาดด้วย รายงานที่ไม่มีข้อบกพร่องเลยทุกปีคือรายงานที่ไม่ได้ทดสอบอะไร และเมื่อพบข้อบกพร่อง สิ่งที่ตามมาคือการปฏิบัติการแก้ไขตามข้อ 8.9.3

ความแตกต่างระหว่างการถอนคืนและการเรียกคืน

มาตรฐานใช้คำคู่กันว่า withdrawal และ recall ตลอดทั้งข้อ ในทางปฏิบัติของอุตสาหกรรมอาหาร คำแรกหมายถึงการเอาสินค้ากลับจากช่องทางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค ส่วนคำหลังหมายถึงการเรียกกลับเมื่อสินค้าถึงมือผู้บริโภคแล้ว

ความต่างนี้มีผลกับแผน เพราะการเรียกคืนที่ถึงผู้บริโภคต้องมีช่องทางสื่อสารสาธารณะและการประสานกับหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งเป็นคนละงานกับการโทรหาศูนย์กระจายสินค้า แผนที่เขียนไว้ชุดเดียวโดยไม่แยกสองระดับนี้ จะขาดขั้นตอนที่จำเป็นในกรณีที่หนักกว่า

ห้าคำถามที่ควรตอบได้

หนึ่ง ใครสั่งเริ่มเรียกคืนได้ และถ้าคนนั้นติดต่อไม่ได้ ใครทำแทน — ที่มาคือข้อ 8.9.5

สอง ของล็อตเดียวกันที่ยังอยู่ในคลังของเรา ถูกจัดการอย่างไรในแผน — ที่มาคือข้อ 8.9.5

สาม การทดสอบครั้งล่าสุดติดตามผลิตภัณฑ์ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และใช้เวลาเท่าไร — ที่มาคือข้อ 8.9.5 เรื่องการทวนสอบประสิทธิผล

สี่ ผลการทดสอบถูกนำเข้าการทบทวนฝ่ายบริหารครั้งไหน — ที่มาคือข้อ 8.9.5

ห้า ข้อบกพร่องที่พบจากการทดสอบครั้งก่อน ถูกปิดด้วยการปฏิบัติการแก้ไขหรือยัง — ที่มาคือข้อ 8.9.3

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ข้อเสนอเรื่องการออกแบบการทดสอบเป็นแนวทางของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ข้อกำหนด การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐาน ISO 22000:2018 ฉบับจริงเป็นหลัก

อบรมการสืบย้อนกลับและการเรียกคืนสินค้า

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตร ISO 22000 และ FSSC 22000 ทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ชุดบทความตีความ ISO 22000:2018
การวิเคราะห์อันตรายตามข้อ 8.5.1 ถึง 8.5.2.3 — ข้อมูลตั้งต้นถึงอันตรายที่มีนัยสำคัญ
CCP กับ OPRP ต่างกันตรงไหน — ตีความข้อ 8.5.2.4 และ 8.5.4
Validation กับ Verification ต่างกันอย่างไร — ข้อ 8.5.3 กับ 8.8
ผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัย จัดการอย่างไร — ลำดับการดำเนินงานข้อ 8.9.1 ถึง 8.9.4
การแก้ไข กับ การปฏิบัติการแก้ไข ต่างกันตรงไหน — ข้อ 3.9 3.10 และ 8.9.3
การถอนคืนและเรียกคืนสินค้า — ข้อ 8.9.5 และการทดสอบเรียกคืนจำลอง — บทความนี้

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Sriprapai Wongsrikul

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)

วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)

ตรวจสอบรายชื่อในทะเบียน BRCGS Approved Training Partner ↗

  • ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
  • ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
  • ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
  • เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

FSSC 22000

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้

ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน

ขอการรับรอง ISO 22000 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 22000

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE