ISO 45001:2018 ข้อ 4.1 และ 4.2 บริบทองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตีความข้อกำหนด

ภาพปกบทความ
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 4.1 การทำความเข้าใจองค์กรและบริบทขององค์กร กับข้อ 4.2 การทำความเข้าใจความต้องการและความคาดหวังของผู้ปฏิบัติงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ของ ISO 45001:2018 เป็นสองข้อที่ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ในตัวมันเอง แต่อยู่ที่ข้ออื่นที่รับต่อ บริบทที่ระบุไว้ต้องไปปรากฏในการกำหนดขอบเขตตามข้อ 4.3 ในความเสี่ยงและโอกาสตามข้อ 6.1.1 และในข้อกำหนดกฎหมายและข้อกำหนดอื่นตามข้อ 6.1.3 จุดที่ทำให้ ISO 45001 ต่างจากมาตรฐานระบบอื่นคือมาตรฐานระบุชัดว่าผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเสมอ ไม่ใช่กลุ่มที่องค์กรจะเลือกพิจารณาหรือไม่ก็ได้

บริบทตามข้อ 4.1 คือปัจจัยที่กระทบผลลัพธ์ด้านความปลอดภัย

ข้อ 4.1 ต้องการให้องค์กรระบุประเด็นภายนอกและภายในที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายขององค์กร และที่กระทบความสามารถในการบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คำที่ทำงานจริงในประโยคนี้คือ “กระทบ” ประเด็นที่ไม่กระทบผลลัพธ์ด้านความปลอดภัย ไม่ได้เป็นบริบทที่ต้องนำมาพิจารณา แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ในมุมธุรกิจก็ตาม

ตัวอย่างของประเด็นภายนอกที่กระทบได้จริง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงาน สภาพตลาดแรงงานในพื้นที่ที่ทำให้ต้องใช้แรงงานที่มีประสบการณ์น้อยลง สภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิที่กระทบงานกลางแจ้ง และความคาดหวังของลูกค้าปลายทางที่ตรวจประเมินสภาพการทำงานของผู้ส่งมอบ

ตัวอย่างของประเด็นภายในที่กระทบได้จริง ได้แก่ อายุและสภาพของเครื่องจักร โครงสร้างการทำงานเป็นกะและชั่วโมงทำงานล่วงเวลา สัดส่วนของแรงงานที่จ้างผ่านผู้รับเหมา ความรู้และประสบการณ์ของหัวหน้างานหน้างาน วัฒนธรรมการรายงานเหตุเกือบเกิดอุบัติเหตุ และภาษาที่ใช้สื่อสารเมื่อมีผู้ปฏิบัติงานหลายสัญชาติ

สิ่งที่ทำให้การระบุบริบทมีคุณค่าไม่ใช่จำนวนบรรทัดในตาราง แต่คือการที่แต่ละบรรทัดตอบได้ว่ามันกระทบผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยผ่านทางใด และองค์กรจะทำอะไรกับมันต่อ

ข้อ 4.2 แยกให้ชัดระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “สิ่งที่กลายเป็นข้อกำหนด”

ข้อ 4.2 ต้องการสามอย่างต่อเนื่องกัน คือระบุว่ามีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มใดบ้างนอกเหนือจากผู้ปฏิบัติงาน ระบุว่าแต่ละกลุ่มมีความต้องการและความคาดหวังอะไร และตัดสินว่าความต้องการใดในนั้นกลายเป็นข้อกำหนดกฎหมายหรือข้อกำหนดอื่นที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม

ขั้นที่สามคือขั้นที่มีผลในทางปฏิบัติมากที่สุด แต่เป็นขั้นที่หายไปได้ง่ายเมื่อทำเป็นเอกสาร เพราะเมื่อองค์กรตัดสินว่าความคาดหวังข้อใดกลายเป็นข้อกำหนด ข้อนั้นจะไหลต่อไปยังข้อ 6.1.3 และกลายเป็นสิ่งที่ต้องประเมินความสอดคล้องตามข้อ 9.1.2 ในภายหลัง ถ้าไม่ตัดสิน รายการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเป็นเพียงตารางที่ไม่มีผลผูกพันกับสิ่งใด

ข้อควรระวังคือไม่ใช่ทุกความคาดหวังจะกลายเป็นข้อกำหนด ความคาดหวังของชุมชนรอบโรงงานเรื่องเสียงรบกวนอาจกลายเป็นข้อกำหนดถ้ามีกฎหมายรองรับหรือถ้าองค์กรรับมาเป็นพันธะของตนเอง แต่ถ้าองค์กรพิจารณาแล้วไม่รับ ก็ควรบันทึกเหตุผลไว้ ไม่ใช่ปล่อยว่าง

กรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย

โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งในระยอง (กรณีสมมติ ไม่ใช่ลูกค้ารายจริง) มีพนักงานประจำและแรงงานที่จ้างผ่านผู้รับเหมาทำงานในพื้นที่เดียวกัน

บริบทภายในที่ระบุได้ งานเชื่อมและงานปั๊มโลหะเดินสามกะ แรงงานผ่านผู้รับเหมาส่วนหนึ่งสื่อสารภาษาไทยได้จำกัด และหัวหน้ากะกลางคืนเป็นพนักงานที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่ง

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความคาดหวัง ผู้ปฏิบัติงานคาดหวังว่าจะรายงานเหตุเกือบเกิดอุบัติเหตุได้โดยไม่ถูกลงโทษ ผู้รับเหมาคาดหวังความชัดเจนเรื่องขอบเขตความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย ลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์คาดหวังให้รายงานอุบัติเหตุตามรอบที่กำหนด และหน่วยงานกำกับดูแลมีข้อกำหนดตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ

การตัดสินที่ทำให้ข้อ 4.2 มีผล องค์กรตัดสินว่าข้อกำหนดของลูกค้าเรื่องการรายงานอุบัติเหตุเป็นข้อกำหนดอื่นที่ต้องปฏิบัติตาม จึงถูกใส่เข้าไปในทะเบียนตามข้อ 6.1.3 ส่วนความคาดหวังเรื่องการรายงานโดยไม่ถูกลงโทษถูกแปลงเป็นแนวทางที่ประกาศไว้ในนโยบายและตามต่อผ่านกลไกการมีส่วนร่วมตามข้อ 5.4

ผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเสมอ และครอบคลุมมากกว่าพนักงานประจำ

คำว่าผู้ปฏิบัติงาน (worker) ในมาตรฐานนี้มีความหมายกว้างกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ครอบคลุมผู้ที่ทำงานภายใต้การควบคุมขององค์กรในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ลูกจ้างของผู้รับเหมา ผู้ที่ทำงานชั่วคราว และผู้บริหารเอง ผลในทางปฏิบัติคือถ้าองค์กรจัดทำรายการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยนับเฉพาะพนักงานประจำ จะเกิดช่องว่างทันทีเมื่อมีเหตุเกิดกับแรงงานของผู้รับเหมาในพื้นที่ของตน

อีกจุดที่ควรระวังคือการเขียนว่าความต้องการของผู้ปฏิบัติงานคือ “ความปลอดภัยในการทำงาน” เพียงบรรทัดเดียว ซึ่งเป็นข้อความที่จริงแต่ใช้ทำอะไรต่อไม่ได้ ความต้องการที่นำไปใช้ได้ต้องเจาะจงพอจะเชื่อมกับกิจกรรม เช่น ต้องการอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะกับงานเชื่อมในสภาพอากาศร้อน ต้องการคำแนะนำงานเป็นภาษาที่ตนเข้าใจ หรือต้องการช่องทางแจ้งเหตุที่ไม่ต้องผ่านหัวหน้างานโดยตรง

ระดับของข้อมูล ตัวอย่างข้อความ ใช้ทำอะไรต่อได้
กว้างเกินไป ผู้ปฏิบัติงานต้องการความปลอดภัย ไม่เชื่อมกับกิจกรรมใดได้ชัดเจน
ใช้งานได้ ต้องการคำแนะนำการทำงานในภาษาที่ตนอ่านเข้าใจ นำไปสู่การทบทวนสื่อสารตามข้อ 7.4 และความสามารถตามข้อ 7.2
ใช้งานได้ ผู้รับเหมาต้องการความชัดเจนเรื่องขอบเขตความรับผิดชอบในพื้นที่ร่วม นำไปสู่การควบคุมตามข้อ 8.1.4 การจัดซื้อและผู้รับเหมา

ความถี่ในการทบทวนและหลักฐานที่ควรเก็บ

ข้อ 4.1 และ 4.2 ไม่ได้บังคับให้จัดทำเป็นเอกสารสารสนเทศโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติองค์กรต้องมีบันทึกบางอย่างไว้ เพราะข้อ 6.1.1 ต้องการเอกสารสารสนเทศของความเสี่ยงและโอกาส และของกระบวนการที่ใช้กำหนดมันขึ้นมา ซึ่งย้อนกลับไปหาบริบทเสมอ

จังหวะที่ควรทบทวนบริบทใหม่ ได้แก่ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการหรือเครื่องจักรสำคัญ เมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานหรือเพิ่มผู้รับเหมารายใหญ่ เมื่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเปลี่ยน และเมื่อเกิดอุบัติการณ์ที่ชี้ว่ามีปัจจัยซึ่งไม่เคยถูกระบุไว้ในบริบทมาก่อน จังหวะสุดท้ายนี้เป็นจังหวะที่มีคุณค่าที่สุด เพราะเป็นหลักฐานตรงว่าบริบทที่ระบุไว้เดิมยังไม่ครบ

อ่านต่อเรื่องกลไกที่ทำให้เสียงของผู้ปฏิบัติงานเข้าสู่ระบบได้ที่ การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน ตีความข้อ 5.4 และเรื่องข้อที่รับบริบทไปใช้ต่อได้ที่ ISO 45001 ข้อ 6.1.2 การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง

คำถามที่ควรตอบได้

  1. ประเด็นบริบทแต่ละข้อที่ระบุไว้ กระทบผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยผ่านทางใด (ที่มา ข้อ 4.1)
  2. รายการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครอบคลุมแรงงานของผู้รับเหมาและผู้ที่ทำงานชั่วคราวหรือไม่ (ที่มา ข้อ 4.2)
  3. ความคาดหวังข้อใดถูกตัดสินให้กลายเป็นข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตาม และถูกบันทึกไว้ที่ใด (ที่มา ข้อ 4.2 ร่วมกับข้อ 6.1.3)
  4. บริบทที่ระบุไว้ปรากฏอยู่ในขอบเขตของระบบตามข้อ 4.3 อย่างไร (ที่มา ข้อ 4.1 ร่วมกับข้อ 4.3)
  5. อุบัติการณ์ครั้งล่าสุดชี้ให้เห็นปัจจัยใดที่ยังไม่เคยถูกระบุไว้ในบริบทหรือไม่ (ที่มา ข้อ 4.1 ร่วมกับข้อ 10.2)

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand