ISO 9001 ข้อ 6.2 วัตถุประสงค์คุณภาพและการวางแผนเพื่อให้บรรลุผล ตีความข้อกำหนด

ISO 9001 ข้อ 6.2 วัตถุประสงค์คุณภาพและการวางแผนเพื่อให้บรรลุผล ตีความข้อกำหนด
หมายเหตุฉบับมาตรฐาน: บทความนี้เขียนตาม ISO 9001:2015 ฉบับปัจจุบันคือ ISO 9001:2026 ประกาศใช้เมื่อ 16 กันยายน 2026 หลักการในบทความยังใช้ได้ แต่หมายเลขข้อและถ้อยคำบางส่วนต่างจากฉบับ 2026 ใบรับรองรุ่น 2015 ใช้ได้ถึง 30 กันยายน 2029 ดู ศูนย์รวมความรู้ ISO 9001 และ แบบประเมินความพร้อมก่อนตรวจ
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 6.2 วัตถุประสงค์คุณภาพและการวางแผนเพื่อให้บรรลุผล (quality objectives and planning to achieve them) ของ ISO 9001:2015 แบ่งเป็นสองส่วนที่ต้องอ่านคู่กันเสมอ ส่วนแรกว่าด้วยคุณสมบัติของตัววัตถุประสงค์เอง ส่วนที่สองว่าด้วยแผนที่จะพาไปถึงวัตถุประสงค์นั้น จุดที่ทำให้ข้อนี้ไม่ผ่านการตรวจประเมิน ไม่ใช่การไม่มีเป้าหมาย แต่คือการมีเป้าหมายที่ลอยอยู่โดยไม่มีใครระบุได้ว่าจะทำอะไร ใช้ทรัพยากรอะไร ใครรับผิดชอบ เสร็จเมื่อไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าสำเร็จ

วัตถุประสงค์คุณภาพต่างจาก KPI ทั่วไปตรงไหน

คำถามแรกที่เกิดขึ้นในองค์กรที่มีระบบวัดผลอยู่แล้วคือ นำตาราง KPI ที่ใช้อยู่มาเป็นวัตถุประสงค์คุณภาพได้เลยหรือไม่ คำตอบคือทำได้ แต่ต้องผ่านการกลั่นก่อน เพราะข้อกำหนดวางเงื่อนไขไว้บางอย่างที่ KPI ทางธุรกิจไม่จำเป็นต้องมี

ข้อ 6.2.1 วางเงื่อนไขของตัววัตถุประสงค์ไว้เป็นชุด ซึ่งอ่านรายการเต็มได้จากตัวมาตรฐาน ประเด็นที่ควรตีความต่อคือ เงื่อนไขชุดนั้นไม่ได้เรียงมาแบบสุ่ม แต่ร้อยกันเป็นโซ่ตั้งแต่ต้นทางคือนโยบายคุณภาพ ผ่านตัวเป้าหมายที่ต้องตัดสินได้ว่าบรรลุหรือไม่ ไปจนถึงปลายทางคือความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์และความพึงพอใจของลูกค้า ถ้าเป้าหมายข้อใดขาดข้อต่อใดข้อต่อหนึ่งในโซ่นี้ เป้าหมายนั้นจะยังไม่เข้าเงื่อนไขของข้อ 6.2

ลองอ่านเงื่อนไขชุดนี้ในฐานะโซ่ที่ร้อยกันอยู่ ตัวเลขยอดขายรายเดือนเป็น KPI ที่ดี แต่ถ้าไม่มีเส้นเชื่อมไปถึงความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์หรือความพึงพอใจของลูกค้า มันก็ยังไม่ใช่วัตถุประสงค์คุณภาพตามความหมายของข้อ 6.2 ในทางกลับกัน ตัวเลขอย่างอัตราของเสียที่ตรวจพบก่อนส่งมอบ หรือระยะเวลาปิดข้อร้องเรียน มีเส้นเชื่อมนั้นชัดเจนกว่า

คำว่า “วัดผลได้” หมายถึงอะไรกันแน่

คำนี้ถูกตีความแคบเกินไปว่าต้องเป็นตัวเลขเสมอ ความหมายที่ตรงกว่าคือ ต้องมีวิธีตัดสินที่ชัดเจนพอจะบอกได้ว่าบรรลุหรือไม่บรรลุ โดยไม่ต้องถกเถียงกัน

วัตถุประสงค์บางเรื่องเป็นเชิงสถานะมากกว่าเชิงปริมาณ เช่น การทำให้กระบวนการหนึ่งได้รับการรับรองจากลูกค้ารายสำคัญภายในไตรมาสที่สาม เรื่องแบบนี้วัดผลได้ในความหมายของข้อ 6.2 เพราะมีเงื่อนไขความสำเร็จที่ตรวจสอบได้ แม้จะไม่มีเปอร์เซ็นต์กำกับ สิ่งที่ใช้ไม่ได้คือถ้อยคำอย่าง “ยกระดับคุณภาพให้ดีขึ้น” ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไรจึงจะถือว่าสำเร็จ

ส่วนที่สองของข้อ 6.2 คือส่วนที่ทำให้เป้าหมายกลายเป็นแผนงาน

มาตรฐานไม่ได้หยุดที่การตั้งเป้า ข้อ 6.2.2 บังคับให้องค์กรวางแผนการไปถึงเป้าหมายด้วย วิธีจำที่ใช้ได้ในทางปฏิบัติคือตั้งคำถามห้าข้อกับทุกวัตถุประสงค์ ว่าจะลงมือทำอะไร ใช้ทรัพยากรอะไร ใครเป็นเจ้าภาพ เสร็จเมื่อไร และจะสรุปผลอย่างไร คำถามชุดนี้เป็นการเรียบเรียงเพื่อให้ใช้งานง่าย ถ้อยคำที่แน่นอนให้ดูจากตัวมาตรฐาน

ห้าคำถามนี้เปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นแผนงาน และเป็นสิ่งที่ผู้ตรวจประเมินขอดูควบคู่ไปกับตารางเป้าหมายเสมอ เหตุผลเชิงตรรกะตรงไปตรงมา ถ้าองค์กรตั้งเป้าลดของเสียลงครึ่งหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนอะไรเลยในกระบวนการ ไม่จัดสรรคนหรืองบประมาณเพิ่ม และไม่มอบหมายเจ้าภาพ เป้าหมายนั้นก็เป็นเพียงความหวัง ไม่ใช่การวางแผน

จุดที่ควรระวังคือคำว่า “จะประเมินผลลัพธ์อย่างไร” ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเฝ้าติดตามตัวเลขรายเดือน การเฝ้าติดตามบอกว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน ส่วนการประเมินผลลัพธ์คือการสรุปว่าสิ่งที่ลงมือทำไปนั้นได้ผลตามที่ตั้งใจหรือไม่ และถ้าไม่ได้ผล จะปรับแผนอย่างไร

กรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย

โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งในระยอง (กรณีสมมติ ไม่ใช่ลูกค้ารายจริง) กำหนดวัตถุประสงค์คุณภาพประจำปีไว้ว่า “ลดจำนวนข้อร้องเรียนจากลูกค้าให้เหลือไม่เกิน 4 เรื่องต่อปี จากปีก่อนหน้าที่มี 9 เรื่อง”

สิ่งที่มีอยู่แล้ว เป้าหมายชัด วัดผลได้ เชื่อมกับความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง

สิ่งที่ยังขาดตามข้อ 6.2 ทีมยังตอบไม่ได้ว่าจะทำอะไรเพื่อให้ตัวเลขลดลง เมื่อผู้ตรวจประเมินถามต่อ ทีมตอบว่าจะเน้นย้ำพนักงานให้ระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่การกระทำที่ระบุทรัพยากรและผู้รับผิดชอบได้

รูปแบบที่ครบตามข้อกำหนด ทีมวิเคราะห์ข้อร้องเรียนย้อนหลังแล้วพบว่า 6 ใน 9 เรื่องเกิดจากงานเชื่อมของสายการผลิตเดียวกัน จึงกำหนดกิจกรรมว่าจะทบทวนพารามิเตอร์การเชื่อมและเพิ่มการตรวจสอบชิ้นแรกของทุกกะ มอบหมายหัวหน้าแผนกเชื่อมเป็นเจ้าภาพ ขออนุมัติงบสำหรับอุปกรณ์ตรวจวัดเพิ่มหนึ่งชุด กำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่สอง และกำหนดว่าจะประเมินผลด้วยการเทียบจำนวนข้อร้องเรียนจากสายการผลิตนั้นในครึ่งปีหลังกับครึ่งปีแรก

ความต่างระหว่างสองรูปแบบไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย แต่อยู่ที่ว่ามีเส้นทางไปถึงเป้าหมายหรือไม่

วัตถุประสงค์ต้องกระจายลงไปถึงระดับไหน

ข้อกำหนดไม่ได้ให้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ที่ระดับองค์กรอย่างเดียว แต่ให้ลงไปถึงหน่วยงานและกระบวนการเท่าที่เกี่ยวข้อง ถ้อยคำสำคัญคือคำว่า “ที่เกี่ยวข้อง” มาตรฐานไม่ได้บังคับให้ทุกแผนกต้องมีเป้าหมายของตัวเอง แต่บังคับให้องค์กรตัดสินใจอย่างมีเหตุผลว่าที่ใดควรมี

การตีความที่ทำให้ระบบหนักเกินจำเป็น คือการสั่งให้ทุกแผนกส่งเป้าหมายมาแผนกละสามข้อ ผลที่ได้คือตัวเลขจำนวนมากที่ไม่มีใครใช้ ส่วนการตีความที่หลวมเกินไป คือมีเป้าหมายเฉพาะระดับองค์กรสี่ห้าข้อ แล้วไม่มีใครในสายการผลิตรู้ว่างานของตัวเองเกี่ยวข้องอย่างไร ทางที่สมดุลคือ ดูจากกระบวนการที่ส่งผลต่อความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์และความพึงพอใจของลูกค้าเป็นตัวตั้ง แล้วกำหนดเป้าหมายลงไปที่กระบวนการเหล่านั้น

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน วัตถุประสงค์ต้องเปลี่ยนตาม

สถานการณ์ สิ่งที่ข้อ 6.2 คาดหวัง
บรรลุเป้าหมายตั้งแต่กลางปี ทบทวนว่าควรยกระดับเป้าหมายหรือย้ายความสนใจไปที่กระบวนการอื่น พร้อมบันทึกเหตุผล
เพิ่มผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มลูกค้าใหม่ พิจารณาว่าข้อกำหนดที่นำมาใช้เปลี่ยนไปหรือไม่ และวัตถุประสงค์เดิมยังครอบคลุมหรือไม่
ไม่บรรลุเป้าหมายติดต่อกันหลายรอบ ประเมินว่าปัญหาอยู่ที่แผนงาน ทรัพยากร หรือตัวเป้าหมายเองที่ไม่สมเหตุสมผล แล้วปรับให้ตรงจุด
เปลี่ยนนโยบายคุณภาพ ตรวจสอบความสอดคล้องของวัตถุประสงค์กับนโยบายฉบับใหม่

การปรับปรุงวัตถุประสงค์ระหว่างปีไม่ใช่ความผิด ตรงกันข้าม ข้อกำหนดเปิดทางไว้ให้ทำ สิ่งที่เป็นปัญหาคือการปรับโดยไม่มีร่องรอยว่าปรับเพราะอะไร ซึ่งทำให้แยกไม่ออกระหว่างการทบทวนอย่างมีเหตุผลกับการลดเป้าลงเพื่อให้ตัวเลขดูสวย

ข้อ 6.2 เชื่อมกับข้อไหนบ้าง

วัตถุประสงค์คุณภาพเป็นข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ของข้ออื่นหลายข้อ ต้นทางคือข้อ 5.2 นโยบายคุณภาพ และข้อ 6.1 การปฏิบัติการเพื่อจัดการกับความเสี่ยงและโอกาส เพราะความเสี่ยงที่ระบุไว้ควรสะท้อนอยู่ในสิ่งที่องค์กรตั้งใจจะทำให้ดีขึ้น ปลายทางคือข้อ 9.1 การเฝ้าติดตาม การวัด การวิเคราะห์ และการประเมิน และข้อ 9.3 การทบทวนฝ่ายบริหาร ซึ่งกำหนดให้สถานะของวัตถุประสงค์คุณภาพเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องนำเข้าที่ประชุม

เมื่อมองเป็นวงจรแบบนี้ จะเห็นว่าข้อ 6.2 ไม่ใช่เอกสารประจำปีที่ทำส่งครั้งเดียว แต่เป็นข้อต่อระหว่างสิ่งที่ผู้บริหารประกาศไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการ ผู้ที่ต้องการทบทวนบทบาทของฝ่ายบริหารในภาพรวมก่อน สามารถอ่านประกอบได้ที่บทความ ระบบ ISO9001 ทำเองได้ ตอนที่ 1 บทบาทผู้บริหารโดยรวม

คำถามที่ควรตอบได้

  1. วัตถุประสงค์คุณภาพแต่ละข้อเชื่อมกับนโยบายคุณภาพอย่างไร และเชื่อมกับความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์หรือความพึงพอใจของลูกค้าตรงจุดไหน (ที่มา ข้อ 6.2.1)
  2. สำหรับวัตถุประสงค์แต่ละข้อ ใครคือผู้รับผิดชอบ ใช้ทรัพยากรอะไร และกำหนดแล้วเสร็จเมื่อไร (ที่มา ข้อ 6.2.2)
  3. องค์กรใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่าหน้าที่งานหรือกระบวนการใด “เกี่ยวข้อง” จนต้องมีวัตถุประสงค์ของตัวเอง (ที่มา ข้อ 6.2.1)
  4. ผลของวัตถุประสงค์ถูกนำเข้าสู่การทบทวนฝ่ายบริหารอย่างไร และเคยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง (ที่มา ข้อ 6.2.1 ร่วมกับข้อ 9.3)
  5. เมื่อมีการแก้ไขวัตถุประสงค์ระหว่างปี องค์กรบันทึกเหตุผลของการแก้ไขไว้ที่ใด (ที่มา ข้อ 6.2.1)

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง ISO 9001:2015 ระบบบริหารคุณภาพ

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Sriprapai Wongsrikul

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)

วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)

  • ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
  • ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
  • ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
  • เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

EQA ตรวจรับรองมาตรฐานนี้ได้ด้วยบริการตรวจรับรอง: ISO 9001
ขอใบเสนอราคาตรวจรับรอง

การเข้าอบรมหลักสูตรนี้ไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย

ขอการรับรอง ISO 9001 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 9001

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE