ISO 14001 ข้อ 6.1.3 และ 9.1.2 พันธกรณีด้านกฎหมายและการประเมินความสอดคล้อง

ISO 14001 ข้อ 6.1.3 และ 9.1.2 พันธกรณีด้านกฎหมายและการประเมินความสอดคล้อง
สรุปสั้นก่อน
พันธกรณีด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น (compliance obligations) ตามข้อ 6.1.3 ของ ISO 14001 กว้างกว่าคำว่า “กฎหมายสิ่งแวดล้อม” ที่คนทั่วไปนึกถึง เพราะรวมทั้งข้อกำหนดที่องค์กรถูกบังคับให้ทำตาม และข้อกำหนดที่องค์กรเลือกจะทำตามเอง เช่น เงื่อนไขในสัญญากับลูกค้าหรือข้อตกลงกับชุมชน ส่วนข้อ 9.1.2 การประเมินความสอดคล้อง (evaluation of compliance) คือขั้นตอนที่บังคับให้องค์กรกลับมาตรวจสอบเป็นระยะว่ายังทำตามพันธกรณีเหล่านั้นอยู่จริง ทั้งสองข้อทำงานเป็นคู่ ขาดข้อใดข้อหนึ่งระบบก็ไม่ปิด

ทำไมมาตรฐานไม่ใช้คำว่า “กฎหมาย” ตรง ๆ

การเลือกใช้คำว่าพันธกรณีด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น แทนคำว่ากฎหมาย เป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง ในความเป็นจริง สิ่งที่ผูกมัดองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้มาจากภาครัฐเพียงทางเดียว

วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำความเข้าใจคือแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกคือสิ่งที่องค์กรไม่มีทางเลือก เพราะมีผลบังคับตามกฎหมายหรือตามอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแล เงื่อนไขในใบอนุญาตเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เพราะเป็นเอกสารที่ระบุข้อผูกพันเฉพาะของโรงงานแต่ละแห่งไว้ตรงตัว ฝั่งที่สองคือสิ่งที่องค์กรเลือกรับเข้ามาเอง เช่น เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญากับลูกค้า ข้อตกลงที่ทำไว้กับชุมชนรอบโรงงาน หรือมาตรฐานภายในของกลุ่มบริษัท รายการเต็มของสิ่งที่นับเป็นพันธกรณีในแต่ละฝั่ง อ่านได้จากตัวมาตรฐานและภาคผนวกที่แนบมา

ประเด็นที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ เมื่อองค์กรรับข้อกำหนดในฝั่งที่สองเข้ามาแล้ว มันจะมีสถานะเป็นพันธกรณีเท่ากับกฎหมายในสายตาของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (environmental management system) นั่นหมายความว่าต้องถูกนำไปประเมินความสอดคล้องตามข้อ 9.1.2 ด้วยเช่นกัน ความเข้าใจผิดที่ตามมาบ่อยคือการคิดว่าเงื่อนไขในสัญญาเป็นเรื่องของฝ่ายขาย ไม่ใช่เรื่องของระบบสิ่งแวดล้อม

ข้อ 6.1.3 ต้องการอะไรจริง ๆ

สาระของข้อนี้มีสามชั้น ชั้นแรกคือองค์กรต้องรู้ว่ามีพันธกรณีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม (environmental aspects) ของตน และต้องเข้าถึงตัวข้อกำหนดนั้นได้จริง คำว่าเข้าถึงได้สำคัญกว่าที่คิด ทะเบียนกฎหมายที่ระบุแค่ชื่อพระราชบัญญัติโดยไม่มีใครเปิดตัวบทได้ ยังไม่ตอบข้อกำหนดนี้ครบ

ชั้นที่สองคือต้องกำหนดว่าพันธกรณีเหล่านั้นใช้กับองค์กรอย่างไร นี่คือหัวใจของข้อนี้ และเป็นชั้นที่ต้องใช้แรงมากที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะต้องแปลจากภาษากฎหมายให้กลายเป็นเงื่อนไขที่หน้างานใช้ได้ ไม่ใช่แค่คัดลอกชื่อกฎหมายมาใส่ตาราง

ชั้นที่สามคือต้องนำพันธกรณีเหล่านั้นไปใช้ในการจัดทำ นำไปปฏิบัติ รักษาไว้ และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง พูดอีกอย่างคือ ทะเบียนพันธกรณีต้องมีผลต่อการออกแบบการควบคุมการปฏิบัติงาน การฝึกอบรม และการเฝ้าติดตาม ไม่ใช่แฟ้มที่แยกอยู่ต่างหาก

ข้อกำหนดยังระบุให้พันธกรณีเหล่านี้พร้อมใช้ในรูปเอกสารสารสนเทศ (documented information) และเตือนไว้ว่าพันธกรณีก่อให้เกิดได้ทั้งความเสี่ยงและโอกาสต่อองค์กร ซึ่งเชื่อมต่อไปยังหมวดความเสี่ยงและโอกาสโดยตรง

กรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย

โรงงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกแห่งหนึ่งในสมุทรปราการ (กรณีสมมติ ไม่ใช่ลูกค้ารายจริง) จัดทำทะเบียนพันธกรณีไว้ 24 รายการ ทุกรายการเป็นกฎหมายและใบอนุญาตจากภาครัฐ

ช่องว่างที่พบระหว่างการตรวจประเมิน ลูกค้าต่างประเทศรายหนึ่งกำหนดในสัญญาว่าโรงงานต้องรายงานปริมาณของเสียที่ส่งกำจัดทุกไตรมาส และต้องใช้ผู้รับกำจัดที่อยู่ในรายชื่อที่ลูกค้าอนุมัติ เงื่อนไขนี้ไม่ปรากฏในทะเบียนพันธกรณี เพราะฝ่ายสิ่งแวดล้อมมองว่าเป็นเรื่องของฝ่ายขาย

ทำไมจึงเป็นปัญหา เมื่อข้อตกลงตามสัญญามีสถานะเป็นพันธกรณีตามความหมายของข้อ 6.1.3 การไม่นำเข้าทะเบียนแปลว่ามันจะไม่ถูกประเมินความสอดคล้องตามข้อ 9.1.2 และจะไม่มีใครในระบบตรวจพบหากผู้รับกำจัดถูกเปลี่ยนไปโดยฝ่ายจัดซื้อ

สิ่งที่ควรทำ กำหนดวิธีเก็บรวบรวมพันธกรณีให้ครอบคลุมช่องทางที่ไม่ใช่ภาครัฐด้วย เช่น ให้ฝ่ายขายส่งเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญาใหม่เข้าสู่กระบวนการทบทวนทะเบียนทุกครั้งที่มีการลงนาม

ข้อ 9.1.2 การประเมินความสอดคล้อง

ข้อนี้กำหนดให้องค์กรมีกระบวนการประเมินว่าตนกำลังทำตามพันธกรณีอยู่หรือไม่ และให้กำหนดความถี่ของการประเมินไว้ด้วย

ความถี่ไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกรายการ หลักคิดในการตั้งความถี่คือ ยิ่งเงื่อนไขนั้นแกว่งหรือเคยมีประวัติพลาด ยิ่งต้องประเมินถี่ ส่วนเงื่อนไขที่นิ่งมาตลอดและมีระบบควบคุมรองรับอยู่แล้ว ประเมินห่างกว่าได้ แต่ทุกพันธกรณีต้องได้รับการประเมินเป็นระยะ ไม่มีรายการใดที่ปล่อยไว้เฉย ๆ ได้

องค์กรใช้ผลการประเมินที่ดำเนินการโดยหน่วยงานภายนอกมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินความสอดคล้องได้ เช่น ผลการตรวจของหน่วยงานราชการ หรือผลตรวจวัดจากห้องปฏิบัติการภายนอก แต่การนำมาใช้ไม่ได้แปลว่าองค์กรพ้นหน้าที่ในการรู้สถานะของตัวเอง

ความไม่สอดคล้องกับกฎหมาย กับ ความไม่สอดคล้องของระบบ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

นี่คือแนวคิดที่ควรทำความเข้าใจให้ชัด เพราะมีผลต่อการเขียนรายงานและการกำหนดการปฏิบัติการแก้ไข

สถานการณ์ การตีความ
ค่าที่ตรวจวัดได้เกินเกณฑ์กฎหมาย แต่ระบบตรวจพบเองและแก้ไขได้ตามกระบวนการที่วางไว้ เป็นการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่จำเป็นต้องยกระดับเป็นความไม่สอดคล้องของระบบเสมอไป เพราะระบบทำงานตามที่ออกแบบ
กระบวนการที่ควรควบคุมพันธกรณีไม่ได้ถูกปฏิบัติ แม้ผลตรวจวัดยังอยู่ในเกณฑ์ เป็นความไม่สอดคล้องของระบบที่ต้องแก้ไข แม้จะยังไม่เกิดการฝ่าฝืนกฎหมายจริง
องค์กรตกลงแนวทางแก้ไขกับหน่วยงานกำกับดูแลเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อตกลงนั้นกลายเป็นพันธกรณีชิ้นใหม่ที่ต้องเข้าทะเบียนและถูกประเมินความสอดคล้องต่อไป

ผลของการแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันคือ องค์กรจะไม่จบเรื่องเพียงเพราะตัวเลขกลับเข้าเกณฑ์แล้ว แต่ยังต้องถามต่อว่ากระบวนการที่ควรป้องกันไว้ทำงานหรือไม่

หมายเหตุเรื่องฉบับของมาตรฐาน

ISO 14001 ฉบับปัจจุบันคือ ISO 14001:2026 ซึ่งเป็นฉบับที่สี่ ประกาศใช้ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2026 แทนที่ ISO 14001:2015 องค์กรที่ได้รับการรับรองอยู่แล้วจะมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตามที่กำหนดไว้ในรอบการรับรองของตน ฉบับใหม่มีการเพิ่มข้อกำหนดเข้ามาในหมวดที่ 6 ดังนั้นหมายเลขข้อบางข้อในหมวดนี้อาจเลื่อนไปจากฉบับ 2015 ผู้ที่กำลังปรับระบบจึงควรเทียบหมายเลขข้อกับตัวเล่มฉบับจริงที่องค์กรถือครองอยู่ทุกครั้งก่อนนำไปอ้างอิงในเอกสารภายใน

ผู้ที่ต้องการต่อภาพให้ครบ ควรอ่านคู่กับเรื่องลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นทางที่กำหนดว่าพันธกรณีใดเกี่ยวข้องกับองค์กรบ้าง อ่านต่อได้ที่บทความ การประเมินประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspects)

คำถามที่ควรตอบได้

  1. ทะเบียนพันธกรณีขององค์กรรวมข้อกำหนดที่ไม่ได้มาจากภาครัฐไว้ด้วยหรือไม่ และรวบรวมมาจากช่องทางใดบ้าง (ที่มา ข้อ 6.1.3)
  2. สำหรับพันธกรณีแต่ละรายการ องค์กรระบุไว้หรือไม่ว่ามันใช้กับกิจกรรมหรือพื้นที่ใดขององค์กร (ที่มา ข้อ 6.1.3)
  3. องค์กรกำหนดความถี่ของการประเมินความสอดคล้องอย่างไร และใช้เหตุผลอะไรกำหนดความถี่ที่ต่างกันในแต่ละรายการ (ที่มา ข้อ 9.1.2)
  4. เมื่อผลการประเมินพบว่าไม่เป็นไปตามพันธกรณี องค์กรตัดสินใจอย่างไรว่าเป็นความไม่สอดคล้องของระบบหรือไม่ (ที่มา ข้อ 9.1.2 ร่วมกับข้อ 10.2)
  5. พันธกรณีที่ระบุไว้ส่งผลต่อการกำหนดความเสี่ยงและโอกาสขององค์กรอย่างไร (ที่มา ข้อ 6.1.3 ร่วมกับหมวดข้อ 6.1)

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง ISO 14001 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูหลักสูตร ISO 14001 (In-house)   สอบถามรายละเอียด

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Sriprapai Wongsrikul

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)

วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)

  • ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
  • ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
  • ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
  • เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

EQA ตรวจรับรองมาตรฐานนี้ได้ด้วยบริการตรวจรับรอง: ISO 14001
ขอใบเสนอราคาตรวจรับรอง

การเข้าอบรมหลักสูตรนี้ไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย

ขอการรับรอง ISO 14001 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 14001

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE