ISO 45001 ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน ต่างจากการตรวจระบบคุณภาพอย่างไร

ภาพปกบทความ ISO 45001 ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน (internal audit) ของ ISO 45001:2018 ใช้โครงสร้างเดียวกับมาตรฐานระบบบริหารอื่น แต่มีเงื่อนไขที่มาจากธรรมชาติของงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยซ้อนอยู่ สองเงื่อนไขที่ทำให้การตรวจ ISO 45001 ต่างจากการตรวจระบบคุณภาพคือ ผู้ปฏิบัติงานต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจตามข้อ 5.4 และหลักฐานที่ต้องการอยู่ในเวลาและสถานที่ที่อันตรายเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ในห้องเอกสาร

โครงสร้างของข้อ 9.2 กับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น

ข้อ 9.2 แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกกำหนดว่าองค์กรต้องตรวจติดตามภายในตามช่วงเวลาที่วางแผนไว้ เพื่อดูสองเรื่องคือ ระบบสอดคล้องกับสิ่งที่องค์กรกำหนดเองและกับข้อกำหนดของมาตรฐานหรือไม่ และระบบถูกนำไปปฏิบัติและรักษาไว้อย่างมีประสิทธิผลหรือไม่ ส่วนที่สองว่าด้วยโปรแกรมการตรวจ เกณฑ์และขอบเขต การเลือกผู้ตรวจ การรายงานผล และการเก็บหลักฐาน

คำที่ควรหยุดอ่านคือ “สิ่งที่องค์กรกำหนดเอง” เพราะเกณฑ์การตรวจของ ISO 45001 ไม่ได้มีแค่ตัวมาตรฐาน แต่รวมถึงข้อกำหนดตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่นที่องค์กรระบุไว้ตามข้อ 6.1.3 ด้วย ซึ่งในบริบทของประเทศไทยหมายถึงกฎหมายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่องค์กรนำมาขึ้นทะเบียนไว้เอง

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ โปรแกรมการตรวจที่ระบุเพียงว่า “ตรวจตามข้อกำหนด ISO 45001 หมวด 4 ถึง 10” ยังไม่ครบ เพราะละเกณฑ์ชุดที่องค์กรผูกพันตัวเองไว้ และข้อ 9.1.2 เรื่องการประเมินความสอดคล้องก็ไม่ได้มาแทนที่ข้อนี้ เนื่องจากสองข้อนี้ตอบคำถามคนละคำถาม

กรณีสมมติ — โรงงานอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในปทุมธานี
โรงงานวางโปรแกรมการตรวจติดตามภายในปีละสองครั้ง ทุกครั้งตรวจในวันอังคารและวันพุธ ช่วงเวลา 9.00 ถึง 16.00 น. ผลการตรวจสามปีติดกันไม่พบความไม่สอดคล้องด้านการปฏิบัติงานเลย

ในการทบทวน ทีมพบว่างานที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดของโรงงานคือการเปลี่ยนสารเคมีในถังและการทำงานบนที่สูงระหว่างซ่อมบำรุง ซึ่งจัดตารางไว้ในกะดึกและวันหยุดเพื่อไม่ให้กระทบการผลิต โปรแกรมการตรวจที่ผ่านมาจึงไม่เคยมองเห็นงานเหล่านั้นเลย

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความถี่ของการตรวจ แต่อยู่ที่การกำหนดโปรแกรมที่ไม่ได้พิจารณาความสำคัญของกระบวนการและผลการประเมินความเสี่ยงตามข้อ 6.1.2 ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้อ 9.2.2 บอกให้นำมาใช้ในการวางโปรแกรม

การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานไม่ใช่มารยาท แต่เป็นข้อกำหนด

ข้อ 5.4 ของ ISO 45001 ระบุการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่ผู้บริหารไว้เป็นรายการเรื่อง และหนึ่งในเรื่องเหล่านั้นคือการตรวจติดตามภายใน นี่คือจุดที่แยก ISO 45001 ออกจากมาตรฐานระบบบริหารอื่นอย่างชัดเจน เพราะมาตรฐานอื่นไม่ได้บังคับให้พนักงานหน้างานมีส่วนร่วมในการวางแผนหรือรับรู้ผลการตรวจ

คำถามที่ใช้พิสูจน์ข้อนี้ได้ตรงที่สุดคือ ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้แทนของพวกเขาได้ร่วมให้ความเห็นตอนกำหนดขอบเขตและกำหนดการตรวจหรือไม่ และเมื่อผลการตรวจออกมาแล้ว ผลนั้นเดินทางกลับไปถึงคนที่ทำงานในพื้นที่ที่ถูกตรวจด้วยวิธีใด การติดประกาศสรุปไว้ที่บอร์ดอาจเพียงพอสำหรับบางองค์กร แต่ถ้าพื้นที่นั้นเป็นงานกะที่คนไม่ได้เดินผ่านบอร์ด ก็ยังไม่ถือว่าสารไปถึง

ความเป็นกลางของผู้ตรวจในบริบทความปลอดภัย

ข้อกำหนดเรื่องการเลือกผู้ตรวจให้มั่นใจในความเที่ยงธรรมและความเป็นกลางของกระบวนการตรวจนั้นเหมือนกันทุกมาตรฐาน แต่ในระบบอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ข้อนี้มีแรงกดดันเฉพาะตัว เพราะในหลายกรณีผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิคมากพอจะตรวจงานเสี่ยงสูงได้ ก็คือคนกลุ่มเดียวกับผู้ที่ออกแบบมาตรการควบคุมนั้นเอง

ทางออกที่ใช้ได้จริงไม่ใช่การห้ามคนเก่งเข้าร่วม แต่คือการออกแบบทีมตรวจให้ผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคประกอบทีม โดยมีผู้ตรวจอีกคนเป็นผู้ตัดสินหลักฐาน และเขียนไว้ในบันทึกว่าแบ่งบทบาทกันอย่างไร สิ่งที่ผู้ตรวจประเมินภายนอกมองหาคือร่องรอยว่าองค์กรคิดเรื่องนี้ ไม่ใช่คำประกาศลอย ๆ ว่าทีมตรวจเป็นกลาง

ประเด็น ถ้ามองแบบระบบคุณภาพ สิ่งที่ ISO 45001 ต้องการเพิ่ม
เกณฑ์การตรวจ ตัวมาตรฐานและเอกสารภายใน รวมข้อกำหนดตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่นตามข้อ 6.1.3
การวางโปรแกรม ตามความสำคัญของกระบวนการ อ้างผลการประเมินความเสี่ยงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เวลาที่เข้าตรวจ เวลาทำการปกติ ครอบคลุมกะและงานที่ทำนอกเวลาปกติ
ผู้ให้ข้อมูล เจ้าของกระบวนการ ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่ผู้บริหารและผู้รับเหมาในพื้นที่
การสื่อสารผล ถึงผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ถึงผู้ปฏิบัติงานและผู้แทนของพวกเขาด้วย

ผู้รับเหมาอยู่ในขอบเขตการตรวจหรือไม่

คำตอบขึ้นอยู่กับขอบเขตของระบบตามข้อ 4.3 แต่หลักที่ ISO 45001 วางไว้คือระบบครอบคลุมผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร ซึ่งในงานก่อสร้าง ซ่อมบำรุง หรืองานติดตั้งภายในสถานประกอบการ ผู้รับเหมาเข้าข่ายนี้ตามปกติ

เมื่อผู้รับเหมาอยู่ในขอบเขต การตรวจติดตามภายในต้องไปถึงงานของเขาได้ ซึ่งเชื่อมกับข้อ 8.1.4 เรื่องการจัดซื้อและผู้รับเหมา ที่กำหนดให้องค์กรประสานกระบวนการของตนกับของผู้รับเหมา ในทางปฏิบัติแปลว่าสิทธิในการเข้าตรวจควรถูกเขียนไว้ตั้งแต่ตอนทำสัญญา ไม่ใช่มาขออนุญาตในวันที่จะเข้าตรวจ

กรณีสมมติ — โรงงานบรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่งในสมุทรปราการ
ในการตรวจติดตามภายใน ผู้ตรวจพบว่าผู้รับเหมาที่เข้ามาเชื่อมโครงเหล็กในพื้นที่คลังสินค้าใช้ใบอนุญาตทำงานที่มีความร้อนที่ออกโดยหัวหน้างานของโรงงาน แต่ไม่มีบันทึกการเฝ้าระวังหลังเลิกงานตามที่ขั้นตอนของโรงงานกำหนดไว้

ประเด็นที่ต้องเขียนในรายงานไม่ใช่ “ผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตาม” เพราะผู้รับเหมาไม่ใช่ผู้ถูกตรวจในระบบของโรงงาน ประเด็นที่ตรงกว่าคือกระบวนการควบคุมผู้รับเหมาของโรงงานเองไม่ได้ทำให้เกิดการเฝ้าระวังตามที่กำหนด ซึ่งเป็นความไม่สอดคล้องของโรงงาน ไม่ใช่ของผู้รับเหมา การเขียนให้ถูกตัวช่วยให้การแก้ไขไปตกที่คนที่แก้ได้จริง

ผลการตรวจต้องเดินต่อไปที่ไหน

ข้อ 9.2 กำหนดให้รายงานผลการตรวจต่อผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้แทน และต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นตามที่เกี่ยวข้อง จากนั้นผลการตรวจจะกลายเป็นข้อมูลนำเข้าของการทบทวนฝ่ายบริหารตามข้อ 9.3 และความไม่สอดคล้องที่พบต้องเดินเข้าสู่กระบวนการตามข้อ 10.2

จุดที่ควรระวังคือการปิดความไม่สอดคล้องด้วยการ “แก้ไขเฉพาะหน้า” แล้วถือว่าจบ ข้อ 10.2 เรียกร้องให้พิจารณาด้วยว่าความไม่สอดคล้องแบบเดียวกันมีที่อื่นอีกหรือไม่ และต้องทบทวนว่าการประเมินความเสี่ยงที่มีอยู่ยังใช้ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ ISO 45001 เขียนไว้ชัดกว่ามาตรฐานระบบบริหารทั่วไป

คำถามที่ควรตอบได้

  1. โปรแกรมการตรวจติดตามภายในของเราอ้างอิงผลการประเมินความเสี่ยงและเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างไร (ที่มา: ข้อ 9.2.2 ร่วมกับข้อ 6.1.2)
  2. เกณฑ์การตรวจรวมข้อกำหนดตามกฎหมายที่องค์กรระบุไว้เองด้วยหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 9.2.2 ร่วมกับข้อ 6.1.3)
  3. ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่ผู้บริหารมีส่วนร่วมในขั้นตอนใดของการตรวจติดตามภายใน และมีหลักฐานอย่างไร (ที่มา: ข้อ 9.2 ร่วมกับข้อ 5.4)
  4. งานเสี่ยงสูงที่ทำนอกเวลาทำการปกติ เคยถูกตรวจติดตามภายในครั้งล่าสุดเมื่อใด (ที่มา: ข้อ 9.2.2)
  5. ความไม่สอดคล้องที่พบจากการตรวจ นำไปสู่การทบทวนการประเมินความเสี่ยงหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 9.2 ร่วมกับข้อ 10.2)

อ่านต่อในบทความที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตร ISO 45001:2018 และการตรวจติดตามภายใน

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand