หลักสูตร CQI-12 คืออะไร? การประเมินระบบกระบวนการเคลือบผิว ฉบับที่ 3

หลักสูตร CQI-12 คืออะไร? การประเมินระบบกระบวนการเคลือบผิว ฉบับที่ 3 | EQA Thailand

กระบวนการเคลือบผิวมีผลโดยตรงต่อความทนทานต่อการกัดกร่อน การยึดเกาะของสี ความหนาของชั้นเคลือบ รูปลักษณ์ และอายุการใช้งานของชิ้นส่วนยานยนต์

ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผ่านกระบวนการเคลือบผิวตามมาตรฐาน CQI-12

แม้ชิ้นงานจะดูปกติหลังการผลิต แต่หากการเตรียมผิว การควบคุมอ่างสารเคมี การพ่นสี การเคลือบด้วยไฟฟ้า หรือการอบให้ฟิล์มสีแข็งตัวไม่เหมาะสม ปัญหาอาจปรากฏภายหลัง เช่น

  • สีลอกหรือยึดเกาะไม่ดี
  • ชั้นเคลือบหนาหรือบางเกินไป
  • ผิวเคลือบไม่สม่ำเสมอ
  • เกิดสนิมก่อนอายุการใช้งานที่กำหนด
  • สีพอง แตกร้าว หรือหลุดร่อน
  • สีและความเงาไม่ตรงข้อกำหนด
  • ผิวเกิดเม็ดฝุ่น รอยไหล หรือผิวส้ม
  • การอบสีไม่สมบูรณ์
  • ผลทดสอบการกัดกร่อนหรือการยึดเกาะไม่ผ่าน

CQI-12 Special Process: Coating System Assessment, 3rd Edition เป็นแนวทางสำหรับประเมินระบบกระบวนการเคลือบผิวในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ โดยเอกสารหลักสูตรระบุชื่อมาตรฐานและฉบับที่ 3 อย่างชัดเจน

ในบทความนี้จะใช้คำว่า “กระบวนการเคลือบผิว” เป็นคำหลัก เนื่องจาก CQI-12 ครอบคลุมมากกว่างานพ่นสี และไม่ควรเรียกรวมว่า “งานชุบ” เพราะอาจทำให้สับสนกับงานชุบโลหะด้วยไฟฟ้าตาม CQI-11

CQI-12 คืออะไร?

CQI-12 คือแบบประเมินระบบกระบวนการเคลือบผิว (Coating System Assessment: CSA) ที่ใช้ประเมินความสามารถขององค์กรในการควบคุมกระบวนการเคลือบผิวอย่างสม่ำเสมอ

วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่

  • ประเมินความแข็งแกร่งของระบบกระบวนการ
  • ลดความผันแปรของการผลิต
  • ป้องกันข้อบกพร่องของชั้นเคลือบ
  • เพิ่มความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์
  • ทวนสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดลูกค้า
  • เชื่อมโยงเอกสารระบบคุณภาพกับการผลิตจริง

CQI-12 พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการประเมินและปรับปรุงคุณภาพและความสม่ำเสมอของระบบเคลือบผิวในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ และมุ่งให้ชิ้นส่วนที่ผ่านกระบวนการเคลือบประเภทต่าง ๆ เป็นไปตามข้อกำหนดคุณภาพของอุตสาหกรรม

CQI-12 ฉบับที่ 3 ยังเพิ่มรายละเอียดด้านระบบการวัดและควบคุมอุณหภูมิของเตาอบ รวมถึงการควบคุมเทอร์โมคัปเปิล การทดสอบ SAT และการสำรวจ TUS

โครงสร้างของแบบประเมิน CQI-12

แบบประเมิน CQI-12 ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ได้แก่

  • หน้าปกแบบประเมิน (Cover Sheet)
  • ส่วนที่ 1 ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารและการวางแผนคุณภาพ
  • ส่วนที่ 2 ความรับผิดชอบด้านการไหลและการจัดการวัสดุ
  • ส่วนที่ 3 ระบบการวัดและควบคุมอุณหภูมิ
  • ส่วนที่ 4 การตรวจประเมินงานผลิตจริง
  • ตารางกระบวนการ A–K

ตารางกระบวนการ CQI-12 มีอะไรบ้าง?

ตารางกระบวนการ A ถึง K ของ CQI-12 การประเมินระบบกระบวนการเคลือบผิว ฉบับที่ 3

รายการ Process Table A–K ปรากฏทั้งในโครงสร้างและหน้าปกของแบบประเมิน

องค์กรต้องเลือกตารางตามกระบวนการที่ดำเนินการจริง ไม่จำเป็นต้องใช้ครบทุกตาราง

ตาราง A การเตรียมผิวแบบใช้สารละลาย

การเตรียมผิวแบบใช้สารละลาย (Pretreatment – Aqueous) คือการใช้สารเคมีและน้ำในหลายขั้นตอนเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนและปรับสภาพพื้นผิวก่อนเคลือบ

กระบวนการอาจประกอบด้วย

  • การขจัดคราบน้ำมันและไขมัน
  • การขจัดสนิม
  • การล้างน้ำ
  • การปรับสภาพผิว
  • การเคลือบฟอสเฟต
  • การล้างขั้นสุดท้าย
  • การทำพาสซิเวชัน

คำศัพท์สำคัญ

Degreasing ควรแปลว่า การขจัดคราบน้ำมันและไขมัน

Derusting ควรแปลว่า การขจัดสนิม

Phosphating ควรแปลว่า การเคลือบฟอสเฟต ไม่ควรใช้เพียง “การฟอสเฟต” ในข้อความสำหรับผู้อ่านทั่วไป

Passivation ควรใช้ว่า การทำพาสซิเวชัน หรืออธิบายว่า “การสร้างชั้นปกป้องบาง ๆ บนพื้นผิว”

การขจัดคราบน้ำมันใช้กำจัดน้ำมัน ไขมัน สิ่งสกปรก และฝุ่น ส่วนการขจัดสนิมใช้กำจัดสนิมออกจากโลหะ

จุดควบคุมสำคัญ

  • ความเข้มข้นของสารเคมี
  • ค่า pH
  • อุณหภูมิ
  • เวลา
  • การกวนหรือการไหลเวียน
  • การปนเปื้อนในอ่าง
  • คุณภาพน้ำล้าง
  • ค่าการนำไฟฟ้า
  • ความถี่การเติมหรือเปลี่ยนสาร
  • ผลตรวจความสะอาดของพื้นผิว

การเตรียมผิวเป็นขั้นตอนพื้นฐาน หากพื้นผิวไม่สะอาดหรือปรับสภาพไม่เหมาะสม กระบวนการเคลือบขั้นต่อไปอาจไม่สามารถสร้างการยึดเกาะและความต้านทานการกัดกร่อนได้ตามข้อกำหนด

ตาราง B การเตรียมผิวด้วยวิธีเชิงกล

การเตรียมผิวด้วยวิธีเชิงกล (Pretreatment – Mechanical) คือการใช้แรงทางกลหรือเม็ดขัดกำจัดสนิม สเกล สีเดิม และสิ่งปนเปื้อนจากพื้นผิว

วิธีที่ใช้ เช่น

  • การพ่นทราย
  • การพ่นเม็ดเหล็ก
  • การพ่นเม็ดขัด
  • การขัดด้วยล้อขัด
  • การขัดด้วยสายพาน
  • การขัดผิวด้วยเครื่องจักร

คำศัพท์ที่ควรใช้

  • Abrasive Blasting — การพ่นเม็ดขัด
  • Sand Blasting — การพ่นทราย
  • Shot Blasting — การพ่นเม็ดเหล็กหรือเม็ดขัด
  • Surface Profile — ลักษณะผิวหลังการพ่น
  • Surface Roughness — ความขรุขระของผิว

การพ่นเม็ดขัดใช้เม็ดวัสดุความเร็วสูงเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนบนพื้นผิว และระบุวัสดุเม็ดขัดหลายประเภท เช่น เหล็ก สเตนเลส อะลูมิเนียม สังกะสี และทองแดง

ตาราง C การเคลือบแปรสภาพผิว

การเคลือบแปรสภาพผิว (Conversion Coatings) เป็นกระบวนการที่ทำให้ผิวโลหะเกิดชั้นเคลือบใหม่จากปฏิกิริยาทางเคมี

กระบวนการที่อยู่ในตารางนี้ ได้แก่

  • การเคลือบฟอสเฟต
  • ระบบปราศจากฟอสเฟต
  • การเคลือบโครเมต
  • ระบบปราศจากโครเมียม

การเคลือบฟอสเฟต

การเคลือบฟอสเฟต (Phosphate Treatment) เป็นการใช้สารละลายฟอสเฟตทำปฏิกิริยากับผิวโลหะจนเกิดชั้นผลึกฟอสเฟต

ตัวอย่างระบบ ได้แก่

  • สังกะสีฟอสเฟต
  • แมงกานีสฟอสเฟต

ประโยชน์หลัก คือ

  • เพิ่มการยึดเกาะของสี
  • เพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน
  • ปรับสภาพผิวก่อนการเคลือบ
  • ช่วยลดแรงเสียดทานในบางการใช้งาน

ชั้นฟอสเฟตช่วยเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อนและสร้างพื้นผิวที่ช่วยให้สารเคลือบยึดติดได้ดีขึ้น

การเตรียมผิวแบบปราศจากฟอสเฟต

การเตรียมผิวแบบปราศจากฟอสเฟต (Non-Phosphate Treatment) ใช้ระบบสารเคมีอื่นแทนฟอสเฟต เช่น ระบบที่มีไทเทเนียมหรือซิลิเกต

ระบบดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ช่วยด้านการยึดเกาะและการต้านทานการกัดกร่อน โดยลดการใช้สารฟอสเฟต

ตาราง D การเคลือบสีฝุ่น

การเคลือบสีฝุ่น (Powder Coating) คือการพ่นผงสีแห้งลงบนชิ้นงาน โดยทั่วไปใช้แรงไฟฟ้าสถิตช่วยให้ผงสียึดเกาะ ก่อนนำชิ้นงานเข้าเตาอบ

เมื่อได้รับอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสม ผงสีจะหลอม ไหล และเกิดการแข็งตัวเป็นฟิล์มเคลือบ

กระบวนการทั่วไป ได้แก่

  • เตรียมผิว
  • แขวนชิ้นงาน
  • พ่นสีฝุ่น
  • อบให้ฟิล์มสีแข็งตัว
  • ตรวจสอบชิ้นงาน

จุดควบคุมสำคัญ

  • ชนิดและล็อตของสีฝุ่น
  • อายุและสภาพการจัดเก็บ
  • ความสะอาดของห้องพ่น
  • ระบบต่อลงดิน
  • แรงดันไฟฟ้าสถิต
  • ปริมาณผงสี
  • ระยะห่างของปืน
  • ความเร็วสายพาน
  • ความหนาของฟิล์ม
  • อุณหภูมิชิ้นงาน
  • เวลาในการอบ

ตาราง E การพ่นเคลือบหรือพ่นสี

การพ่นเคลือบหรือพ่นสี (Spray Coating) เป็นการทำให้สีหรือสารเคลือบเหลวแตกตัวเป็นละออง แล้วพ่นลงบนพื้นผิวชิ้นงาน

ประเด็นควบคุม เช่น

  • อัตราส่วนการผสม
  • ชนิดและปริมาณตัวทำละลาย
  • สารทำให้แข็ง
  • ความหนืด
  • ระยะเวลาที่สีใช้ได้หลังผสม
  • อุณหภูมิและความชื้น
  • ความดันลม
  • รูปแบบการพ่น
  • มุมและระยะห่างของปืน
  • ความเร็วสายพาน
  • จำนวนเที่ยวพ่น
  • การระบายอากาศ
  • สภาพตัวกรอง

การควบคุมห้องผสมสี การต่อลงดินของถัง ภาชนะปิด สภาพแวดล้อม ความสะอาด ระบบ FIFO และการกวนหรือผสมตามข้อมูลทางเทคนิคของผู้ผลิตสารเคมี

ตาราง F การเคลือบสีด้วยไฟฟ้า

การเคลือบสีด้วยไฟฟ้า (Electrocoat หรือ E-Coat) เป็นกระบวนการจุ่มชิ้นงานโลหะลงในอ่างสีที่มีน้ำเป็นตัวกลาง แล้วใช้สนามไฟฟ้าทำให้อนุภาคสีเคลื่อนที่และสะสมตัวบนผิวชิ้นงาน

ขั้นตอนทั่วไป ได้แก่

  • การเตรียมผิว
  • การจุ่มในอ่าง E-Coat
  • การจ่ายแรงดันไฟฟ้า
  • การล้างด้วยน้ำกรองหรืออัลตราฟิลเตรต
  • การอบให้ฟิล์มสีแข็งตัว

ความหนาของชั้นเคลือบสามารถควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้า และชิ้นงานจะถูกนำไปอบหลังการเคลือบ

จุดควบคุมสำคัญ

  • ปริมาณของแข็ง
  • ค่า pH
  • ค่าการนำไฟฟ้า
  • อุณหภูมิอ่าง
  • แรงดันไฟฟ้า
  • เวลาเคลือบ
  • ระบบกรอง
  • การไหลเวียน
  • คุณภาพน้ำ DI หรือ RO
  • ความดันต่างของถุงกรอง
  • ความสะอาดของขั้นตอนล้าง

การควบคุมถุงกรอง น้ำ DI/RO และค่าการนำไฟฟ้าในขั้นตอนล้างหลังการเคลือบ

ตาราง G การเคลือบซิงก์เฟลก

การเคลือบซิงก์เฟลก (Zinc-Flake Coating) เป็นการเคลือบด้วยเกล็ดสังกะสีหรือระบบเกล็ดสังกะสี–อะลูมิเนียม เพื่อสร้างชั้นป้องกันการกัดกร่อนที่มีความหนาค่อนข้างต่ำ

วิธีการเคลือบอาจประกอบด้วย

  • การจุ่มแล้วปั่นเหวี่ยง
  • การพ่น
  • การจุ่มแล้วระบาย
  • วิธีอื่นตามชนิดของชิ้นงาน

กระบวนการนี้นิยมใช้กับชิ้นส่วน เช่น

  • สลักเกลียว
  • นอต
  • แหวน
  • คลิป
  • ชิ้นส่วนขนาดเล็ก
  • ชิ้นส่วนเหล็กกำลังสูง

ระบบซิงก์เฟลกสามารถให้ความต้านทานการกัดกร่อนสูงด้วยชั้นเคลบระดับไมครอน และกล่าวถึงการใช้งานกับชิ้นส่วนเหล็กกำลังสูง

กระบวนการซิงก์เฟลกที่ไม่ใช้การชุบด้วยไฟฟ้าสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเปราะจากไฮโดรเจนเมื่อเทียบกับกระบวนการบางประเภท อย่างไรก็ตาม ต้องควบคุมการเตรียมผิว วัตถุดิบ และเงื่อนไขกระบวนการตามข้อกำหนดของลูกค้า

ตาราง H การเคลือบแบบสะสมตัวอัตโนมัติ

การเคลือบแบบสะสมตัวอัตโนมัติ (Autodeposition) เป็นกระบวนการที่สารเคลือบสะสมตัวบนผิวโลหะจากปฏิกิริยาทางเคมี โดยไม่ใช้สนามไฟฟ้าแบบ E-Coat

จุดควบคุมอาจประกอบด้วย

  • การเตรียมผิว
  • ความเข้มข้นของสารเคมี
  • ค่า pH
  • อุณหภูมิ
  • เวลาแช่
  • การกวน
  • การล้าง
  • การอบ
  • ความหนาของชั้นเคลือบ
  • การยึดเกาะ
  • ความต้านทานการกัดกร่อน

คำว่า Autodeposition ไม่ควรแปลว่า “การตกตะกอนอัตโนมัติ” เพราะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน ควรใช้ “การเคลือบแบบสะสมตัวอัตโนมัติ”

ตาราง I การอบให้ชั้นเคลือบแข็งตัว

การอบให้ชั้นเคลือบแข็งตัว (Cure) คือกระบวนการที่ทำให้ฟิล์มสีหรือสารเคลือบเกิดการหลอม การเชื่อมโยงทางเคมี หรือการแข็งตัวจนได้สมบัติตามที่กำหนด

Cure ไม่ควรแปลเพียงว่า “การทำให้แห้ง” เพราะสีอาจแห้งที่ผิว แต่ยังไม่เกิดการแข็งตัวอย่างสมบูรณ์

จุดควบคุมสำคัญ

  • อุณหภูมิเตา
  • อุณหภูมิจริงของชิ้นงาน
  • เวลาเหนืออุณหภูมิที่กำหนด
  • ความเร็วสายพาน
  • การหมุนเวียนอากาศ
  • ความสม่ำเสมอของอุณหภูมิ
  • สภาพตัวกรอง
  • การยึดเกาะของชั้นเคลือบ
  • สีและความเงา
  • ข้อบกพร่องภายนอก

ตรวจสอบพารามิเตอร์ด้านเวลาเทียบกับแผนควบคุม ตรวจการยึดเกาะและรูปลักษณ์ และประเมิน TUS เพื่อยืนยันว่าเตาอบสามารถรักษาอุณหภูมิและเวลาที่จำเป็นสำหรับการ Cure ได้

ตาราง J การอะโนไดซ์และฮาร์ดอะโนไดซ์

การอะโนไดซ์ (Anodizing) เป็นกระบวนการทางไฟฟ้าเคมีที่สร้างชั้นออกไซด์บนผิวอะลูมิเนียม

ชั้นอะโนไดซ์มีโครงสร้างรูพรุนระดับจุลภาค จึงสามารถ

  • ย้อมสี
  • ปิดผนึก
  • เพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน
  • เพิ่มความทนต่อการสึกหรอ
  • ปรับปรุงรูปลักษณ์

ฮาร์ดอะโนไดซ์ (Hard Coat Anodizing) ใช้สร้างชั้นออกไซด์ที่หนาและแข็งกว่าอะโนไดซ์ทั่วไป

ชั้นอะโนไดซ์มีโครงสร้างรูพรุน และสามารถรับสีย้อมหรือสารปรับแต่งเพื่อเพิ่มคุณสมบัติของผิวได้

ตาราง K การทวนสอบและสอบเทียบเครื่องมือ

ตาราง K ครอบคลุมเครื่องมือควบคุมและทดสอบกระบวนการ เช่น

  • เครื่องวัด pH
  • เครื่องวัดค่าการนำไฟฟ้า
  • เครื่องวัด ORP
  • รีแฟรกโตมิเตอร์
  • เครื่องวัดความหนาชั้นเคลือบ
  • เครื่องวัดความเงา
  • เครื่องวัดสี
  • เครื่องวัดความขรุขระผิว
  • เครื่อง XRF
  • เครื่องทดสอบความแข็ง
  • ตู้ทดสอบละอองน้ำเกลือ
  • เครื่องบันทึกอุณหภูมิ
  • เตาอบห้องปฏิบัติการ

ความถี่ในการทวนสอบและสอบเทียบของเครื่องมือหลายประเภท รวมถึงเครื่องวัดความหนา เครื่องวัดสี เครื่องวัดความเงา และตู้ทดสอบการกัดกร่อน

ส่วนที่ 1 ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารและการวางแผนคุณภาพ

ต้องมีผู้รับผิดชอบด้านกระบวนการเคลือบผิว

องค์กรต้องมีผู้รับผิดชอบด้านการปรับสภาพและเคลือบผิวประจำสถานที่ โดยบุคคลดังกล่าวต้อง

  • เป็นพนักงานประจำ
  • มีตำแหน่งในผังองค์กร
  • มีคำบรรยายลักษณะงาน
  • มีความรู้ด้านการเคลือบและการปรับสภาพผิว
  • มีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี หรือมีการศึกษาและประสบการณ์รวมไม่น้อยกว่า 5 ปี

ต้องใช้ APQP

องค์กรต้องใช้การวางแผนคุณภาพผลิตภัณฑ์ล่วงหน้า (Advanced Product Quality Planning: APQP) ในการเตรียมกระบวนการ

หัวข้อที่ควรพิจารณา เช่น

  • การศึกษาความเป็นไปได้
  • ความพร้อมของเครื่องจักร
  • ความสามารถของสายการผลิต
  • ความพร้อมของเครื่องมือวัดและทดสอบ
  • ข้อกำหนดเฉพาะของลูกค้า
  • การควบคุมการเปลี่ยนแปลง

FMEA และแผนควบคุมต้องสะท้อนกระบวนการจริง

FMEA ต้องครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่รับชิ้นงานจนถึงจัดส่ง และต้องสอดคล้องกับ

  • แผนควบคุม
  • วิธีปฏิบัติงาน
  • สูตรกระบวนการ
  • การตรวจสอบและทดสอบ
  • แผนตอบสนอง

แผนควบคุมต้องระบุพารามิเตอร์สำคัญของกระบวนการเคลือบ และครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่รับชิ้นงานจนถึงส่งมอบ

ตัวอย่างพารามิเตอร์ ได้แก่

  • ความเข้มข้นของสารเคมี
  • ค่า pH
  • อุณหภูมิ
  • เวลา
  • ความเร็วสายพาน
  • แรงดันไฟฟ้า
  • ความหนาของฟิล์ม
  • อุณหภูมิชิ้นงาน
  • สี
  • ความเงา
  • การยึดเกาะ
  • ความต้านทานการกัดกร่อน

ต้องประเมินภายในทุก 12 เดือน

เอกสารกำหนดให้ดำเนินการประเมินภายในอย่างน้อยทุก 12 เดือน โดยใช้ CQI-12 ฉบับล่าสุด

ส่วนที่ 2 การไหลและการจัดการวัสดุ

ส่วนนี้ประเมินการควบคุมชิ้นงานและวัสดุในพื้นที่ผลิต เช่น

  • การรับชิ้นงาน
  • การชี้บ่ง
  • การสอบกลับได้
  • การแบ่งแยกผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
  • การควบคุมล็อต
  • การป้องกันการปะปน
  • การจัดเก็บสีและสารเคมี
  • การควบคุมอายุวัสดุ
  • การใช้ระบบ FIFO
  • การควบคุมแร็กและฟิกซ์เจอร์
  • การบรรจุและส่งมอบ

องค์กรตรวจสอบว่าข้อมูลลูกค้าที่ป้อนเข้าสู่ระบบรับสินค้าตรงกับข้อกำหนดการจัดส่ง

ระบบการวัดและควบคุมอุณหภูมิ

CQI-12 ฉบับที่ 3 เพิ่มรายละเอียดด้าน ระบบการวัดและควบคุมอุณหภูมิ (Pyrometry) สำหรับเตาอบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

หัวข้อสำคัญ ได้แก่

  • เทอร์โมคัปเปิล
  • เครื่องมือควบคุม
  • เครื่องบันทึกอุณหภูมิ
  • การสอบเทียบ
  • SAT
  • TUS
  • การควบคุมเตาอบห้องปฏิบัติการ
  • อ่างน้ำและอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ

คำว่า Pyrometry ควรเขียนว่า

ระบบการวัดและควบคุมอุณหภูมิ (Pyrometry)

SAT คืออะไร?

การทดสอบความแม่นยำของระบบ (System Accuracy Test: SAT) ใช้ตรวจสอบว่าระบบวัดและควบคุมอุณหภูมิแสดงค่าได้ถูกต้องเมื่อเทียบกับเครื่องมืออ้างอิงหรือไม่

กล่าวอย่างง่าย SAT ตรวจว่า

ระบบวัดอุณหภูมิแสดงค่าแม่นยำหรือไม่

TUS คืออะไร?

การสำรวจความสม่ำเสมอของอุณหภูมิ (Temperature Uniformity Survey: TUS) ใช้ตรวจสอบว่าอุณหภูมิในตำแหน่งต่าง ๆ ภายในเขตทำงานของเตามีความสม่ำเสมอและอยู่ภายในค่าคลาดเคลื่อนที่กำหนดหรือไม่

เอกสารระบุว่า TUS ใช้ประเมินความสม่ำเสมอของอุณหภูมิ และต้องดำเนินการหลังการดัดแปลง บำรุงรักษา หรือซ่อมแซมที่อาจเปลี่ยนลักษณะการกระจายอุณหภูมิ

กล่าวอย่างง่าย TUS ตรวจว่า

อุณหภูมิทั่วพื้นที่ทำงานของเตาสม่ำเสมอหรือไม่

การตรวจประเมินงานผลิตจริง

การตรวจประเมินงานผลิตจริง (Job Audit) คือการเลือกชิ้นงานหรือคำสั่งผลิตจริงขึ้นมาตรวจสอบตลอดกระบวนการ

หัวข้อที่ควรตรวจ เช่น

  • ข้อกำหนดลูกค้า
  • หมายเลขชิ้นส่วน
  • หมายเลขล็อต
  • การเตรียมผิว
  • สูตรและพารามิเตอร์
  • แผนควบคุม
  • วิธีปฏิบัติงาน
  • ผลตรวจระหว่างกระบวนการ
  • ผลทดสอบชั้นเคลือบ
  • การอบ
  • การตรวจผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
  • การสอบกลับได้
  • การบรรจุและฉลาก

Section 4 คือ การตรวจประเมินงานผลิตจริง ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบชิ้นส่วนสำเร็จรูปและกระบวนการจริง

ผู้ประเมิน CQI-12 ควรมีคุณสมบัติอย่างไร?

ผู้ประเมินควรมีคุณสมบัติหลัก 3 ด้าน

  • มีประสบการณ์เป็นผู้ตรวจประเมินภายในระบบบริหารคุณภาพ เช่น ISO 9001 หรือ IATF 16949
  • มีความรู้ด้านกระบวนการเคลือบผิว และมีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี หรือมีการศึกษาด้านเคมีร่วมกับประสบการณ์รวมไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • มีความรู้ด้านเครื่องมือหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น SPC, MSA, PPAP, FMEA และ APQP

หลักสูตร CQI-12 เหมาะกับใคร?

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ

  • ผู้จัดการและวิศวกรฝ่ายคุณภาพ
  • วิศวกรกระบวนการเคลือบผิว
  • วิศวกรสีหรือเคมี
  • วิศวกรการผลิต
  • ผู้ควบคุมสายพ่นสี
  • ผู้ควบคุมระบบ E-Coat
  • ผู้รับผิดชอบห้องปฏิบัติการ
  • วิศวกรคุณภาพผู้ส่งมอบ
  • ผู้ตรวจประเมินภายใน
  • ผู้รับผิดชอบ IATF 16949
  • ผู้รับผิดชอบ APQP, FMEA, Control Plan และ PPAP
  • ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีกระบวนการเคลือบผิว
  • ผู้รับจ้างพ่นสีหรือเคลือบผิว
  • ผู้ที่ต้องประเมินผู้ส่งมอบงานเคลือบผิว

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้อะไร?

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้หัวข้อ เช่น

  • ความหมายและวัตถุประสงค์ของ CQI-12
  • โครงสร้างแบบประเมิน
  • วิธีกรอก Cover Sheet
  • คุณสมบัติของผู้ประเมิน
  • APQP, FMEA และ Control Plan
  • การควบคุมการไหลและการจัดการวัสดุ
  • การเตรียมผิวแบบใช้สารละลาย
  • การเตรียมผิวด้วยวิธีเชิงกล
  • การเคลือบแปรสภาพผิว
  • สีฝุ่น
  • การพ่นสี
  • E-Coat
  • Zinc-Flake
  • Autodeposition
  • Anodizing
  • การอบให้ชั้นเคลือบแข็งตัว
  • SAT และ TUS
  • การทวนสอบและสอบเทียบเครื่องมือ
  • การตรวจประเมินงานผลิตจริง

โรงงานควรเตรียมหลักฐานอะไรสำหรับการประเมิน CQI-12?

หลักฐานต้องเลือกตามกระบวนการจริง เช่น

  • ข้อกำหนดเฉพาะของลูกค้า
  • แบบและข้อกำหนดผลิตภัณฑ์
  • APQP
  • แผนผังกระบวนการ
  • PFMEA
  • แผนควบคุม
  • วิธีปฏิบัติงาน
  • เอกสาร PPAP
  • สูตรสารเคมี
  • บันทึกค่า pH
  • บันทึกความเข้มข้น
  • บันทึกอุณหภูมิ
  • บันทึกค่าการนำไฟฟ้า
  • บันทึกความหนืด
  • บันทึกแรงดันและกระแสไฟฟ้า
  • บันทึกความเร็วสายพาน
  • บันทึกการผสมสี
  • ผลวัดความหนาชั้นเคลือบ
  • ผลทดสอบการยึดเกาะ
  • ผลวัดสีและความเงา
  • ผลทดสอบการกัดกร่อน
  • รายงาน SAT
  • รายงาน TUS
  • ใบรับรองการสอบเทียบ
  • บันทึกการบำรุงรักษา
  • บันทึกการฝึกอบรม
  • ผล Job Audit
  • ผลประเมินครั้งก่อน
  • หลักฐานการแก้ไขความไม่สอดคล้อง

รายการนี้เป็นแนวทางสรุป ต้องพิจารณาร่วมกับตารางกระบวนการและข้อกำหนดลูกค้า

ปัญหาที่มักพบในการเตรียมประเมิน CQI-12

FMEA และแผนควบคุมไม่ตรงกับการผลิตจริง

มีการเปลี่ยนสารเคมี สี เตา หรือความเร็วสายพาน แต่เอกสารไม่ได้รับการปรับปรุง

วิธีปฏิบัติงานระบุพารามิเตอร์ไม่ครบ

ระบุเพียงชื่อสารหรืออุณหภูมิ แต่ไม่ระบุความเข้มข้น เวลา ค่า pH เกณฑ์การเติมสาร และแผนตอบสนอง

ไม่ควบคุมอายุสีหลังผสม

ไม่มีการระบุ Pot Life วันหมดอายุ เวลาเริ่มผสม หรือผู้อนุมัติการใช้งาน

การเตรียมผิวไม่สามารถสอบกลับได้

ไม่มีบันทึกล็อตสารเคมี ผลวิเคราะห์อ่าง หรือสถานะการยอมรับก่อนเข้าสู่กระบวนการเคลือบ

เตาอบไม่มีหลักฐานอุณหภูมิจริงของชิ้นงาน

วัดเฉพาะอุณหภูมิอากาศในเตา แต่ไม่มีข้อมูลอุณหภูมิชิ้นงานและเวลาที่อยู่เหนืออุณหภูมิกำหนด

SAT หรือ TUS ไม่ครบถ้วน

ไม่มีข้อมูลเครื่องมือ ตำแหน่งเซนเซอร์ ผลการทดสอบ หรือการอนุมัติรายงาน

เครื่องมือทดสอบไม่อยู่ในระบบสอบเทียบ

เครื่องวัดความหนา เครื่องวัดสี เครื่องวัดความเงา หรือเครื่องบันทึกอุณหภูมิไม่มีสถานะการสอบเทียบที่ชัดเจน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CQI-12

CQI-12 ใช้กับงานพ่นสีอย่างเดียวหรือไม่?

ไม่ใช่ CQI-12 ครอบคลุมการเตรียมผิว การเคลือบแปรสภาพ สีฝุ่น สีพ่น E-Coat ซิงก์เฟลก Autodeposition อะโนไดซ์ การอบ และเครื่องมือทดสอบ

CQI-12 ต้องประเมินบ่อยเพียงใด?

ต้องประเมินภายในอย่างน้อยทุก 12 เดือน โดยใช้แบบประเมินฉบับล่าสุด

Powder Coating และ Spray Coating ต่างกันอย่างไร?

Powder Coating ใช้ผงสีแห้งและต้องอบให้หลอมและแข็งตัว ส่วน Spray Coating ใช้สีหรือสารเคลือบเหลวที่พ่นเป็นละอองลงบนชิ้นงาน

E-Coat และ Autodeposition ต่างกันอย่างไร?

E-Coat ใช้สนามไฟฟ้าทำให้อนุภาคสีสะสมตัวบนผิว ส่วน Autodeposition อาศัยปฏิกิริยาเคมีระหว่างผิวโลหะกับอ่างเคลือบ

SAT และ TUS ต่างกันอย่างไร?

SAT ตรวจความแม่นยำของระบบวัดอุณหภูมิ ส่วน TUS ตรวจความสม่ำเสมอของอุณหภูมิภายในพื้นที่ทำงานของเตา

ผู้ประเมินต้องมีประสบการณ์กี่ปี?

ควรมีประสบการณ์ด้านกระบวนการเคลือบผิวอย่างน้อย 5 ปี หรือมีการศึกษาและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องรวมไม่น้อยกว่า 5 ปี

หลักสูตร CQI-12

CQI-12 เป็นแนวทางประเมินระบบกระบวนการเคลือบผิวสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมผิว การควบคุมสารเคมี การเคลือบ การพ่น การอบ การตรวจสอบ และการทดสอบผลิตภัณฑ์

หัวใจสำคัญของการประเมินคือการพิสูจน์ว่าองค์กรสามารถควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของชั้นเคลือบได้อย่างสม่ำเสมอ และสามารถสอบกลับจากผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปยัง

  • ล็อตชิ้นงาน
  • สูตรและล็อตสารเคมี
  • กระบวนการเตรียมผิว
  • สายการผลิต
  • แร็กหรือฟิกซ์เจอร์
  • พารามิเตอร์การเคลือบ
  • เตาอบและข้อมูลอุณหภูมิ
  • ผลตรวจและผลทดสอบ
  • ผู้อนุมัติปล่อยผลิตภัณฑ์

การประเมิน CQI-12 ที่มีประสิทธิผลจึงไม่ใช่เพียงการตอบแบบประเมินให้ครบ แต่ต้องตรวจสอบว่าเอกสาร บุคลากร สารเคมี เครื่องจักร เครื่องมือทดสอบ และการปฏิบัติงานจริงสอดคล้องกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand