CQI-29 คืออะไร? แนวทางประเมินระบบกระบวนการประสานแข็งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์

CQI-29 คืออะไร? แนวทางประเมินระบบกระบวนการประสานแข็งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ | EQA Thailand

กระบวนการประสานแข็งถูกนำมาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายประเภท เช่น หม้อน้ำ คอนเดนเซอร์ ออยล์คูลเลอร์ ท่อระบบปรับอากาศ ท่อน้ำมัน และอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน

ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผ่านกระบวนการประสานแข็งตามมาตรฐาน CQI-29

แม้รอยต่อภายนอกจะดูเรียบร้อย แต่หากโรงงานควบคุมความสะอาดของชิ้นงาน ช่องว่างรอยต่อ โลหะเติม ฟลักซ์ อุณหภูมิ เวลา บรรยากาศ หรือการจัดวางชิ้นงานไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น

  • โลหะเติมไหลเข้ารอยต่อไม่สมบูรณ์
  • รอยต่อเติมไม่เต็ม
  • รอยต่อรั่ว
  • ความแข็งแรงไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
  • ชิ้นงานบิดงอ
  • เกิดรูพรุนหรือรอยไหม้
  • มีคราบฟลักซ์มากเกินไป
  • รูปทรงของชิ้นงานหลังผ่านกระบวนการไม่ตรงตามแบบ

CQI-29 Special Process: Brazing System Assessment, 1st Edition เป็นแนวทางสำหรับประเมินว่าระบบกระบวนการประสานแข็งของโรงงานได้รับการวางแผน ควบคุม ตรวจสอบ และปรับปรุงอย่างเหมาะสมหรือไม่ โดยเอกสารแนบระบุชื่อหลักสูตรและฉบับที่ 1 ไว้อย่างชัดเจน

Brazing ควรแปลเป็นภาษาไทยว่าอะไร?

การประสานแข็ง (Brazing)

การประสานแข็งเป็นกระบวนการต่อชิ้นส่วนโลหะโดยทำให้ โลหะเติม (Filler Metal) หลอมเหลวและไหลเข้าสู่ช่องว่างของรอยต่อ ขณะที่โลหะชิ้นงานหลักไม่หลอมเหลว

โลหะเติมสำหรับกระบวนการ Brazing มีอุณหภูมิหลอมเหลวสูงกว่า 450 องศาเซลเซียส แต่ต่ำกว่าจุดหลอมเหลวของโลหะชิ้นงานที่นำมาต่อกัน

CQI-29 คืออะไร?

CQI-29 คือแบบประเมินระบบกระบวนการประสานแข็ง หรือ Brazing System Assessment: BSA

การประเมินไม่ได้พิจารณาเฉพาะรอยต่อหลังผลิต แต่ครอบคลุมระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น

  • ความสามารถของบุคลากร
  • ข้อกำหนดและเอกสาร
  • การวางแผนคุณภาพ
  • PFMEA และแผนควบคุม
  • การควบคุมโลหะเติมและฟลักซ์
  • การเตรียมผิวชิ้นงาน
  • การจัดวางและจับยึดชิ้นงาน
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบ
  • การควบคุมอุณหภูมิและบรรยากาศ
  • การบันทึกพารามิเตอร์
  • การตรวจสอบคุณภาพรอยต่อ
  • การควบคุมงานแก้ไขและของเสีย
  • การตรวจประเมินงานผลิตจริง

CQI-29 จึงเกี่ยวข้องกับฝ่ายผลิต วิศวกรรม คุณภาพ บำรุงรักษา ห้องปฏิบัติการ และฝ่ายบริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ตรวจประเมินเพียงฝ่ายเดียว

CQI-29 ครอบคลุมกระบวนการใดบ้าง?

แบ่งกระบวนการหลักออกเป็น 4 ประเภท

กระบวนการประสานแข็ง 4 ประเภทตามมาตรฐาน CQI-29

โรงงานต้องเลือกแบบตรวจให้ตรงกับกระบวนการที่ใช้งานจริง ไม่จำเป็นต้องประเมินกระบวนการที่โรงงานไม่ได้ดำเนินการ

1. การประสานแข็งด้วยเตาบรรยากาศควบคุม

การประสานแข็งด้วยเตาบรรยากาศควบคุม หรือ CAB: Controlled Atmosphere Brazing นิยมใช้กับผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม โดยเฉพาะอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน

ภายในเตาจะใช้บรรยากาศควบคุม เช่น ก๊าซไนโตรเจน เพื่อลดออกซิเจนและจำกัดการเกิดออกไซด์ขณะให้ความร้อน กระบวนการนี้มักใช้ฟลักซ์ชนิดไม่กัดกร่อน เพื่อช่วยควบคุมฟิล์มออกไซด์และส่งเสริมการไหลของโลหะเติม

กระบวนการแบบสายพานต่อเนื่องอาจประกอบด้วย

  • การจ่ายฟลักซ์
  • การทำให้แห้ง
  • การเพิ่มอุณหภูมิ
  • เขตประสานแข็ง
  • เขตหล่อเย็น

จุดเด่นของกระบวนการ CAB

  • เหมาะกับการผลิตต่อเนื่อง
  • รองรับปริมาณการผลิตสูง
  • เหมาะกับชิ้นส่วนอะลูมิเนียมผนังบาง
  • ใช้กับอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนได้ดี
  • ต้นทุนต่อชิ้นเหมาะกับการผลิตจำนวนมาก

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในเอกสาร ได้แก่ หม้อน้ำ คอนเดนเซอร์ ออยล์คูลเลอร์ แผงระบายความร้อน และคอยล์ในระบบปรับอากาศ

พารามิเตอร์สำคัญที่ต้องควบคุม

  • ความสะอาดของชิ้นงาน
  • ชนิดและปริมาณฟลักซ์
  • ความสม่ำเสมอของการเคลือบฟลักซ์
  • อุณหภูมิและเวลาทำให้แห้ง
  • อุณหภูมิแต่ละเขตของเตา
  • ความเร็วสายพาน
  • อัตราการไหลของไนโตรเจน
  • สภาพบรรยากาศภายในเตา
  • ตำแหน่งและทิศทางชิ้นงาน
  • จำนวนและอัตราการโหลดชิ้นงาน
  • พารามิเตอร์การหล่อเย็น

2. การประสานแข็งด้วยเตาสุญญากาศ

การประสานแข็งด้วยเตาสุญญากาศ (Vacuum Brazing) เป็นการให้ความร้อนแก่ชิ้นงานภายใต้ระดับสุญญากาศที่ควบคุมได้

ตัวอย่างระดับสุญญากาศประมาณ ถึง มิลลิบาร์ และระบุว่ากระบวนการนี้ไม่ใช้ฟลักซ์ จึงไม่มีคราบฟลักซ์ตกค้างบนรอยต่อ

จุดเด่น

  • รอยต่อมีความสะอาดสูง
  • ไม่มีคราบฟลักซ์
  • เหมาะกับชิ้นงานที่มีช่องทางซับซ้อน
  • เหมาะกับงานที่ต้องการสมบัติเชิงกลสูง
  • ใช้กับวัสดุได้หลายประเภท

เอกสารยกตัวอย่างวัสดุ เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง เหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กกล้าผสม เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ ไทเทเนียม และนิกเกิล

ข้อควรพิจารณา

  • ต้นทุนเครื่องจักรสูง
  • รอบกระบวนการใช้เวลานาน
  • ต้องควบคุมระดับสุญญากาศอย่างแม่นยำ
  • ต้องควบคุมความสะอาดของชิ้นงานก่อนเข้าเตา
  • อาจไม่เหมาะกับการผลิตปริมาณสูงบางประเภท

การเลือกใช้เตาสุญญากาศหรือ CAB ต้องพิจารณาวัสดุ รูปแบบรอยต่อ ปริมาณการผลิต ความสะอาด และข้อกำหนดของลูกค้า ไม่ควรสรุปว่ากระบวนการใดดีกว่าอีกกระบวนการหนึ่งในทุกกรณี

3. การประสานแข็งด้วยเปลวไฟ

การประสานแข็งด้วยเปลวไฟ (Flame Brazing) ใช้เปลวไฟจากก๊าซเชื้อเพลิงร่วมกับออกซิเจนให้ความร้อนบริเวณรอยต่อ

เอกสารยกตัวอย่างระบบก๊าซ เช่น

  • ออกซิเจน–อะเซทิลีน
  • ออกซิเจน–โพรเพน

โดยทั่วไปใช้ฟลักซ์ร่วมกับโลหะเติม เหมาะกับงานปริมาณไม่สูงมาก งานที่ต้องการความยืดหยุ่น หรือรอยต่อที่ไม่ซับซ้อน เช่น ท่อทองแดงและท่อเหล็กขนาดเล็ก

พารามิเตอร์ที่ต้องควบคุม

  • ชนิดและอัตราส่วนของก๊าซ
  • ลักษณะของเปลวไฟ
  • ระยะหัวเผาจากชิ้นงาน
  • มุมของหัวเผา
  • เวลาให้ความร้อน
  • ลำดับการให้ความร้อน
  • ชนิดและปริมาณฟลักซ์
  • ชนิดและปริมาณโลหะเติม
  • ตำแหน่งของรอยต่อ

กระบวนการนี้ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ปฏิบัติงานค่อนข้างมาก จึงต้องมีวิธีปฏิบัติงาน การฝึกอบรม และการประเมินความสามารถที่ชัดเจน

4. การประสานแข็งด้วยการเหนี่ยวนำ

การประสานแข็งด้วยการเหนี่ยวนำ (Induction Brazing) ใช้กระแสไฟฟ้าความถี่สูงไหลผ่านขดลวดเหนี่ยวนำ ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไหลวนในชิ้นงาน

ความร้อนจะเกิดขึ้นในบริเวณที่กำหนด จนโลหะเติมหลอมและไหลเข้าสู่รอยต่อ

จุดเด่น

  • ให้ความร้อนเฉพาะบริเวณ
  • ควบคุมตำแหน่งความร้อนได้ดี
  • รอบกระบวนการสั้น
  • ประยุกต์ใช้กับระบบอัตโนมัติได้
  • ลดผลกระทบต่อซีลหรือชิ้นส่วนข้างเคียง
  • เหมาะกับการผลิตจำนวนมาก

ตัวอย่างการใช้งานกับท่อระบบปรับอากาศ ท่อน้ำมัน และท่อระบบพวงมาลัยเพาเวอร์หรือระบบไฮดรอลิก

พารามิเตอร์สำคัญ

  • กำลังไฟฟ้า
  • ความถี่
  • เวลาให้ความร้อน
  • รูปทรงขดลวดเหนี่ยวนำ
  • ตำแหน่งและระยะห่างของขดลวด
  • ตำแหน่งชิ้นงาน
  • ปริมาณโลหะเติม
  • ปริมาณฟลักซ์ในกรณีที่ใช้
  • วิธีตรวจสอบอุณหภูมิหรือพลังงาน

ฟลักซ์มีหน้าที่อะไร?

ฟลักซ์สำหรับการประสานแข็ง (Brazing Flux) เป็นสารเคมีที่ช่วยควบคุมสภาพผิวโลหะระหว่างให้ความร้อน

หน้าที่สำคัญ ได้แก่

  • ช่วยกำจัดฟิล์มออกไซด์
  • ลดการเกิดออกไซด์ใหม่
  • ช่วยให้โลหะเติมเปียกผิว
  • ช่วยให้โลหะเติมไหลเข้าสู่ช่องว่างรอยต่อด้วยแรงแคปิลลารี

หน้าที่ของฟลักซ์ด้านการกำจัดออกไซด์ การป้องกันออกไซด์ใหม่ และการช่วยให้โลหะเติมไหลเข้าสู่รอยต่อ

โรงงานควรควบคุม

  • ชนิดของฟลักซ์
  • หมายเลขล็อต
  • อายุการใช้งาน
  • สภาวะการจัดเก็บ
  • ความเข้มข้น
  • วิธีผสม
  • ปริมาณที่ใช้
  • ความสม่ำเสมอของการเคลือบ
  • คราบตกค้างหลังผ่านกระบวนการ

ฟลักซ์ไม่ได้ทำหน้าที่ยึดชิ้นงาน แต่ช่วยให้โลหะเติมเปียกและไหลบนผิวชิ้นงานได้อย่างเหมาะสม

โครงสร้างแบบประเมิน CQI-29

แบบประเมินแบ่งเป็น 9 ส่วน

  • การประเมินระบบกระบวนการประสานแข็ง
  • การควบคุมเอกสาร
  • การวางแผนคุณภาพล่วงหน้าและเอกสารคุณภาพ
  • กระบวนการผลิต การเฝ้าติดตาม และบันทึก
  • ฟิกซ์เจอร์และเครื่องมือ
  • ขั้นตอนและบันทึกงานแก้ไขและของเสีย
  • ข้อกำหนดของเครื่องจักรกระบวนการและอุปกรณ์ทดสอบ
  • การจัดการและควบคุมอุณหภูมิ
  • การควบคุมและเฝ้าติดตามกระบวนการ

โครงสร้างทั้ง 9 ส่วนปรากฏในเอกสารหลักสูตร

1. การประเมินระบบกระบวนการประสานแข็ง

ต้องประเมินภายในอย่างน้อยปีละครั้ง

องค์กรต้องดำเนินการประเมินภายในด้วยแบบประเมิน BSA ของ AIAG อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เว้นแต่ลูกค้าจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

หลักฐานที่ควรมี ได้แก่

  • วันที่และขอบเขตการประเมิน
  • กระบวนการที่ประเมิน
  • รายชื่อและคุณสมบัติของผู้ประเมิน
  • หลักฐานที่สุ่มตรวจ
  • ประเด็นที่พบ
  • การควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
  • แผนการแก้ไข
  • ผลการติดตามและทวนสอบประสิทธิผล

ต้องมีผู้เชี่ยวชาญประจำสถานที่

โรงงานต้องมีบุคลากรด้านเทคนิคการประสานแข็งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมประจำสถานที่

แนวทางคุณสมบัติในเอกสารประกอบด้วย

  • จบการศึกษาด้านงานเชื่อมประสาน โลหวิทยา หรือสาขาที่เทียบเท่า
  • เป็นผู้ตรวจสอบงานเชื่อมที่ได้รับการรับรองจากองค์กรที่ได้รับการยอมรับ
  • มีประสบการณ์ด้าน Brazing อย่างน้อย 5 ปี
  • มีการศึกษาและประสบการณ์ด้านโลหวิทยาหรือ Brazing รวมกัน
  • ได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากลูกค้าและผู้ส่งมอบในกรณีที่ใช้แนวทางดังกล่าว

คุณสมบัติของผู้ประเมิน CQI-29

ผู้ประเมินควรมีความสามารถ 3 ด้าน

  • มีประสบการณ์ตรวจประเมินภายในระบบบริหารคุณภาพ เช่น IATF 16949 หรือ ISO 9001
  • มีความรู้และประสบการณ์ด้านกระบวนการประสานแข็งอย่างน้อย 5 ปี หรือมีการศึกษาและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องรวมกัน
  • มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือหลักด้านคุณภาพยานยนต์ ได้แก่ SPC, MSA, PPAP, FMEA และ APQP

คุณสมบัติเหล่านี้ระบุอยู่ในเอกสารหลักสูตร

2. การควบคุมเอกสาร

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต้องเป็นฉบับปัจจุบันและพร้อมใช้ เช่น

  • แบบชิ้นส่วน
  • ข้อกำหนดทางวิศวกรรม
  • ข้อกำหนดของลูกค้า
  • ข้อกำหนดรอยต่อประสานแข็ง
  • วิธีปฏิบัติงาน
  • สูตรหรือโปรแกรมกระบวนการ
  • เกณฑ์การตรวจสอบ
  • เอกสารฝึกอบรม
  • ตารางทักษะ
  • ขั้นตอนควบคุมการเปลี่ยนแปลง
  • ขั้นตอนการทำงานซ้ำและการซ่อม

ค่าที่ระบุในเอกสารต้องสอดคล้องกับค่าที่ใช้จริงในเครื่องจักรและหน้างาน

3. การวางแผนคุณภาพและแผนควบคุม

องค์กรต้องมีแผนควบคุมกระบวนการที่เป็นเอกสาร และต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับ PFMEA ฉบับปัจจุบัน

แผนควบคุมควรระบุ

  • ขั้นตอนกระบวนการ
  • คุณลักษณะผลิตภัณฑ์
  • พารามิเตอร์กระบวนการ
  • ค่ามาตรฐานและค่าความคลาดเคลื่อน
  • วิธีตรวจสอบ
  • เครื่องมือวัด
  • ขนาดตัวอย่าง
  • ความถี่
  • แผนตอบสนอง
  • ผู้รับผิดชอบ
  • แบบบันทึก

การโหลดชิ้นงานต้องควบคุม

กรณีโหลดชิ้นงานด้วยมือ ต้องกำหนด

  • จำนวนชิ้นงานต่อชุด
  • ตำแหน่งและทิศทาง
  • ช่องว่างระหว่างชิ้นงาน
  • ความหนาแน่นของการจัดวาง
  • ลำดับการจับยึด
  • วิธีติดตั้งและถอดฟิกซ์เจอร์

เอกสารระบุให้การโหลดด้วยมือ ความหนาแน่นในการจัดวาง และลำดับการจับยึดได้รับการกำหนด จัดทำเป็นเอกสาร และควบคุม

4. การควบคุมกระบวนการผลิตและบันทึก

โรงงานต้องเฝ้าติดตามและบันทึกพารามิเตอร์ที่มีผลต่อคุณภาพ เช่น

  • หมายเลขชิ้นส่วน
  • ล็อตวัตถุดิบ
  • ล็อตโลหะเติม
  • ล็อตฟลักซ์
  • เครื่องจักรหรือเตาที่ใช้
  • สูตรหรือโปรแกรม
  • อุณหภูมิ
  • เวลา
  • ความเร็วสายพาน
  • ระดับสุญญากาศ
  • อัตราการไหลของก๊าซ
  • ตำแหน่งชิ้นงาน
  • จำนวนชิ้นงานต่อชุด
  • ผลการตรวจสอบ
  • ผู้อนุมัติปล่อยผลิตภัณฑ์

ควรบันทึกค่าที่เกิดขึ้นจริงตามข้อกำหนด ไม่ควรใช้เฉพาะค่าที่ตั้งไว้บนหน้าจอเครื่องแทนผลการเฝ้าติดตามกระบวนการ

5. การควบคุมฟิกซ์เจอร์และเครื่องมือ

ฟิกซ์เจอร์ต้องสามารถรักษาตำแหน่ง ช่องว่างรอยต่อ และรูปทรงของชิ้นงานระหว่างให้ความร้อน

กำหนดให้โรงงาน

  • มีแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
  • บันทึกกิจกรรมบำรุงรักษา
  • บันทึกการปรับแผ่นรองหรือเปลี่ยนแคลมป์
  • ระบุวันที่ เหตุผล และผู้อนุมัติการเปลี่ยนแปลง
  • มีอะไหล่สำคัญพร้อมใช้งาน
  • ยืนยันว่าฟิกซ์เจอร์รักษาช่องว่างและรูปทรงตามแบบได้

การศึกษาความสามารถในการทำซ้ำของตำแหน่งชิ้นงาน ช่องว่าง ตำแหน่งเครื่องมือ และขั้นตอนการโหลด จับยึด และถอดชิ้นงาน

6. การควบคุมงานแก้ไขและของเสีย

โรงงานต้องมีขั้นตอนที่เป็นเอกสารสำหรับ

  • การทำงานซ้ำ
  • การซ่อม
  • การคัดแยก
  • การกักกัน
  • การอนุมัติ
  • การตรวจสอบหลังแก้ไข
  • การสอบกลับได้
  • การจัดการของเสีย

ผู้ปฏิบัติงานแก้ไขต้องผ่านการฝึกอบรมและมีหลักฐานรับรองความสามารถ

ไม่ควรให้พนักงานเติมโลหะประสานหรือให้ความร้อนซ้ำโดยไม่มีวิธีที่ได้รับอนุมัติ เพราะอาจส่งผลต่อโครงสร้างโลหะ รูปทรง และความแข็งแรงของรอยต่อ

7. เครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบ

อุปกรณ์ที่มีผลต่อคุณภาพอาจประกอบด้วย

  • เครื่องควบคุมและบันทึกอุณหภูมิ
  • เทอร์โมคัปเปิล
  • เครื่องวัดสุญญากาศ
  • เครื่องวัดอัตราการไหลของก๊าซ
  • เครื่องวิเคราะห์บรรยากาศ
  • เครื่องวัดความเร็วสายพาน
  • เครื่องทดสอบการรั่ว
  • เครื่องทดสอบแรงบิด
  • เครื่องทดสอบแรงอัดหรือแรงดัด
  • อุปกรณ์ตรวจโครงสร้างจุลภาค
  • เครื่องมือวัดขนาด

อุปกรณ์ต้องได้รับการสอบเทียบหรือทวนสอบ และต้องประเมินผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์เมื่อพบว่าเครื่องมือคลาดเคลื่อน

8. การจัดการและควบคุมอุณหภูมิ

หัวข้อสำคัญประกอบด้วย

  • การสอบเทียบเทอร์โมคัปเปิล
  • เครื่องมือวัดและบันทึกอุณหภูมิ
  • การทดสอบความแม่นยำของระบบ
  • การสำรวจความสม่ำเสมอของอุณหภูมิ
  • การควบคุมอุณหภูมิที่บันทึกได้

กำหนดให้ทำ การสำรวจความสม่ำเสมอของอุณหภูมิ (Temperature Uniformity Survey: TUS) อย่างน้อยปีละครั้งและหลังการปรับปรุงเตาครั้งใหญ่ พร้อมระบุเกณฑ์อุณหภูมิของเตาบางประเภทไว้ในส่วนการจัดการอุณหภูมิ

การทดสอบความแม่นยำของระบบ

System Accuracy Test: SAT คือการทดสอบความคลาดเคลื่อนรวมของระบบวัดอุณหภูมิ โดยเปรียบเทียบค่าจากระบบควบคุมหรือระบบบันทึกกับเครื่องมืออ้างอิง

การสำรวจความสม่ำเสมอของอุณหภูมิ

Temperature Uniformity Survey: TUS คือการตรวจสอบว่าอุณหภูมิภายในเขตใช้งานของเตากระจายอย่างสม่ำเสมอและอยู่ในค่าความคลาดเคลื่อนที่กำหนดหรือไม่

9. การเฝ้าติดตามกระบวนการ

พารามิเตอร์ที่ต้องติดตามอาจประกอบด้วย

  • อุณหภูมิ
  • บรรยากาศภายในเตา
  • อัตราการไหลของก๊าซ
  • วิธีตรวจสอบบรรยากาศด้วยระบบสำรอง
  • เวลาในเตา
  • รอบกระบวนการ
  • ความเร็วสายพาน
  • ตำแหน่งและทิศทางชิ้นงาน
  • ช่องว่างรอยต่อ
  • จำนวนชิ้นงานต่อชุด
  • อัตราการโหลด
  • อุณหภูมิและอัตราการไหลของระบบหล่อเย็น

สำหรับเตาต่อเนื่อง กำหนดให้ทวนสอบความเร็วสายพานด้วยวิธีสำรอง เช่น การวัดระยะทางร่วมกับนาฬิกาจับเวลา รวมถึงเฝ้าติดตามการจัดวางชิ้นงานและอัตราการโหลดตามความถี่ที่กำหนด

ความถี่ในการตรวจจะแตกต่างกันตามชนิดของเตาและพารามิเตอร์ จึงต้องยึดตามตารางกระบวนการ แผนควบคุม และข้อกำหนดของลูกค้า

การตรวจสอบคุณภาพรอยต่อประสานแข็ง

วิธีตรวจต้องกำหนดตามแบบ แผนควบคุม และข้อกำหนดของลูกค้า

การตรวจด้วยสายตา

การตรวจด้วยสายตา 100% เพื่อยืนยันลักษณะรอยต่อประสานแข็งที่เหมาะสม

สิ่งที่ควรตรวจ เช่น

  • การไหลของโลหะเติม
  • ขนาดแนวฟิลเลต
  • การเติมเต็มรอยต่อ
  • สีผิวผิดปกติ
  • รอยไหม้
  • ปริมาณฟลักซ์
  • รูพรุนที่มองเห็นได้
  • ตำแหน่งและการบิดงอของชิ้นงาน

การตรวจโครงสร้างจุลภาค

มีการกำหนดให้ตรวจโครงสร้างจุลภาคด้วยกำลังขยายอย่างน้อย 100 เท่า โดยผู้ตรวจที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และเก็บภาพหรือข้อมูลการวัดไว้อย่างน้อยหนึ่งปีเพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ทบทวน

การทดสอบเชิงกล

ตัวอย่างในเอกสาร ได้แก่

  • การทดสอบการรั่ว
  • การทดสอบแรงบิด
  • การทดสอบแรงอัด
  • การทดสอบการดัด
  • การทดสอบการโก่งตัว

ความถี่ต้องเป็นไปตามแผนควบคุมและข้อกำหนดลูกค้า

การผ่าแยกชิ้นงาน

การผ่าแยกใช้ตรวจข้อบกพร่อง เช่น

  • การประสานไม่สมบูรณ์
  • รอยต่อเย็น
  • แนวฟิลเลตมีขนาดไม่เหมาะสม
  • การเติมเต็มไม่เพียงพอ
  • ฟลักซ์มากหรือน้อยเกินไป
  • สีผิวผิดปกติ
  • การไหลของโลหะเติมไปตามครีบ
  • รอยไหม้
  • รูพรุน

การตรวจประเมินงานผลิตจริง

การตรวจประเมินงานผลิตจริง (Job Audit) เป็นการเลือกชิ้นงานหรือคำสั่งผลิตจริงมาติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ

หัวข้อหลักประกอบด้วย

  • แบบชิ้นส่วน
  • แผนควบคุม
  • การตรวจสอบคุณภาพรอยต่อและรายงาน
  • บันทึกพารามิเตอร์
  • บันทึกการบำรุงรักษา
  • ความยั่งยืน
  • การเฝ้าติดตามกระบวนการ
  • ฟิกซ์เจอร์และเครื่องมือ

โครงสร้างดังกล่าวใช้กับ CAB เตาสุญญากาศ เปลวไฟ และการเหนี่ยวนำ

ผู้ประเมินอาจเริ่มจากชิ้นงานสำเร็จรูป แล้วสอบกลับไปยัง

  • แบบและข้อกำหนด
  • ล็อตวัสดุ
  • โลหะเติมและฟลักซ์
  • ฟิกซ์เจอร์
  • เครื่องจักรหรือเตา
  • สูตรและพารามิเตอร์
  • วันที่และกะผลิต
  • ผลการตรวจสอบ
  • ประวัติงานแก้ไข
  • การอนุมัติปล่อยผลิตภัณฑ์

รายการสำคัญต่อคุณภาพ

Critical to Quality: CTQ หมายถึงรายการที่มีความสำคัญต่อคุณภาพและความเสี่ยงของกระบวนการ

แบบประเมินใช้สถานะสีดังนี้

  • สีแดง: ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดและต้องดำเนินการทันที
  • สีเหลือง: ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แต่มีมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์
  • สีเขียว: เป็นไปตามข้อกำหนดทั้งหมด

เมื่อพบรายการสีแดง โรงงานต้องพิจารณาเรื่องการหยุดกระบวนการ การกักกัน การตรวจย้อนหลัง การเพิ่มการตรวจ และการแจ้งลูกค้าตามความเหมาะสม

โรงงานควรเตรียมหลักฐานอะไร?

หลักฐานที่ควรเตรียม ได้แก่

  • แบบประเมิน CQI-29
  • ผลการประเมินภายใน
  • หลักฐานคุณสมบัติของผู้ประเมิน
  • คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญด้านการประสานแข็ง
  • ข้อกำหนดของลูกค้า
  • แบบชิ้นส่วนและข้อกำหนดรอยต่อ
  • แผนผังกระบวนการ
  • PFMEA
  • แผนควบคุม
  • วิธีปฏิบัติงาน
  • สูตรหรือโปรแกรมกระบวนการ
  • บันทึกโลหะเติมและฟลักซ์
  • บันทึกอุณหภูมิและบรรยากาศ
  • บันทึกอัตราการไหลของก๊าซ
  • บันทึกความเร็วสายพาน
  • รายงาน SAT และ TUS
  • ใบรับรองการสอบเทียบ
  • บันทึกฟิกซ์เจอร์และการบำรุงรักษา
  • ผลตรวจด้วยสายตา
  • ผลทดสอบการรั่วและการทดสอบเชิงกล
  • ผลตรวจโครงสร้างจุลภาค
  • ผลการผ่าแยกชิ้นงาน
  • บันทึกงานแก้ไขและของเสีย
  • ผลการตรวจประเมินงานผลิตจริง
  • หลักฐานการแก้ไขและทวนสอบประสิทธิผล

ปัญหาที่มักพบ

PFMEA และแผนควบคุมไม่ตรงกับกระบวนการจริง

มีการเปลี่ยนฟลักซ์ โลหะเติม ฟิกซ์เจอร์ ความเร็วสายพาน หรือสูตรเตา แต่เอกสารไม่ได้รับการปรับปรุง

ไม่ควบคุมช่องว่างรอยต่อ

ช่องว่างมีผลต่อการไหลของโลหะเติมด้วยแรงแคปิลลารี จึงต้องกำหนดและตรวจสอบตามแบบหรือข้อกำหนด

ใช้ค่าตั้งแทนค่าที่เกิดขึ้นจริง

มีเพียงค่าที่ตั้งในเครื่อง แต่ไม่มีบันทึกอุณหภูมิ บรรยากาศ หรืออัตราการไหลที่เกิดขึ้นจริง

ปรับฟิกซ์เจอร์โดยไม่มีบันทึก

มีการปรับแผ่นรองหรือแคลมป์ แต่ไม่มีการอนุมัติและไม่ประเมินผลกระทบต่อช่องว่างหรือรูปทรงชิ้นงาน

แก้ไขชิ้นงานโดยไม่มีวิธีปฏิบัติงาน

พนักงานเติมโลหะประสานหรือให้ความร้อนซ้ำตามประสบการณ์ โดยไม่มีเกณฑ์อนุมัติและการตรวจยืนยันหลังแก้ไข

ตรวจด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว

ไม่มีการทดสอบการรั่ว การทดสอบเชิงกล การผ่าแยก หรือการตรวจโครงสร้างจุลภาคตามที่แผนควบคุมกำหนด

หลักสูตร CQI-29 เหมาะกับใคร?

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ

  • วิศวกรและผู้จัดการฝ่ายคุณภาพ
  • วิศวกรกระบวนการ
  • วิศวกรการผลิต
  • วิศวกรโลหการและวัสดุ
  • วิศวกรคุณภาพผู้ส่งมอบ
  • ผู้ควบคุมเตา CAB
  • ผู้ควบคุมเตาสุญญากาศ
  • ผู้ปฏิบัติงานประสานแข็งด้วยเปลวไฟ
  • ผู้ควบคุมระบบเหนี่ยวนำ
  • ผู้รับผิดชอบห้องปฏิบัติการ
  • ผู้ตรวจประเมินภายใน
  • ผู้รับผิดชอบ IATF 16949
  • ผู้จัดทำ PFMEA และแผนควบคุม
  • ผู้ผลิตอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน
  • ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีกระบวนการ Brazing

คำถามที่พบบ่อย

CQI-29 ครอบคลุมกระบวนการใด?

ครอบคลุมการประสานแข็งด้วยเตาบรรยากาศควบคุม เตาสุญญากาศ เปลวไฟ และการเหนี่ยวนำ

ต้องประเมิน CQI-29 บ่อยเพียงใด?

ต้องประเมินภายในอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เว้นแต่ลูกค้าจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

การประสานแข็งต่างจากการเชื่อมอย่างไร?

การประสานแข็งทำให้โลหะเติมหลอมและไหลเข้าสู่รอยต่อ โดยโลหะชิ้นงานหลักไม่หลอม ส่วนงานเชื่อมหลอมโดยทั่วไปทำให้วัสดุฐานบริเวณรอยต่อหลอมรวมกัน

การประสานแข็งต่างจากการบัดกรีอย่างไร?

ทั้งสองกระบวนการใช้โลหะเติมโดยไม่ทำให้วัสดุฐานหลอม แต่ Brazing ใช้โลหะเติมที่มีอุณหภูมิหลอมเหลวสูงกว่า 450 องศาเซลเซียส

CAB ใช้ฟลักซ์หรือไม่?

กระบวนการ CAB ที่อธิบายในเอกสารมักใช้ฟลักซ์ชนิดไม่กัดกร่อน เพื่อควบคุมฟิล์มออกไซด์และช่วยการไหลของโลหะเติม

การประสานแข็งในสุญญากาศใช้ฟลักซ์หรือไม่?

เอกสารอธิบายว่ากระบวนการ Vacuum Brazing ไม่ใช้ฟลักซ์ และควบคุมสภาวะด้วยสุญญากาศ

ต้องตรวจด้วยสายตาทุกชิ้นหรือไม่?

เอกสารระบุการตรวจด้วยสายตา 100% สำหรับลักษณะรอยต่อประสานแข็ง

CQI-29 เป็นแนวทางประเมินระบบกระบวนการประสานแข็งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยไม่ได้ตรวจเพียงรอยต่อหลังผลิต แต่ครอบคลุมตั้งแต่บุคลากร เอกสาร วัสดุ เครื่องจักร ฟิกซ์เจอร์ พารามิเตอร์ การตรวจสอบ ไปจนถึงการแก้ไขและปรับปรุง

โรงงานต้องแสดงให้เห็นว่า

  • มีผู้รับผิดชอบที่มีความสามารถ
  • มีการประเมินภายในตามรอบ
  • PFMEA และแผนควบคุมตรงกับกระบวนการจริง
  • โลหะเติมและฟลักซ์ได้รับการควบคุม
  • ช่องว่างและรูปทรงรอยต่อเป็นไปตามข้อกำหนด
  • ฟิกซ์เจอร์รักษาตำแหน่งได้อย่างสม่ำเสมอ
  • อุณหภูมิ บรรยากาศ และเวลาได้รับการควบคุม
  • เครื่องมือวัดและอุปกรณ์ทดสอบเชื่อถือได้
  • ผลิตภัณฑ์สามารถสอบกลับได้
  • งานแก้ไขและของเสียได้รับการควบคุม
  • ข้อมูลถูกนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการ

หัวใจสำคัญของ CQI-29 คือการทำให้ ข้อกำหนด เอกสาร วัสดุ เครื่องจักร การปฏิบัติงาน และผลการตรวจสอบสอดคล้องกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand