ISO 45001:2018 ข้อ 5.1 ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่น — อธิบายและตีความข้อกำหนด

ISO 45001:2018 ข้อ 5.1 ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่น — อธิบายและตีความข้อกำหนด | EQA Thailand
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 5.1 ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่น (leadership and commitment) ของ ISO 45001:2018 เป็นข้อที่ผู้บริหารระดับสูงไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ทั้งหมด เจตนาของข้อนี้ไม่ใช่การขอเอกสารเพิ่มอีกหนึ่งชุด แต่เป็นการกำหนดว่าผู้บริหารระดับสูงต้องรับผิดชอบต่อผลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (occupational health and safety หรือ OH&S) ด้วยตนเอง ต้องทำให้ระบบเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่ระบบคู่ขนาน และต้องสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานรายงานเหตุการณ์และอันตรายได้โดยไม่ต้องกลัวผลตามมา

ทำไมมาตรฐานจึงแยกข้อนี้ออกจากนโยบาย

ในโครงสร้างของมาตรฐานระบบการจัดการ หมวด 5 ประกอบด้วยข้อ 5.1 ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่น ข้อ 5.2 นโยบาย และข้อ 5.3 บทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ในองค์กร การแยกออกเป็นสามข้อมีเหตุผลชัดเจน นโยบายคือถ้อยแถลง บทบาทหน้าที่คือโครงสร้าง ส่วนข้อ 5.1 คือพฤติกรรมและการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงเองซึ่งเกิดขึ้นก่อนและหลังทั้งสองอย่าง

ผลในทางปฏิบัติคือ องค์กรที่มีนโยบายลงนามครบและมีผังหน้าที่ครบ ยังอาจไม่สอดคล้องกับข้อ 5.1 ได้ ถ้าการตัดสินใจจริงในการดำเนินงานไม่ได้สะท้อนสิ่งที่นโยบายเขียนไว้ ในทางกลับกัน ผู้ตรวจประเมินไม่สามารถสรุปว่าข้อ 5.1 ผ่านเพียงเพราะเห็นลายเซ็นบนกระดาษ เพราะหลักฐานของข้อนี้อยู่ในร่องรอยของการตัดสินใจ ไม่ใช่ในแฟ้มเอกสาร

ISO 45001 เขียนข้อ 5.1 ให้หนักกว่ามาตรฐานระบบการจัดการฉบับอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสิ่งที่ระบบนี้ปกป้องคือชีวิตและสุขภาพของคน ไม่ใช่คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ เมื่อความปลอดภัยขัดแย้งกับกำหนดส่งมอบหรือกับต้นทุน ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจชี้ขาดคือผู้บริหารระดับสูง ข้อ 5.1 จึงวางความรับผิดชอบไว้ที่จุดนั้นโดยตรง

คำว่ารับผิดชอบต่อผล กับคำว่าสนับสนุน ไม่ใช่คำเดียวกัน

ประเด็นตีความที่สำคัญที่สุดของข้อนี้อยู่ที่ความต่างระหว่างการสนับสนุนระบบกับการรับผิดชอบต่อผลของระบบ ผู้บริหารที่สนับสนุนคือผู้ที่อนุมัติงบประมาณ อนุมัติแผนฝึกอบรม และเข้าร่วมพิธีเปิดกิจกรรมความปลอดภัย ส่วนผู้บริหารที่รับผิดชอบต่อผลคือผู้ที่ต้องตอบได้ว่าทำไมตัวเลขการบาดเจ็บของสายการผลิตหนึ่งจึงต่างจากอีกสายหนึ่ง และได้ทำอะไรกับความต่างนั้น

ความต่างนี้มีผลต่อวิธีเก็บหลักฐานโดยตรง เอกสารที่แสดงการสนับสนุนหาได้ไม่ยาก แต่หลักฐานของการรับผิดชอบต่อผลจะปรากฏในบันทึกการประชุมที่มีการตั้งคำถามกลับ ในการจัดสรรทรัพยากรที่เปลี่ยนไปหลังพบแนวโน้มที่ไม่ดี และในกรณีที่ผู้บริหารระงับหรือเลื่อนงานเพราะเงื่อนไขด้านความปลอดภัยยังไม่พร้อม

ข้อนี้ยังกำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงทำให้ข้อกำหนดของระบบถูกผนวกเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร ถ้อยคำนี้ตัดความเป็นไปได้ของระบบที่ทำงานแยกจากการผลิตออกไป ระบบที่ประชุมกันเองในหมู่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ออกรายงานให้ตัวเอง และไม่ปรากฏในวาระการประชุมบริหารการผลิตเลย คือระบบที่ยังไม่ถูกผนวก ไม่ว่าเอกสารจะครบเพียงใด

กรณีสมมติ — โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง

โรงงานสมมตินี้มีนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยลงนามโดยกรรมการผู้จัดการ ติดไว้ที่ประตูทางเข้าทุกอาคาร มีคณะกรรมการความปลอดภัยประชุมทุกเดือน และมีแผนฝึกอบรมประจำปีที่ทำได้ครบตามแผน

ในช่วงที่ลูกค้าเร่งคำสั่งซื้อ หัวหน้าฝ่ายผลิตขออนุมัติเดินเครื่องปั๊มขึ้นรูปในช่วงกะดึกเพิ่มอีกหนึ่งกะ โดยใช้พนักงานที่เพิ่งผ่านการอบรมพื้นฐานแต่ยังไม่ได้ประเมินความสามารถเฉพาะเครื่อง ผู้บริหารระดับสูงอนุมัติในที่ประชุมแผนการผลิตซึ่งไม่มีวาระด้านความปลอดภัยอยู่ในนั้น และไม่มีบันทึกว่าได้พิจารณาความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงนี้

สิ่งที่ผู้ตรวจประเมินเห็นคือ นโยบายระบุเรื่องการป้องกันการบาดเจ็บไว้ชัด แต่การตัดสินใจซึ่งเพิ่มความเสี่ยงจริงเกิดขึ้นในเวทีที่ระบบเข้าไม่ถึง นี่คือหลักฐานว่าระบบยังไม่ถูกผนวกเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจตามเจตนาของข้อ 5.1 และเป็นความไม่สอดคล้องที่เขียนได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อน

วัฒนธรรมที่สนับสนุนระบบ และการปกป้องผู้ที่รายงาน

ข้อ 5.1 กล่าวถึงการพัฒนาและส่งเสริมวัฒนธรรมในองค์กรที่สนับสนุนผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ของระบบ ถ้อยคำเรื่องวัฒนธรรมทำให้ผู้อ่านจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าตรวจไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติสิ่งที่ตรวจได้คือเงื่อนไขที่ทำให้วัฒนธรรมแบบนั้นเกิดหรือไม่เกิด

เงื่อนไขที่ตรวจได้ชัดที่สุดคือ องค์กรปกป้องผู้ปฏิบัติงานจากการถูกตอบโต้เมื่อรายงานเหตุการณ์ อันตราย ความเสี่ยง หรือโอกาสในการปรับปรุงหรือไม่ คำว่าการตอบโต้ในที่นี้ครอบคลุมกว้างกว่าการลงโทษทางวินัย รวมถึงการย้ายงาน การกดดันทางสังคม และการทำให้ผู้รายงานเสียเปรียบในการประเมินผลด้วย

สิ่งที่ตรวจได้อีกอย่างคือสัดส่วนของเหตุการณ์ที่ถูกรายงานเทียบกับเหตุการณ์ที่ปรากฏจากแหล่งอื่น ถ้าผู้ตรวจประเมินพบรายการซ่อมบำรุงฉุกเฉิน บันทึกการเบิกเวชภัณฑ์ หรือบันทึกของ รปภ. ที่บ่งชี้เหตุการณ์ซึ่งไม่มีอยู่ในระบบรายงานเลย ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลคือช่องทางรายงานยังไม่ทำงาน ซึ่งย้อนกลับไปที่ข้อ 5.1 ไม่ใช่ที่ตัวพนักงาน

เรื่องนี้เชื่อมกับข้อ 5.4 การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เพราะกลไกการมีส่วนร่วมจะไม่ให้ข้อมูลที่เป็นจริง ถ้าเงื่อนไขเรื่องการปกป้องผู้รายงานยังไม่ถูกสร้างขึ้นก่อน อ่านเพิ่มได้ที่บทความ ISO 45001 ข้อ 5.4 การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน

ขอบเขตของคำว่าผู้ปฏิบัติงาน กว้างกว่าคำว่าลูกจ้าง

ข้อ 5.1 พูดถึงผู้ปฏิบัติงาน (workers) ไม่ใช่ลูกจ้าง (employees) ความต่างนี้มีผลจริงกับสถานประกอบการในประเทศไทยจำนวนไม่น้อย เพราะแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมขององค์กรอาจมาจากผู้รับเหมา บริษัทจัดหาแรงงาน หรือเป็นผู้ปฏิบัติงานของผู้ส่งมอบที่เข้ามาติดตั้งและซ่อมบำรุง

เมื่อความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูงครอบคลุมคนกลุ่มนี้ด้วย คำถามที่ตามมาคือระบบรายงานเหตุการณ์เปิดให้คนเหล่านี้ใช้ได้จริงหรือไม่ ข้อมูลการฝึกอบรมและการชี้บ่งอันตรายไปถึงพวกเขาหรือไม่ และเมื่อเกิดเหตุการณ์กับผู้รับเหมา องค์กรบันทึกและสอบสวนด้วยกระบวนการเดียวกันหรือใช้กระบวนการที่หลวมกว่า

หลักฐานที่ตอบข้อ 5.1 ได้ไม่ครบ หลักฐานที่ตอบข้อ 5.1 ได้
นโยบายลงนามและติดประกาศ บันทึกการตัดสินใจของผู้บริหารที่อ้างถึงความเสี่ยงด้าน OH&S เป็นเหตุผลประกอบ
รายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมความปลอดภัยประจำปี วาระด้าน OH&S ที่ปรากฏในการประชุมบริหารการผลิตตามปกติ พร้อมข้อสั่งการที่ติดตามผลได้
งบประมาณที่ตั้งไว้ในแผนประจำปี การจัดสรรทรัพยากรที่เปลี่ยนไปหลังพบผลการเฝ้าระวังที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์
คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย ข้อเสนอจากผู้ปฏิบัติงานที่ถูกนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง พร้อมการแจ้งกลับผู้เสนอ
สถิติการบาดเจ็บที่รายงานต่อผู้บริหาร คำถามและข้อสั่งการของผู้บริหารต่อสถิตินั้น ที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร

ข้อนี้เชื่อมกับข้ออื่นอย่างไร

ข้อ 5.1 ไม่ใช่ข้อที่ตรวจแยกเดี่ยวได้ดีนัก เพราะหลักฐานของมันเกิดที่ข้ออื่น ผู้ตรวจประเมินที่ทำงานตามลำดับจะเก็บข้อมูลจากข้อ 6.1.2 การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง ข้อ 8.1.3 การจัดการการเปลี่ยนแปลง ข้อ 9.3 การทบทวนของฝ่ายบริหาร และข้อ 10.2 อุบัติการณ์และความไม่สอดคล้อง แล้วจึงย้อนกลับมาสรุปว่าข้อ 5.1 ทำงานหรือไม่

วิธีคิดแบบนี้ยังใช้ได้กับการตรวจติดตามภายในขององค์กรเอง แทนที่จะจัดวาระตรวจข้อ 5.1 เป็นการสัมภาษณ์ผู้บริหารครั้งเดียว ทีมตรวจสามารถเก็บข้อสังเกตจากทุกกระบวนการที่ตรวจตลอดโปรแกรม แล้วนำมาสรุปรวมเป็นข้อสรุปเรื่องความเป็นผู้นำในตอนท้าย ซึ่งให้ข้อมูลที่หนักแน่นกว่ามาก เรื่องการวางโปรแกรมตรวจติดตามอ่านต่อได้ที่ ความต่างระหว่างโปรแกรมการตรวจประเมินกับแผนการตรวจประเมินตาม ISO 19011

คำถามที่ควรตอบได้

ถ้าองค์กรตอบคำถามห้าข้อนี้ได้ด้วยหลักฐานจริง แสดงว่าเข้าใจเจตนาของข้อนี้แล้ว

หนึ่ง ในรอบหกเดือนที่ผ่านมา มีการตัดสินใจทางธุรกิจข้อใดที่เปลี่ยนไปเพราะข้อมูลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และบันทึกไว้ที่ใด (ที่มาคือข้อ 5.1)

สอง วาระด้าน OH&S ปรากฏอยู่ในการประชุมบริหารตามปกติของธุรกิจหรืออยู่แต่ในการประชุมของคณะกรรมการความปลอดภัยเท่านั้น (ที่มาคือข้อ 5.1 เรื่องการผนวกเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ)

สาม องค์กรอธิบายได้หรือไม่ว่ากลไกใดที่ปกป้องผู้ปฏิบัติงานจากการถูกตอบโต้เมื่อรายงาน และเคยมีกรณีที่กลไกนั้นถูกใช้จริงหรือไม่ (ที่มาคือข้อ 5.1 เชื่อมกับข้อ 5.4)

สี่ ผู้ปฏิบัติงานของผู้รับเหมาเข้าถึงช่องทางรายงานเหตุการณ์ด้วยวิธีใด และเหตุการณ์ของพวกเขาถูกสอบสวนด้วยกระบวนการเดียวกับของพนักงานประจำหรือไม่ (ที่มาคือข้อ 5.1 เชื่อมกับข้อ 8.1.4)

ห้า เมื่อทรัพยากรที่จำเป็นต่อระบบขัดกับเป้าหมายการผลิต ใครเป็นผู้ชี้ขาด และการชี้ขาดครั้งล่าสุดถูกบันทึกไว้อย่างไร (ที่มาคือข้อ 5.1 เรื่องการจัดหาทรัพยากรและความรับผิดชอบต่อผล)

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตร ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand