ข้อ 6.2 ของ ISO 45001:2018 แบ่งเป็นสองท่อน ท่อนแรกคือข้อ 6.2.1 วัตถุประสงค์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ท่อนที่สองคือข้อ 6.2.2 การวางแผนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ท่อนแรกกำหนดว่าวัตถุประสงค์ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ท่อนที่สองกำหนดว่าต้องมีแผนรองรับที่บอกได้ว่าใครทำอะไรด้วยทรัพยากรใดเสร็จเมื่อไร จุดที่ทำให้ข้อนี้ต่างจากวัตถุประสงค์ของระบบบริหารฉบับอื่นคือ วัตถุประสงค์ด้าน OH&S ต้องเกาะกับผลการชี้บ่งอันตรายและผลการปรึกษาหารือกับผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่ตั้งขึ้นจากมุมของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว
ทำไมวัตถุประสงค์ด้าน OH&S ถึงตั้งลอย ๆ ไม่ได้
วัตถุประสงค์ด้านคุณภาพหรือด้านสิ่งแวดล้อมมักตั้งจากทิศทางเชิงกลยุทธ์ขององค์กรได้โดยตรง แต่วัตถุประสงค์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (occupational health and safety objectives) มีเงื่อนไขเพิ่มมาอีกชั้น เพราะสิ่งที่มาตรฐานต้องการคือการลดอันตรายจริงที่มีอยู่ในสถานประกอบการ ไม่ใช่การลดตัวเลขในรายงาน
ด้วยเหตุนี้ ข้อ 6.2.1 จึงผูกวัตถุประสงค์เข้ากับสิ่งที่องค์กรได้ทำมาก่อนหน้าแล้วในหมวดการวางแผน นั่นคือผลจากข้อ 6.1.2 การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง และผลจากข้อ 6.1.3 การพิจารณาข้อกำหนดกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ถ้าองค์กรทำสองข้อนี้ไว้อย่างจริงจัง วัตถุประสงค์จะเขียนได้เองแทบจะโดยอัตโนมัติ เพราะรายการอันตรายที่ประเมินแล้วว่าความเสี่ยงสูงจะชี้ตัวเองว่าปีนี้ควรไปแก้เรื่องอะไร
ในทางกลับกัน ถ้าทะเบียนอันตรายเป็นเอกสารที่ทำไว้ตอนขอการรับรองแล้วไม่ได้แตะอีกเลย วัตถุประสงค์จะไม่มีอะไรให้เกาะ และสิ่งที่เขียนออกมาจะกลายเป็นถ้อยคำกว้าง ๆ ที่ไม่ผูกกับความเสี่ยงใดเลย ผู้ตรวจประเมินจะเห็นช่องว่างนี้ได้จากคำถามเดียวคือ วัตถุประสงค์ข้อนี้มาจากอันตรายตัวไหน
องค์ประกอบอีกอย่างที่มาตรฐานฉบับนี้บังคับ แต่ฉบับอื่นไม่บังคับ
ข้อ 6.2.1 ระบุให้คำนึงถึงผลของการปรึกษาหารือกับผู้ปฏิบัติงานด้วย ซึ่งเชื่อมตรงไปยังข้อ 5.4 การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน นี่คือจุดที่ ISO 45001:2018 แยกตัวออกจากมาตรฐานระบบบริหารฉบับอื่นอย่างชัดเจน
เหตุผลเชิงหลักการค่อนข้างตรงไปตรงมา คนที่ยืนอยู่หน้าเครื่องจักรทุกวันรู้ว่าอะไรเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้ง ในขณะที่ข้อมูลที่ขึ้นไปถึงห้องประชุมฝ่ายบริหารมักเหลือเฉพาะสิ่งที่ถูกบันทึกเป็นทางการ วัตถุประสงค์ที่ตั้งจากข้อมูลชั้นบนอย่างเดียวจึงมีโอกาสไปแก้ในจุดที่ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง
ในเชิงหลักฐาน สิ่งที่ผู้ตรวจประเมินมองหาไม่ใช่แบบฟอร์มสวยงาม แต่คือร่องรอยว่าข้อเสนอจากผู้ปฏิบัติงานถูกนำเข้าไปพิจารณาจริงในตอนตั้งวัตถุประสงค์ เช่น บันทึกการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัยที่มีวาระเรื่องนี้ หรือสรุปข้อเสนอที่ถูกนำมาจัดลำดับก่อนตัดสินใจ
เมื่อย้อนกลับไปดูทะเบียนอันตราย พบว่าความเสี่ยงที่ประเมินไว้สูงที่สุดคือการเคลื่อนย้ายแม่พิมพ์ด้วยรอกโซ่ในพื้นที่ที่มีคนเดินผ่าน ถ้าเขียนวัตถุประสงค์ใหม่ให้เป็น “ยกเลิกการเคลื่อนย้ายแม่พิมพ์ข้ามเส้นทางเดินเท้าในอาคารปั๊มขึ้นรูป” วัตถุประสงค์จะเกาะกับอันตรายตัวจริง ตรวจสอบได้ว่าทำสำเร็จหรือยัง และเชื่อมต่อไปยังลำดับชั้นการควบคุมตามข้อ 8.1.2 ได้ทันที
คำว่าวัดผลได้ ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นตัวเลขเสมอไป
ข้อ 6.2.1 ใช้ถ้อยคำว่าวัดผลได้ถ้าทำได้ (measurable if practicable) ซึ่งเป็นการเปิดช่องไว้โดยตั้งใจ วัตถุประสงค์บางเรื่องแปลงเป็นตัวเลขได้ยากโดยธรรมชาติ เช่น การยกระดับความเข้าใจของหัวหน้างานเรื่องการหยุดงานเมื่อพบสภาพไม่ปลอดภัย
สิ่งที่มาตรฐานต้องการจริง ๆ คือ ต้องประเมินได้ว่าบรรลุหรือไม่ ถ้าวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ ก็ต้องกำหนดเกณฑ์เชิงคุณภาพที่ชัดพอจะตัดสินได้ เช่น กำหนดว่าถือว่าบรรลุเมื่อหัวหน้างานทุกกะสามารถอธิบายเงื่อนไขการสั่งหยุดงานได้ตรงกันในการสังเกตการณ์หน้างาน
สิ่งที่ไม่เข้าข่ายคือวัตถุประสงค์ที่ไม่มีทั้งตัวเลขและเกณฑ์เชิงคุณภาพ เพราะเมื่อถึงเวลาทบทวนจะไม่มีวิธีตัดสินใด ๆ นอกจากความรู้สึกของผู้รายงาน
| ประเด็นที่ผู้ตรวจประเมินดู | สัญญาณว่ายังไม่ครบ | สัญญาณว่าใช้ได้ |
|---|---|---|
| ที่มาของวัตถุประสงค์ | ตอบไม่ได้ว่ามาจากอันตรายหรือข้อกำหนดกฎหมายข้อใด | ชี้กลับไปยังรายการในทะเบียนอันตรายหรือทะเบียนกฎหมายได้ |
| เกณฑ์ตัดสินว่าบรรลุ | ไม่มีทั้งตัวเลขและเกณฑ์เชิงคุณภาพ | มีเกณฑ์ที่คนละคนอ่านแล้วตัดสินตรงกัน |
| ผู้รับผิดชอบ | ระบุเป็นชื่อฝ่ายกว้าง ๆ โดยไม่มีเจ้าของงาน | ระบุตำแหน่งที่มีอำนาจสั่งการและทรัพยากรเพียงพอ |
| ทรัพยากร | ไม่มีการประมาณงบหรือกำลังคนไว้ล่วงหน้า | มีการอนุมัติทรัพยากรก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่ค่อยไปขอทีหลัง |
| การเชื่อมเข้ากับงานประจำ | เป็นโครงการแยกที่ไม่มีใครติดตามหลังปิดโครงการ | ผลลัพธ์ถูกฝังเป็นวิธีทำงานหรือมาตรการควบคุมถาวร |
ท่อนที่สอง คือแผน ไม่ใช่รายชื่อกิจกรรม
ข้อ 6.2.2 คือส่วนที่แยกองค์กรที่ตั้งใจทำจริงออกจากองค์กรที่เขียนไว้ให้ครบเอกสาร สิ่งที่มาตรฐานต้องการคือแผนที่ตอบได้ว่าจะทำอะไร ต้องใช้ทรัพยากรอะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ กำหนดแล้วเสร็จเมื่อไร จะประเมินผลอย่างไรรวมถึงใช้ตัวชี้วัดอะไรเฝ้าดูระหว่างทาง และจะผนวกกิจกรรมเหล่านี้เข้ากับกระบวนการทางธุรกิจที่มีอยู่อย่างไร
คำสุดท้ายคือคำที่มีน้ำหนักที่สุด การผนวกเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจหมายความว่ากิจกรรมด้านความปลอดภัยไม่ควรเป็นงานที่แขวนอยู่กับฝ่ายความปลอดภัยฝ่ายเดียว ถ้าวัตถุประสงค์คือการยกเลิกเส้นทางเคลื่อนย้ายที่อันตราย งานนั้นต้องเข้าไปอยู่ในแผนงานวิศวกรรม แผนงบลงทุน และแผนหยุดสายการผลิต ไม่ใช่อยู่แค่ในแฟ้มของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย
สิ่งที่ยังขาดคือ ใครเป็นเจ้าของผลลัพธ์หลังอบรมจบ ทรัพยากรสำหรับมาตรการที่อยู่สูงกว่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในลำดับชั้นการควบคุมได้รับการพิจารณาหรือยัง และจะรู้ได้อย่างไรว่าการสัมผัสเสียงลดลงจริง ไม่ใช่แค่มีคนเข้าอบรมครบ เมื่อเติมสามเรื่องนี้ลงไป เอกสารเดิมจึงจะกลายเป็นแผนตามความหมายของข้อ 6.2.2
วัตถุประสงค์เชื่อมกับข้ออื่นอย่างไร
ข้อ 6.2 ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว วัตถุประสงค์ต้องสอดคล้องกับนโยบายตามข้อ 5.2 ต้องมีที่มาจากข้อ 6.1.2 และข้อ 6.1.3 ต้องมีการสื่อสารตามข้อ 7.4 ต้องถูกเฝ้าระวังและวัดตามข้อ 9.1 และต้องถูกนำเข้าสู่การทบทวนของฝ่ายบริหารตามข้อ 9.3
เมื่อดูเป็นวงแบบนี้จะเห็นว่าวัตถุประสงค์ทำหน้าที่เป็นข้อต่อระหว่างการวางแผนกับการประเมินผล องค์กรที่ตั้งวัตถุประสงค์ให้เกาะกับความเสี่ยงจริงจะได้ระบบที่หมุนได้เอง ส่วนองค์กรที่ตั้งวัตถุประสงค์ให้ผ่านการตรวจจะพบว่าข้อ 9.1 และข้อ 9.3 กลายเป็นภาระเพิ่ม เพราะไม่มีอะไรที่คุ้มค่าจะรายงาน
คำถามที่ควรตอบได้
- วัตถุประสงค์แต่ละข้อขององค์กรมาจากอันตรายหรือข้อกำหนดกฎหมายรายการใด และชี้กลับไปที่เอกสารต้นทางได้หรือไม่ (ที่มา: ข้อ 6.2.1 ประกอบข้อ 6.1.2 และ 6.1.3)
- ผลจากการปรึกษาหารือกับผู้ปฏิบัติงานถูกนำมาพิจารณาตอนตั้งวัตถุประสงค์อย่างไร มีร่องรอยอะไรยืนยัน (ที่มา: ข้อ 6.2.1 ประกอบข้อ 5.4)
- ถ้าวัตถุประสงค์ข้อนั้นวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ องค์กรใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่าบรรลุ (ที่มา: ข้อ 6.2.1)
- แผนของวัตถุประสงค์แต่ละข้อระบุผู้รับผิดชอบ ทรัพยากร และกำหนดแล้วเสร็จไว้ครบหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 6.2.2)
- กิจกรรมตามแผนถูกผนวกเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจที่มีอยู่แล้วอย่างไร หรือยังเป็นงานที่แยกอยู่กับฝ่ายความปลอดภัยเท่านั้น (ที่มา: ข้อ 6.2.2)
อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง: การชี้บ่งอันตรายและประเมินความเสี่ยงตามข้อ 6.1.2 และ การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานตามข้อ 5.4
บทความชุดเดียวกันที่เผยแพร่พร้อมกัน: ISO 22000 ข้อ 8.8 การทวนสอบ PRPs และแผนควบคุมอันตราย และ การทบทวนของฝ่ายบริหารข้อ 9.3 แบบรวมหลายมาตรฐาน
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก
หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง: ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ISO 45001 ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน ต่างจากการตรวจระบบคุณภาพอย่างไร
ISO 45001 ข้อ 6.1.4 การวางแผนการดำเนินการ — สะพานจากทะเบียนความเสี่ยงไปสู่กระบวนการจริง
ISO 45001 ข้อ 4.3 การกำหนดขอบเขตของระบบ — เส้นแบ่งเดินตามคน ไม่ใช่ตามรั้ว
ISO 45001:2018 ข้อ 7.5 เอกสารสารสนเทศ — ต้องมีอะไร ควบคุมอย่างไร และทำไมการเข้าถึงจึงสำคัญ
ISO 45001 ข้อ 5.3 บทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ในองค์กร
ISO 45001:2018 ข้อ 4.1 และ 4.2 บริบทองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตีความข้อกำหนด