การจัดทำระบบ HACCP — Hazard Analysis and Critical Control Point ไม่ได้เริ่มจากการกำหนด CCP ทันที แต่ต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับทีม ผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภค และกระบวนการผลิตให้ครบถ้วนก่อน
Codex CXC 1-1969 revise 2022 กำหนดแนวทางการประยุกต์ใช้ HACCP เป็น 12 ขั้นตอนต่อเนื่อง โดยขั้นตอนที่ 1–5 เป็นขั้นตอนเตรียมการ ส่วนขั้นตอนที่ 6–12 คือการนำหลักการ HACCP 7 ข้อไปใช้จริง
12 ขั้นตอน HACCP มีอะไรบ้าง?

ก่อนเริ่มจัดทำ HACCP สถานประกอบการควรมีโปรแกรมพื้นฐาน รวมถึง GHPs ที่ได้รับการนำไปปฏิบัติและทวนสอบอย่างเหมาะสม เพราะ HACCP จะไม่มีประสิทธิผล หากระบบพื้นฐานด้านสุขลักษณะยังไม่พร้อม
ขั้นตอนที่ 1 จัดตั้งทีม HACCP และกำหนดขอบเขต

องค์กรต้องจัดตั้งทีมที่มีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต อันตราย และมาตรการควบคุมที่เกี่ยวข้อง
ทีมควรมีบุคลากรจากหลายสาขา เช่น
- ฝ่ายผลิต
- ฝ่ายประกันคุณภาพและควบคุมคุณภาพ
- ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง
- ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
- ฝ่ายจัดซื้อ
- ฝ่ายคลังสินค้า
- ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาหรือเทคโนโลยีอาหาร
องค์กรขนาดเล็กอาจใช้บุคลากรภายนอกเป็นผู้ให้คำปรึกษาได้ แต่ผู้ประกอบการยังต้องมีความเข้าใจและรับผิดชอบต่อระบบของตนเอง
สิ่งที่ควรกำหนดในขั้นตอนนี้
- หัวหน้าทีม HACCP
- สมาชิกและความเชี่ยวชาญ
- หน้าที่และความรับผิดชอบ
- ผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม
- กระบวนการและสถานที่ที่อยู่ในขอบเขต
- ประเภทอันตรายที่พิจารณา
- จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของแผน HACCP
ตัวอย่างขอบเขต: ครอบคลุมการผลิตไก่ปรุงสุกแช่เย็น ตั้งแต่การรับวัตถุดิบจนถึงการจัดเก็บผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปก่อนขนส่ง
หลักฐานที่ควรมี
- คำสั่งแต่งตั้งทีม HACCP
- รายชื่อทีมและตำแหน่ง
- หลักฐานความรู้หรือการฝึกอบรม
- ขอบเขตของแผน HACCP
- บันทึกการประชุมทีม
ขั้นตอนที่ 2 อธิบายรายละเอียดผลิตภัณฑ์
ทีม HACCP ต้องจัดทำรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ให้เพียงพอต่อการระบุและประเมินอันตราย
ข้อมูลที่ควรระบุ ได้แก่
- ชื่อผลิตภัณฑ์
- วัตถุดิบและส่วนประกอบ
- สารก่อภูมิแพ้
- คุณลักษณะทางกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยา
- ค่า pH และค่าปริมาณน้ำอิสระ หากเกี่ยวข้อง
- วิธีการถนอมอาหาร
- กระบวนการให้ความร้อนหรือการแปรรูป
- บรรจุภัณฑ์
- อายุผลิตภัณฑ์
- เงื่อนไขการจัดเก็บ
- เงื่อนไขการขนส่ง
- วิธีการจำหน่าย
- ข้อกำหนดทางกฎหมายหรือข้อกำหนดของลูกค้า
ผลิตภัณฑ์หลายรายการสามารถรวมอยู่ในแผนเดียวกันได้ หากมีวัตถุดิบ คุณลักษณะ และกระบวนการผลิตที่ใกล้เคียงกัน และการรวมกลุ่มนั้นไม่ทำให้การวิเคราะห์อันตรายคลาดเคลื่อน

ขั้นตอนที่ 3 ระบุวัตถุประสงค์การใช้และกลุ่มผู้บริโภค

ต้องระบุว่าผลิตภัณฑ์จะถูกนำไปใช้อย่างไร และใครเป็นผู้บริโภค
ประเด็นที่ควรพิจารณา ได้แก่
- เป็นอาหารพร้อมรับประทานหรือไม่
- ต้องปรุงหรือให้ความร้อนเพิ่มเติมหรือไม่
- ใช้เป็นวัตถุดิบของผู้ผลิตรายอื่นหรือไม่
- ผู้บริโภคทั่วไปหรือกลุ่มเปราะบาง
- วิธีเก็บรักษาหลังเปิดบรรจุภัณฑ์
- ผู้บริโภคมีโอกาสใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่
กลุ่มเปราะบางอาจประกอบด้วย
- ทารกและเด็กเล็ก
- ผู้สูงอายุ
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
- ผู้ป่วยในโรงพยาบาล
- ผู้แพ้อาหาร
วัตถุประสงค์การใช้มีผลต่อการประเมินนัยสำคัญของอันตราย ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทานที่ไม่มีขั้นตอนให้ความร้อนโดยผู้บริโภค อาจต้องควบคุมการปนเปื้อนเชื้อก่อโรคเข้มงวดกว่าผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรุงสุกก่อนรับประทาน
ขั้นตอนที่ 4 จัดทำแผนผังกระบวนการผลิต

แผนผังกระบวนการผลิต หรือ Flow Diagram ต้องแสดงลำดับและความสัมพันธ์ของขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่รับวัตถุดิบจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
แผนผังควรครอบคลุม
- การรับวัตถุดิบ
- การตรวจรับ
- การจัดเก็บ
- การเตรียมวัตถุดิบ
- การชั่งและผสม
- การแปรรูป
- การให้ความร้อน
- การทำให้เย็น
- การบรรจุ
- การตรวจสอบ
- การเก็บผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
- การขนส่ง
รวมถึงจุดสำคัญเพิ่มเติม เช่น
- จุดนำวัตถุดิบหรือส่วนประกอบเข้าสู่กระบวนการ
- จุดที่เกิดผลิตภัณฑ์ระหว่างกระบวนการ
- การนำกลับมาผลิตซ้ำ
- ของเสียและผลพลอยได้
- ขั้นตอนที่มีการรอคอย
แผนผังควรจัดทำให้เข้าใจง่าย แต่ต้องละเอียดเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์อันตรายในแต่ละขั้นตอน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่แสดงขั้นตอนพักรอ
- ไม่แสดงการนำสินค้ากลับมาผลิตซ้ำ
- ไม่แสดงการจัดเก็บระหว่างกระบวนการ
- ไม่แสดงการรับบรรจุภัณฑ์
- ไม่แสดงขั้นตอนคัดแยกหรือแกะบรรจุภัณฑ์
- ใช้แผนผังเก่าที่ไม่ตรงกับสายการผลิตจริง
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบแผนผังกระบวนการ ณ สถานที่จริง
ทีม HACCP ต้องเดินตรวจสอบกระบวนการผลิตจริง เพื่อยืนยันว่าแผนผังถูกต้อง ครบถ้วน และตรงกับวิธีปฏิบัติของสถานประกอบการ
การตรวจสอบควรครอบคลุม
- การทำงานในแต่ละกะ
- การผลิตในช่วงเริ่มต้นและสิ้นสุดงาน
- เส้นทางวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
- การเคลื่อนที่ของพนักงาน
- การนำผลิตภัณฑ์กลับมาผลิตซ้ำ
- เวลารอระหว่างขั้นตอน
- การจัดเก็บชั่วคราว
- การจัดการของเสีย
- ความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์หรือขนาดบรรจุ
หากพบว่าแผนผังไม่ตรงกับการปฏิบัติงาน ต้องแก้ไขและยืนยันใหม่
หลักฐานที่ควรมี
- แผนผังกระบวนการที่อนุมัติแล้ว
- วันที่ตรวจยืนยัน
- รายชื่อผู้ตรวจยืนยัน
- บันทึกการแก้ไขแผนผัง
- ลายเซ็นหรือการอนุมัติของทีม HACCP
ขั้นตอนที่ 6 วิเคราะห์อันตรายและระบุมาตรการควบคุม
ขั้นตอนนี้เป็นการนำหลักการ HACCP ข้อที่ 1 มาใช้
ทีม HACCP ต้องระบุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากวัตถุดิบ สภาพแวดล้อม และแต่ละขั้นตอนของกระบวนการ แล้วประเมินว่าอันตรายใดเป็นอันตรายที่มีนัยสำคัญ
ประเภทอันตรายที่ต้องพิจารณา
อันตรายทางชีวภาพ เช่น
- แบคทีเรียก่อโรค
- ไวรัส
- ปรสิต
- สารพิษจากจุลินทรีย์
อันตรายทางเคมี เช่น
- สารกำจัดศัตรูพืช
- ยาสัตว์ตกค้าง
- สารทำความสะอาด
- สารหล่อลื่น
- วัตถุเจือปนอาหารเกินกำหนด
- สารก่อภูมิแพ้ที่ไม่ได้แจ้งบนฉลาก
อันตรายทางกายภาพ เช่น
- เศษแก้ว
- เศษโลหะ
- พลาสติกแข็ง
- กระดูก
- หิน
- เศษไม้
ปัจจัยที่ใช้ประเมินนัยสำคัญ
- โอกาสเกิดหากไม่มีการควบคุม
- ความรุนแรงต่อผู้บริโภค
- ระดับของอันตรายในวัตถุดิบ
- การเพิ่มจำนวนหรือการสร้างสารพิษ
- การปนเปื้อนหรือปนเปื้อนข้าม
- การอยู่รอดหลังผ่านกระบวนการ
- วัตถุประสงค์การใช้
- กลุ่มผู้บริโภค
- ข้อกำหนดทางกฎหมาย
- ประวัติข้อร้องเรียนหรือการเรียกคืน
Codex ให้นิยามอันตรายที่มีนัยสำคัญว่า เป็นอันตรายที่มีเหตุผลคาดว่าจะเกิดในระดับที่ยอมรับไม่ได้หากไม่มีการควบคุม และจำเป็นต้องควบคุมตามวัตถุประสงค์การใช้ของอาหาร
มาตรการควบคุมต้องสามารถป้องกันอันตราย กำจัดอันตราย หรือลดอันตรายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
ตัวอย่างมาตรการควบคุม ได้แก่
- การควบคุมผู้ส่งมอบ
- การตรวจรับวัตถุดิบ
- การให้ความร้อน
- การควบคุมอุณหภูมิ
- การปรับค่า pH
- การควบคุมค่า aw
- การทำความสะอาด
- การแยกสารก่อภูมิแพ้
- เครื่องตรวจจับโลหะ
- การตรวจสอบฉลาก
ขั้นตอนที่ 7 กำหนดจุดควบคุมวิกฤต
ขั้นตอนนี้เป็นการนำหลักการ HACCP ข้อที่ 2 มาใช้
CCP — Critical Control Point คือขั้นตอนที่มีการใช้มาตรการควบคุมซึ่งจำเป็นต่อการควบคุมอันตรายที่มีนัยสำคัญ
ทีม HACCP อาจใช้
- แผนภูมิการตัดสินใจ
- ตารางพิจารณา CCP
- ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
- ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
- ข้อกำหนดกฎหมายหรือมาตรฐาน
การใช้แผนภูมิการตัดสินใจเป็นเพียงเครื่องมือช่วย ไม่สามารถใช้แทนความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ อันตราย และกระบวนการได้
ตัวอย่าง CCP
- การพาสเจอไรซ์
- การฆ่าเชื้อ
- การปรุงสุก
- การควบคุมความเป็นกรด
- การตรวจจับโลหะ
- การควบคุมสูตรผสมที่เกี่ยวข้องกับสารกันเสีย
- การควบคุมการติดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในบางกระบวนการ
ขั้นตอนเดียวกันไม่จำเป็นต้องเป็น CCP ในทุกโรงงาน เพราะต้องพิจารณาจากมาตรการควบคุมและกระบวนการเฉพาะของแต่ละสถานประกอบการ
ขั้นตอนที่ 8 กำหนดค่าวิกฤตที่ผ่านการรับรองความใช้ได้
ขั้นตอนนี้เป็นการนำหลักการ HACCP ข้อที่ 3 มาใช้
Critical Limit — ค่าวิกฤต คือเกณฑ์ที่สังเกตหรือวัดได้ ซึ่งใช้แบ่งระหว่างสภาวะที่ยอมรับได้กับยอมรับไม่ได้ ณ CCP
ตัวอย่างค่าวิกฤต ได้แก่
- อุณหภูมิ
- เวลา
- ค่า pH
- ค่า aw
- ความเข้มข้น
- ความเร็วสายพาน
- อัตราการไหล
- ขนาดโลหะทดสอบ
- การมีหรือไม่มีฉลากที่ถูกต้อง
ค่าวิกฤตต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเพียงพอต่อการควบคุมอันตราย แหล่งข้อมูลที่อาจใช้ ได้แก่
- กฎหมาย
- Codex
- งานวิจัย
- เอกสารวิชาการ
- แบบจำลองทางคณิตศาสตร์
- ผลการทดลอง
- ข้อมูลจากผู้ผลิตเครื่องจักร
- คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- การศึกษารับรองความใช้ได้
ไม่ควรกำหนดค่าวิกฤตจากประสบการณ์หรือความสะดวกของโรงงานเพียงอย่างเดียว
ขั้นตอนที่ 9 จัดทำระบบเฝ้าระวัง CCP
ขั้นตอนนี้เป็นการนำหลักการ HACCP ข้อที่ 4 มาใช้
การเฝ้าระวัง หรือ Monitoring คือการสังเกตหรือวัดค่าตามแผน เพื่อประเมินว่า CCP ยังอยู่ภายใต้การควบคุมหรือไม่
แผนเฝ้าระวังควรตอบคำถามให้ครบว่า

การเฝ้าระวังควรตรวจพบการเบี่ยงเบนได้ทันเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัยถูกปล่อยออกจากการควบคุม
หากเป็นไปได้ควรใช้การติดตามแบบต่อเนื่อง หากตรวจแบบไม่ต่อเนื่อง ต้องกำหนดความถี่ให้เพียงพอ
ขั้นตอนที่ 10 กำหนดการดำเนินการแก้ไข
ขั้นตอนนี้เป็นการนำหลักการ HACCP ข้อที่ 5 มาใช้
องค์กรต้องกำหนดการดำเนินการแก้ไขไว้ล่วงหน้าสำหรับแต่ละ CCP เมื่อพบว่าค่าวิกฤตไม่เป็นไปตามเกณฑ์ การดำเนินการควรครอบคลุม 3 ส่วน
1. ทำให้กระบวนการกลับเข้าสู่การควบคุม
เช่น
- ปรับอุณหภูมิ
- ปรับเวลา
- หยุดสายการผลิต
- ปรับความเร็วเครื่อง
- เปลี่ยนการตั้งค่า
- ซ่อมแซมอุปกรณ์
2. จัดการผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
ต้อง
- ระบุช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบ
- แยกและควบคุมผลิตภัณฑ์
- ประเมินความปลอดภัย
- กำหนดวิธีจัดการ
ผลิตภัณฑ์อาจถูก
- ผลิตซ้ำ
- ให้ความร้อนซ้ำ
- ลดระดับการใช้งาน
- เปลี่ยนวัตถุประสงค์
- ทำลาย
3. ป้องกันการเกิดซ้ำ
ควรตรวจหาสาเหตุและดำเนินการแก้ไขที่เหมาะสม เช่น
- ซ่อมเครื่องจักร
- ปรับวิธีปฏิบัติงาน
- ฝึกอบรมพนักงาน
- แก้ไขแผนการบำรุงรักษา
- ทบทวนค่าวิกฤตหรือการเฝ้าระวัง
Codex ระบุว่าการแก้ไขต้องรวมถึงการแยกผลิตภัณฑ์ การประเมินความปลอดภัย การกำหนดวิธีจัดการ และควรทำการวิเคราะห์สาเหตุเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
ขั้นตอนที่ 11 รับรองความใช้ได้ของแผน HACCP และกำหนดการทวนสอบ
ขั้นตอนนี้เป็นการนำหลักการ HACCP ข้อที่ 6 มาใช้ และประกอบด้วย 2 ส่วนที่แตกต่างกัน
11.1 การรับรองความใช้ได้ของแผน HACCP
ก่อนนำแผน HACCP ไปปฏิบัติ ต้องทำให้มั่นใจว่าองค์ประกอบทั้งหมดของแผน เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันแล้ว สามารถควบคุมอันตรายที่มีนัยสำคัญได้
องค์ประกอบที่ต้องพิจารณา ได้แก่
- การระบุอันตราย
- CCP
- ค่าวิกฤต
- มาตรการควบคุม
- วิธีและความถี่ของ Monitoring
- การดำเนินการแก้ไข
- วิธีและความถี่ของ Verification
- ข้อมูลและบันทึกที่ต้องจัดเก็บ
ดังนั้น การรับรองความใช้ได้ของแผน HACCP ไม่ได้หมายถึงการตรวจเฉพาะค่าวิกฤตหรือมาตรการควบคุม แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมดของแผนร่วมกัน
การรับรองความใช้ได้ของมาตรการควบคุมและค่าวิกฤตอาจอาศัย
- เอกสารวิทยาศาสตร์
- แบบจำลองทางคณิตศาสตร์
- ผลการทดลอง
- แนวทางจากหน่วยงานที่มีอำนาจ
- การศึกษารับรองความใช้ได้
หลังเริ่มนำระบบไปใช้ ควรรวบรวมหลักฐานจากการผลิตจริง เพื่อแสดงว่าสามารถควบคุมอันตรายได้อย่างสม่ำเสมอภายใต้สภาวะการผลิตจริง
11.2 กำหนดวิธีการทวนสอบ
Verification — การทวนสอบ คือกิจกรรมเพิ่มเติมจาก Monitoring เพื่อยืนยันว่า
- มีการปฏิบัติตามแผน
- CCP อยู่ภายใต้การควบคุม
- มาตรการควบคุมทำงานตามที่กำหนด
- ระบบ HACCP ทำงานอย่างมีประสิทธิผล
- แผนยังเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และกระบวนการ
ตัวอย่างกิจกรรมทวนสอบ ได้แก่
- ทบทวนบันทึก CCP
- ทบทวนการเบี่ยงเบน
- ตรวจสอบการดำเนินการแก้ไข
- สอบเทียบเครื่องมือ
- สังเกตการปฏิบัติงาน
- ตรวจติดตามภายใน
- สุ่มตัวอย่างและทดสอบ
- ทบทวนแผน HACCP
- ตรวจสอบการปล่อยผลิตภัณฑ์
สรุปง่าย ๆ คือ Validation ตรวจว่าแผนสามารถควบคุมอันตรายได้หรือไม่ ส่วน Verification ตรวจว่าระบบถูกนำไปใช้และทำงานตามแผนหรือไม่
ขั้นตอนที่ 12 จัดทำเอกสารและเก็บบันทึก
ขั้นตอนนี้เป็นการนำหลักการ HACCP ข้อที่ 7 มาใช้
องค์กรต้องมีเอกสารและบันทึกที่เพียงพอสำหรับแสดงว่า HACCP ได้รับการออกแบบและนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม
ตัวอย่างเอกสาร
- ขอบเขตของแผน HACCP
- รายชื่อทีม HACCP
- รายละเอียดผลิตภัณฑ์
- วัตถุประสงค์การใช้
- แผนผังกระบวนการ
- ตารางวิเคราะห์อันตราย
- ผลการกำหนด CCP
- ค่าวิกฤต
- แผน Monitoring
- วิธีดำเนินการแก้ไข
- แผน Validation
- แผน Verification
- แบบฟอร์มบันทึก
ตัวอย่างบันทึก
- บันทึกการเฝ้าระวัง CCP
- บันทึกการเบี่ยงเบน
- บันทึกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
- บันทึกการดำเนินการแก้ไข
- บันทึกการสอบเทียบ
- บันทึกผลการตรวจติดตาม
- บันทึกการทบทวนแผน
- บันทึกการอนุมัติปล่อยสินค้า
- บันทึกการเปลี่ยนแปลง
เอกสารและบันทึกควร
- อ่านได้
- ระบุวันที่และเวลา
- ระบุผู้ตรวจหรือผู้บันทึก
- แก้ไขอย่างมีการควบคุม
- ป้องกันการสูญหาย
- ค้นหาได้
- เก็บไว้นานตามอายุผลิตภัณฑ์ กฎหมาย และข้อกำหนดของลูกค้า
หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรม GHPs และ HACCP สามารถดูรายละเอียดได้ที่ หลักสูตร GHPs & HACCP ของ EQA Thailand
ISO 22000 ข้อ 7.2 และ 7.3 ความสามารถกับความตระหนัก ต่างกันอย่างไร
GHPs การออกแบบสถานประกอบการและสิ่งอำนวยความสะดวก — ผังที่วางถูกคือมาตรการที่ถูกที่สุด
ISO 22000 ข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น — หลักฐานอยู่ในบันทึกการตัดสินใจทางธุรกิจ
ISO 22000:2018 ข้อ 8.1 การวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน — ร่มที่คลุมทั้งหมวด 8
ISO 22000 ข้อ 5.2 นโยบายความปลอดภัยอาหาร อธิบายและตีความ