หลักการ HACCP 7 ข้อ มีอะไรบ้าง? อธิบายตาม Codex แบบเข้าใจง่าย

ตัวอย่างตารางวิเคราะห์อันตรายและหาจุดควบคุมวิกฤต (Hazard Analysis Worksheet) ตามหลักการ HACCP

ระบบ HACCP — Hazard Analysis and Critical Control Point เป็นระบบเชิงป้องกันที่ใช้วิเคราะห์และควบคุมอันตรายที่มีนัยสำคัญในกระบวนการผลิตอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่ไม่ปลอดภัยออกสู่ผู้บริโภค

ตามเอกสาร Codex CXC 1-1969 ระบบ HACCP ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 7 ข้อ ตั้งแต่การวิเคราะห์อันตราย การกำหนดจุดควบคุมวิกฤต ไปจนถึงการตรวจสอบความใช้ได้ การทวนสอบ และการจัดทำบันทึก

หลักการ HACCP 7 ข้อ

ตัวอย่างตารางวิเคราะห์อันตรายและหาจุดควบคุมวิกฤต (Hazard Analysis Worksheet) ตามหลักการ HACCP

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

หลักการที่ 1 วิเคราะห์อันตรายและระบุมาตรการควบคุม

องค์กรต้องระบุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากวัตถุดิบ ส่วนประกอบ สภาพแวดล้อม และแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิต

อันตรายที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  • อันตรายทางชีวภาพ เช่น เชื้อก่อโรค ไวรัส และปรสิต
  • อันตรายทางเคมี เช่น สารทำความสะอาด สารกำจัดศัตรูพืช และสารก่อภูมิแพ้
  • อันตรายทางกายภาพ เช่น เศษแก้ว เศษโลหะ และชิ้นส่วนเครื่องจักร

จากนั้นต้องประเมินว่าอันตรายใดเป็นอันตรายที่มีนัยสำคัญ และกำหนดมาตรการควบคุมที่สามารถป้องกัน กำจัด หรือลดอันตรายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ตัวอย่าง: เชื้อก่อโรคในวัตถุดิบเนื้อสัตว์อาจควบคุมด้วยขั้นตอนการให้ความร้อน

หลักการที่ 2 กำหนดจุดควบคุมวิกฤต

CCP — Critical Control Point หมายถึงขั้นตอนที่ต้องใช้มาตรการควบคุมซึ่งจำเป็นต่อการควบคุมอันตรายที่มีนัยสำคัญ

หาก CCP สูญเสียการควบคุม อาหารอาจไม่ปลอดภัย

ตัวอย่าง CCP ที่อาจพบในโรงงานอาหาร ได้แก่

  • การพาสเจอไรซ์
  • การปรุงสุก
  • การควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง
  • การตรวจจับโลหะ
  • การทำให้เย็นภายในเวลาที่กำหนด

การกำหนด CCP ต้องอาศัยผลการวิเคราะห์อันตรายของผลิตภัณฑ์และกระบวนการจริง ไม่ควรนำ CCP ของโรงงานอื่นมาใช้โดยไม่ประเมินความเหมาะสม

แผนภูมิการตัดสินใจ (Decision Tree) สำหรับกำหนดจุดควบคุมวิกฤต CCP ตาม Codex

หลักการที่ 3 กำหนดค่าวิกฤตที่ผ่านการรับรองความใช้ได้

Critical Limit — ค่าวิกฤต คือเกณฑ์ที่ใช้แบ่งระหว่างสภาวะที่ยอมรับได้กับสภาวะที่ยอมรับไม่ได้ ณ CCP

ตัวอย่างค่าวิกฤต ได้แก่

  • อุณหภูมิและเวลา
  • ค่าความเป็นกรด-ด่าง
  • ค่าปริมาณน้ำอิสระ
  • ความเข้มข้นของสาร
  • ความไวของเครื่องตรวจจับโลหะ

ค่าวิกฤตต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือทางเทคนิคสนับสนุนว่า หากปฏิบัติตามค่าที่กำหนด จะสามารถควบคุมอันตรายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

หลักฐานอาจมาจาก

  • กฎหมายหรือข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐ
  • งานวิจัยและเอกสารวิชาการ
  • แนวทางจากหน่วยงานที่มีอำนาจ
  • การทดลองหรือการศึกษาความใช้ได้
  • ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ผลิตเครื่องจักร

หลักการที่ 4 จัดทำระบบเฝ้าระวัง CCP

Monitoring — การเฝ้าระวัง คือการสังเกตหรือวัดค่าตามแผน เพื่อประเมินว่า CCP ยังอยู่ภายใต้การควบคุมหรือไม่

ระบบเฝ้าระวังควรระบุให้ชัดเจนว่า

  • ตรวจอะไร
  • ตรวจอย่างไร
  • ตรวจเมื่อใด
  • ตรวจบ่อยเพียงใด
  • ใครเป็นผู้ตรวจ
  • บันทึกผลไว้ที่ใด

การเฝ้าระวังต้องสามารถตรวจพบการเบี่ยงเบนได้ทันเวลา เพื่อให้องค์กรสามารถแยกและประเมินผลิตภัณฑ์ที่อาจได้รับผลกระทบก่อนปล่อยออกสู่ตลาด

ตัวอย่าง: ตรวจและบันทึกอุณหภูมิการปรุงอาหารทุกชุดการผลิต

หลักการที่ 5 กำหนดการดำเนินการแก้ไข

องค์กรต้องกำหนด Corrective Action — การดำเนินการแก้ไข ไว้ล่วงหน้าสำหรับแต่ละ CCP เมื่อผลการเฝ้าระวังแสดงว่าเกิดการเบี่ยงเบนจากค่าวิกฤต

การดำเนินการแก้ไขควรครอบคลุม

  • ทำให้กระบวนการกลับเข้าสู่การควบคุม
  • แยกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
  • ประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
  • กำหนดวิธีจัดการผลิตภัณฑ์
  • หาสาเหตุของการเบี่ยงเบน
  • ป้องกันหรือลดโอกาสเกิดซ้ำ
  • จัดทำบันทึกการดำเนินการ

ตัวอย่าง: หากอุณหภูมิการปรุงต่ำกว่าค่าวิกฤต ต้องแยกผลิตภัณฑ์ ประเมินว่าสามารถให้ความร้อนซ้ำได้หรือไม่ และตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติ

ตัวอย่างตาราง HACCP Plan บันทึกจุด CCP อันตราย ค่าวิกฤต การเฝ้าระวัง การแก้ไข และการทวนสอบ

หลักการที่ 6 ตรวจสอบความใช้ได้ของแผน HACCP และกำหนดวิธีการทวนสอบ

หลักการที่ 6 ประกอบด้วย 2 ส่วนที่แตกต่างกัน คือ Validation และ Verification

Validation of the HACCP Plan

ก่อนนำแผน HACCP ไปใช้ ต้องตรวจสอบว่าองค์ประกอบทั้งหมดของแผน เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันแล้ว สามารถควบคุมอันตรายที่มีนัยสำคัญได้

องค์ประกอบที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  • การระบุอันตราย
  • การกำหนด CCP
  • ค่าวิกฤต
  • มาตรการควบคุม
  • วิธีและความถี่ในการเฝ้าระวัง
  • การดำเนินการแก้ไข
  • วิธีและความถี่ในการทวนสอบ
  • เอกสารและบันทึกที่ต้องจัดเก็บ

ดังนั้น Validation ไม่ได้หมายถึงการตรวจสอบเฉพาะมาตรการควบคุมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพิจารณาความใช้ได้ของแผน HACCP ทั้งระบบ

ส่วนการตรวจสอบความใช้ได้ของมาตรการควบคุมและค่าวิกฤต เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแผน และต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือทางเทคนิครองรับ

Verification

Verification — การทวนสอบ คือการตรวจสอบว่าระบบ HACCP ได้รับการปฏิบัติและยังทำงานตามที่กำหนด

ตัวอย่างกิจกรรม Verification ได้แก่

  • ทบทวนบันทึก CCP
  • ทบทวนการเบี่ยงเบนและการแก้ไข
  • สอบเทียบเครื่องมือ
  • ตรวจติดตามภายใน
  • สังเกตการปฏิบัติงาน
  • สุ่มตรวจผลิตภัณฑ์หรือสภาพแวดล้อม
  • ทบทวนความเหมาะสมของแผน HACCP

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบ Validation และ Verification ในระบบ HACCP

หลักการที่ 7 จัดทำเอกสารและเก็บบันทึก

องค์กรต้องจัดทำเอกสารและเก็บบันทึกที่เหมาะสมกับขนาดและลักษณะของกิจการ เพื่อแสดงว่าระบบ HACCP ได้รับการนำไปใช้จริง

ตัวอย่างเอกสาร ได้แก่

  • ตารางวิเคราะห์อันตราย
  • ผลการกำหนด CCP
  • หลักฐานการกำหนดค่าวิกฤต
  • แผนการเฝ้าระวัง
  • วิธีการดำเนินการแก้ไข
  • แผน Validation และ Verification

ตัวอย่างบันทึก ได้แก่

  • บันทึกการเฝ้าระวัง CCP
  • บันทึกการเบี่ยงเบน
  • บันทึกการจัดการผลิตภัณฑ์
  • บันทึกการแก้ไข
  • บันทึกการสอบเทียบ
  • บันทึกการทวนสอบ

เอกสารและบันทึกต้องถูกต้อง อ่านได้ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสะท้อนการปฏิบัติงานจริง

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรฝึกอบรม GHPs และ HACCP สามารถดูรายละเอียดได้ที่ หลักสูตร GHPs & HACCP ของ EQA Thailand

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand