การปนเปื้อนทางเคมีเป็นอันตรายที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของอาหารและวัสดุสัมผัสอาหาร สารเคมีที่ใช้ภายในโรงงาน เช่น สารทำความสะอาด สารฆ่าเชื้อ สารหล่อลื่น และสารกำจัดสัตว์พาหะ อาจปนเปื้อนลงสู่อาหารได้ หากไม่มีการควบคุมการอนุมัติ การใช้งาน การจัดเก็บ และการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุอย่างเหมาะสม
ตาม ISO 22002-1 ข้อ 12.5 โรงงานต้องจัดให้มีมาตรการเพื่อป้องกันอาหารหรือวัสดุสัมผัสอาหารจากการปนเปื้อนด้วยสารเคมี โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
ข้อกำหนดการควบคุมการปนเปื้อนทางเคมีตาม ISO 22002-1 ข้อ 12.5
1. ต้องป้องกันอาหารและวัสดุสัมผัสอาหารจากสารเคมี
โรงงานต้องกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากสารเคมีที่อาจสัมผัสกับอาหารหรือวัสดุสัมผัสอาหาร เช่น สารทำความสะอาด สารฆ่าเชื้อ สารหล่อลื่น และสารกำจัดสัตว์พาหะ การควบคุมต้องครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกสารเคมี การรับเข้า การจัดเก็บ การเบิกใช้ การใช้งาน และการจัดการภาชนะบรรจุหลังใช้งาน
2. สารเคมีต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่มีอำนาจ
สารเคมีที่ใช้ภายในโรงงานต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่มีอำนาจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่มีข้อกำหนดให้ต้องได้รับการอนุมัติ โรงงานควรตรวจสอบว่าสารเคมีเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน โดยมีเอกสารรับรองผลิตภัณฑ์ เอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) เอกสารแสดงการอนุมัติหรือการขึ้นทะเบียน และคำแนะนำการใช้งานจากผู้ผลิต
3. ใช้สารเคมีตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์
โรงงานต้องใช้สารเคมีตามคำแนะนำที่ระบุไว้สำหรับผลิตภัณฑ์นั้น ได้แก่ ความเข้มข้น อัตราส่วนการผสม วิธีการใช้งาน ระยะเวลาสัมผัส อุณหภูมิที่เหมาะสม วิธีการล้างออก และข้อควรระวัง ไม่ควรผสมหรือใช้สารเคมีโดยอาศัยการคาดเดา เพราะอาจทำให้สารเคมีมีความเข้มข้นสูงเกินไปหรือไม่มีประสิทธิผล
4. ผู้ใช้สารเคมีต้องเป็นบุคลากรที่มีความสามารถ
สารเคมีต้องถูกใช้งานโดยบุคลากรที่มีความสามารถและได้รับการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้อง พนักงานควรมีความรู้ด้านอันตรายของสารเคมี วิธีผสมและใช้งานอย่างถูกต้อง การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การป้องกันการปนเปื้อนลงสู่อาหาร วิธีรับมือเมื่อสารเคมีหกรั่วไหล และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
5. ภาชนะบรรจุสารเคมีต้องมีฉลาก
สารเคมีทุกชนิดต้องมีฉลากระบุอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาชนะบรรจุเดิมหรือภาชนะที่แบ่งถ่ายเพื่อใช้งาน ฉลากควรระบุชื่อสารเคมี วัตถุประสงค์การใช้งาน ความเข้มข้น วันที่เตรียม วันหมดอายุ คำเตือนด้านความปลอดภัย และผู้จัดเตรียม ไม่ควรใช้ภาชนะบรรจุอาหารหรือเครื่องดื่มมาใส่สารเคมี
6. ต้องแยกเก็บสารเคมีออกจากอาหารและวัสดุสัมผัสอาหาร
สารเคมีต้องจัดเก็บแยกออกจากอาหาร วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และวัสดุสัมผัสอาหาร พื้นที่จัดเก็บสารเคมีควรได้รับการออกแบบเพื่อป้องกันการหกรั่วไหล โดยแยกห้อง แยกตู้ หรือแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ติดป้ายระบุพื้นที่ และใช้ถาดรองรับการรั่วไหล สารเคมีไม่ควรจัดเก็บเหนืออาหารหรืออุปกรณ์สัมผัสอาหาร
7. ต้องจัดเก็บสารเคมีในพื้นที่ที่ล็อกหรือมีการรักษาความปลอดภัย
สารเคมีต้องถูกเก็บไว้ในพื้นที่ที่สามารถล็อกด้วยกุญแจหรือมีระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต โรงงานควรกำหนดรายชื่อผู้ได้รับอนุญาต มีกุญแจหรือรหัสผ่าน บันทึกการเบิกจ่าย การตรวจนับสารเคมี และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จัดเก็บ
8. สารกำจัดสัตว์พาหะต้องแยกจากสารทำความสะอาดและสารฆ่าเชื้อ
สารกำจัดสัตว์พาหะต้องจัดเก็บแยกออกจากสารทำความสะอาดและสารฆ่าเชื้อ เนื่องจากสารกำจัดสัตว์พาหะอาจมีความเป็นพิษสูงและมีวัตถุประสงค์การใช้งานแตกต่างกัน โรงงานควรแบ่งพื้นที่หรือตู้จัดเก็บให้ชัดเจนและควบคุมการเบิกใช้
9. อุปกรณ์สำหรับใช้สารกำจัดสัตว์พาหะต้องใช้เฉพาะงาน
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการใช้สารกำจัดสัตว์พาหะต้องเป็นอุปกรณ์เฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์นั้น และต้องมีฉลากระบุอย่างชัดเจน ไม่ควรนำไปใช้ร่วมกับการทำความสะอาดหรือกิจกรรมอื่น หลังใช้งานต้องจัดเก็บแยกจากอุปกรณ์ที่ใช้กับอาหาร
10. อุปกรณ์สำหรับสารหล่อลื่นที่ไม่ใช่เกรดอาหารต้องใช้เฉพาะงาน
อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสารหล่อลื่นที่ไม่ใช่เกรดอาหารต้องเป็นอุปกรณ์เฉพาะ มีฉลากระบุชัดเจน และต้องไม่ใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นเกรดอาหาร โรงงานควรแยกสารหล่อลื่นทั้งสองประเภทออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งพื้นที่จัดเก็บ ภาชนะ และอุปกรณ์สำหรับใช้งาน
11. ต้องดำเนินการแก้ไขเมื่อมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนทางเคมี
หากเกิดหรือสงสัยว่าเกิดการปนเปื้อนทางเคมี พนักงานต้องดำเนินการแก้ไข ครอบคลุมการหยุดกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ป้องกันไม่ให้สารเคมีแพร่กระจาย กั้นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ระบุและกักกันผลิตภัณฑ์ที่อาจได้รับผลกระทบ ประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดพื้นที่ บันทึกเหตุการณ์ และวิเคราะห์สาเหตุเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
12. ต้องมีการสื่อสารเมื่อเกิดเหตุ
เมื่อเกิดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนทางเคมี พนักงานต้องดำเนินการสื่อสารไปยังผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ควบคุมการผลิต ฝ่ายประกันคุณภาพ ฝ่ายความปลอดภัย ฝ่ายซ่อมบำรุง และผู้บริหาร โรงงานควรกำหนดช่องทางและผู้รับผิดชอบในการสื่อสารให้ชัดเจน
เอกสารและบันทึกที่โรงงานควรมี
เพื่อแสดงหลักฐานการควบคุมการปนเปื้อนทางเคมี โรงงานควรมีเอกสารและบันทึก เช่น ขั้นตอนการควบคุมสารเคมี บัญชีรายชื่อสารเคมีที่ได้รับอนุมัติ เอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) คำแนะนำการใช้งานจากผู้ผลิต เอกสารการอนุมัติหรือการขึ้นทะเบียน บันทึกการเบิกจ่าย บันทึกการผสมและตรวจสอบความเข้มข้น บันทึกการฝึกอบรมผู้ใช้สารเคมี รายการอุปกรณ์เฉพาะสำหรับสารกำจัดสัตว์พาหะ รายการสารหล่อลื่นเกรดอาหารและไม่ใช่เกรดอาหาร ขั้นตอนตอบสนองกรณีสารเคมีหกรั่วไหล และบันทึกเหตุการณ์การปนเปื้อนทางเคมี
สรุป
ตาม ISO 22002-1 ข้อ 12.5 โรงงานต้องป้องกันอาหารและวัสดุสัมผัสอาหารจากการปนเปื้อนทางเคมี เช่น สารทำความสะอาด สารฆ่าเชื้อ สารหล่อลื่น และสารกำจัดสัตว์พาหะ
สารเคมีต้องได้รับการอนุมัติตามความเหมาะสม ใช้ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ ใช้โดยบุคลากรที่มีความสามารถ มีฉลากชัดเจน แยกเก็บออกจากอาหาร และเก็บในพื้นที่ที่ล็อกหรือมีการรักษาความปลอดภัย สารกำจัดสัตว์พาหะต้องแยกจากสารทำความสะอาดและสารฆ่าเชื้อ ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้กับสารกำจัดสัตว์พาหะและสารหล่อลื่นที่ไม่ใช่เกรดอาหารต้องใช้เฉพาะงานและมีฉลากระบุ
เมื่อเกิดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนทางเคมี โรงงานต้องดำเนินการแก้ไข การปฏิบัติการแก้ไข และการสื่อสารอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยถูกนำไปใช้หรือส่งมอบ
บทความที่เกี่ยวข้อง
FSSC 22000 กับการควบคุมสัตว์พาหะตาม ISO 22002-100 ข้อ 7 โรงงานต้องทำอะไรบ้าง?

ISO 22000 ข้อ 7.2 และ 7.3 ความสามารถกับความตระหนัก ต่างกันอย่างไร
GHPs การออกแบบสถานประกอบการและสิ่งอำนวยความสะดวก — ผังที่วางถูกคือมาตรการที่ถูกที่สุด
ISO 22000 ข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น — หลักฐานอยู่ในบันทึกการตัดสินใจทางธุรกิจ
ISO 22000:2018 ข้อ 8.1 การวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน — ร่มที่คลุมทั้งหมวด 8
ISO 22000 ข้อ 5.2 นโยบายความปลอดภัยอาหาร อธิบายและตีความ