CQI-15 โรงงานต้องเตรียมอะไรบ้าง? แนวทางจากมุมมองผู้ประเมินระบบกระบวนการเชื่อม

CQI-15 โรงงานต้องเตรียมอะไรบ้าง? แนวทางจากมุมมองผู้ประเมินระบบกระบวนการเชื่อม | EQA Thailand

เมื่อผู้ประเมินเข้าตรวจ CQI-15 กระบวนการพิเศษ: การประเมินระบบกระบวนการเชื่อม ฉบับที่ 2 (CQI-15 Special Process: Welding System Assessment, 2nd Edition) สิ่งที่โรงงานต้องแสดงไม่ใช่เพียงแบบประเมินที่กรอกครบ หรือชิ้นงานตัวอย่างที่มีแนวเชื่อมสวยงามเท่านั้น

ผู้ประเมินตรวจสอบคุณภาพงานเชื่อมในสายการผลิตยานยนต์ตามมาตรฐาน CQI-15

โรงงานต้องแสดงหลักฐานว่า ระบบงานเชื่อมสามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การรับข้อกำหนดของลูกค้า การวางแผนกระบวนการ การตั้งค่าเครื่องจักร การผลิตจริง การตรวจสอบคุณภาพรอยเชื่อม การจัดการความผิดปกติ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและปรับปรุงกระบวนการ

หลักสูตรระบุโครงสร้างเป็น การประเมินระบบกระบวนการเชื่อม 5 ส่วน พร้อมการตรวจประเมินงานผลิตจริงแยกตามประเภทกระบวนการเชื่อม

ในมุมมองของผู้ประเมิน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า

“โรงงานมีเอกสารหรือไม่?”

แต่ต้องตรวจต่อว่า

“เอกสารตรงกับการผลิตจริงหรือไม่ ผู้ปฏิบัติงานทำตามหรือไม่ และมีหลักฐานยืนยันว่ากระบวนการให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอหรือไม่?”

CQI-15 คืออะไร?

CQI-15 เป็นแนวทางประเมินระบบกระบวนการเชื่อม หรือ แบบประเมินระบบงานเชื่อม (Welding System Assessment: WSA) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์

การประเมินไม่ได้พิจารณาเฉพาะลักษณะภายนอกของแนวเชื่อม แต่ครอบคลุมองค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพทั้งหมด เช่น

  • บุคลากรและความสามารถ
  • พื้นที่ปฏิบัติงานและระบบสาธารณูปโภค
  • แหล่งจ่ายไฟและระบบป้องกัน
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์จับยึด
  • วัสดุฐาน วัสดุเติม และแก๊สปกคลุม
  • ข้อกำหนดและเอกสารงานเชื่อม
  • การวิเคราะห์ความเสี่ยงของกระบวนการ
  • แผนควบคุมกระบวนการเชื่อม
  • การควบคุมพารามิเตอร์
  • การสอบเทียบและทวนสอบอุปกรณ์
  • การตรวจสอบและทดสอบรอยเชื่อม
  • การทำงานซ้ำและการซ่อม
  • การสอบกลับได้
  • การตรวจประเมินงานผลิตจริง
  • การใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

องค์กรดำเนินการประเมินภายในด้วยแบบประเมินระบบงานเชื่อมของ AIAG อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เว้นแต่ลูกค้าจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และต้องจัดการประเด็นที่ตรวจพบอย่างทันเวลา

กระบวนการเชื่อมที่อยู่ในขอบเขต CQI-15

โรงงานต้องระบุกระบวนการเชื่อมที่ดำเนินการจริงให้ชัดเจน และเลือกแบบตรวจงานผลิตจริงให้ตรงกับกระบวนการ

กระบวนการเชื่อมทั้ง 8 กลุ่มที่อยู่ในขอบเขตการประเมิน CQI-15

กระบวนการเชื่อมทั้ง 8 กลุ่ม และระบุว่ากระบวนการเชื่อมเสียดทานในขอบเขตนี้ไม่รวมการเชื่อมกวนเสียดทาน (Friction Stir Welding)

โรงงานไม่ควรใช้แบบตรวจของการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยแก๊สปกคลุมแทนการเชื่อมความต้านทานหรือการเชื่อมเลเซอร์ เพราะพารามิเตอร์ จุดเสี่ยง และรายการสำคัญต่อคุณภาพแตกต่างกัน

1. โรงงานต้องประเมิน CQI-15 ภายในอย่างน้อยปีละครั้ง

สิ่งแรกที่ผู้ประเมินมักขอดูคือผลการประเมิน CQI-15 ภายในครั้งล่าสุด

โรงงานต้องมีหลักฐานอย่างน้อย ได้แก่

  • วันที่ประเมิน
  • ขอบเขตการประเมิน
  • กระบวนการเชื่อมที่ประเมิน
  • รายชื่อและคุณสมบัติของผู้ประเมิน
  • ผลการประเมินแต่ละข้อ
  • หลักฐานที่ตรวจสอบ
  • ช่องว่างหรือความไม่สอดคล้องที่พบ
  • การควบคุมผลิตภัณฑ์ที่อาจได้รับผลกระทบ
  • แผนการแก้ไข
  • ผู้รับผิดชอบ
  • วันที่กำหนดแล้วเสร็จ
  • ผลการติดตาม
  • หลักฐานการทวนสอบประสิทธิผล

กำหนดให้ดำเนินการประเมินอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เว้นแต่ลูกค้าจะกำหนดความถี่เป็นอย่างอื่น

ประเด็นที่ผู้ประเมินมักพบ

  • ประเมินตามรอบแล้ว แต่ไม่ได้ตรวจงานผลิตจริง
  • ผู้ประเมินไม่มีหลักฐานแสดงความสามารถ
  • ตอบผลว่า “ผ่าน” แต่ไม่ระบุหลักฐานที่ตรวจ
  • ประเด็นเดิมเกิดซ้ำในการประเมินครั้งถัดไป
  • ปิดประเด็นจากการแก้เอกสาร แต่ไม่ได้ตรวจหน้างาน
  • ใช้แบบตรวจไม่ตรงกับกระบวนการเชื่อม
  • ไม่ประเมินผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตไปแล้ว

โรงงานไม่ควรบันทึกหลักฐานเพียงคำว่า “มี” “ผ่าน” หรือ “ปกติ” แต่ควรระบุชื่อเอกสาร เลขที่เอกสาร วันที่ หมายเลขเครื่องจักร หมายเลขชิ้นส่วน และบันทึกที่สุ่มตรวจ

2. ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการเชื่อมประจำสถานที่

CQI-15 กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบด้านเทคนิคการเชื่อมที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และทำงานเต็มเวลาประจำสถานที่ เพื่อให้สามารถสนับสนุนและตอบสนองต่อปัญหาได้ทันที

บุคคลดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติตามแนวทางใดแนวทางหนึ่ง เช่น

  • สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมการเชื่อมหรือสาขาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
  • เป็นผู้ตรวจสอบงานเชื่อมที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
  • มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการเชื่อมอย่างน้อย 5 ปี
  • มีการศึกษาด้านโลหวิทยาร่วมกับประสบการณ์งานเชื่อมรวมไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • เป็นบุคคลที่ลูกค้าและผู้ส่งมอบยอมรับร่วมกัน โดยมีหลักฐานอนุมัติเป็นเอกสาร

ข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบด้านเทคนิคการเชื่อมปรากฏในหัวข้อ 1.2 ของแบบประเมิน

ผู้ประเมินจะตรวจอะไร?

ผู้ประเมินอาจสอบถามว่า

  • ใครเป็นผู้รับผิดชอบด้านเทคนิคการเชื่อม?
  • บุคคลดังกล่าวแสดงอยู่ในผังองค์กรหรือไม่?
  • มีคำบรรยายลักษณะงานหรือไม่?
  • มีอำนาจหยุดกระบวนการเมื่อพบความผิดปกติหรือไม่?
  • ใครอนุมัติพารามิเตอร์และโปรแกรมการเชื่อม?
  • ใครทบทวนความผิดปกติของแนวเชื่อม?
  • ใครอนุมัติการเชื่อมซ้ำหรือการซ่อม?
  • หากผู้รับผิดชอบหลักไม่อยู่ ใครทำหน้าที่แทน?

หลักฐานจากผังองค์กร คำบรรยายลักษณะงาน ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ ตารางทักษะ และการปฏิบัติงานจริงต้องสอดคล้องกัน

3. สถานที่ปฏิบัติงานต้องเหมาะสมกับกระบวนการเชื่อม

ผู้ประเมินจะเดินตรวจพื้นที่จริง ไม่ได้พิจารณาเฉพาะเอกสาร

โรงงานต้องควบคุมเรื่องสำคัญ เช่น

  • ความปลอดภัยในการทำงาน
  • ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
  • ระบบระบายอากาศและดูดควัน
  • ความสะอาดของอากาศ
  • ระบบกรองอากาศ
  • ระบบจ่ายและผสมแก๊ส
  • แสงสว่าง
  • ความสะอาดของพื้นที่
  • การป้องกันฝุ่น น้ำมัน และสิ่งปนเปื้อน
  • ระบบไฟฟ้า
  • ระบบน้ำและน้ำหล่อเย็น
  • การจัดวางเครื่องจักร
  • การป้องกันชิ้นงานปะปน

ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ระบบอากาศ ระบบผสมแก๊ส การระบายอากาศ แสงสว่าง กำลังไฟฟ้า และน้ำที่เพียงพอต่อกระบวนการ

การตอบว่า “มีระบบดูดควัน” เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ โรงงานต้องแสดงว่าระบบทำงานจริง มีขนาดเหมาะสม ได้รับการบำรุงรักษา และสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิผล

4. แหล่งจ่ายไฟต้องมีขนาดเพียงพอและได้รับการป้องกัน

งานเชื่อมหลายประเภทไวต่อความผันผวนของระบบไฟฟ้า หากแหล่งจ่ายไฟไม่เสถียร กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า หรือพลังงานที่เข้าสู่รอยเชื่อมอาจเปลี่ยนแปลง

โรงงานต้องพิจารณาอย่างน้อย

  • กำลังขาออก
  • พลังงานที่กระบวนการต้องใช้
  • รอบการทำงานของเครื่อง
  • ระบบหล่อเย็น
  • อัตราการไหลของน้ำหล่อเย็น
  • การต่อลงดิน
  • ความสมดุลของโหลดไฟฟ้า
  • การป้องกันไฟกระชาก
  • การควบคุมแรงดันไฟฟ้าผันผวน
  • ข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์
  • ข้อกำหนดตามกฎหมาย

เอกสารระบุให้แหล่งจ่ายไฟเหมาะสมกับพลังงานขาออก รอบการทำงาน ระบบหล่อเย็น อัตราการไหล และการต่อลงดิน รวมถึงต้องพิจารณาการป้องกันไฟกระชากและความผันผวนของระบบไฟฟ้า

หลักฐานที่ควรเตรียม

  • ข้อมูลจำเพาะของเครื่องเชื่อม
  • แบบระบบไฟฟ้า
  • ผลตรวจแรงดันไฟฟ้า
  • ผลตรวจระบบสายดิน
  • บันทึกอัตราการไหลของน้ำหล่อเย็น
  • แผนบำรุงรักษา
  • ประวัติสัญญาณเตือนหรือเครื่องหยุด
  • การวิเคราะห์ผลกระทบเมื่อไฟฟ้าผิดปกติ

5. การวิเคราะห์ความเสี่ยงต้องตรงกับงานเชื่อมจริง

การวิเคราะห์รูปแบบความล้มเหลวและผลกระทบของกระบวนการ (Process Failure Mode and Effects Analysis: PFMEA) ต้องครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริง เช่น

  • เชื่อมไม่ติด
  • การหลอมประสานไม่สมบูรณ์
  • การหลอมลึกไม่เพียงพอ
  • รูพรุน
  • รอยแตกร้าว
  • แนวเชื่อมผิดตำแหน่ง
  • ขนาดแนวเชื่อมไม่ถูกต้อง
  • จำนวนจุดเชื่อมไม่ครบ
  • นอตหรือสตัดหลุด
  • สะเก็ดเชื่อมมากเกินไป
  • ใช้โปรแกรมผิด
  • แก๊สปกคลุมไม่เพียงพอ
  • ฟิกซ์เจอร์จับตำแหน่งผิด
  • อิเล็กโทรดสึกหรอ
  • ทิปสัมผัสกระแสหรือหัวเชื่อมผิดปกติ
  • ระบบน้ำหล่อเย็นไม่ทำงาน

เอกสารต้องสอดคล้องกับ

  • แผนผังกระบวนการ
  • แผนควบคุม
  • วิธีปฏิบัติงาน
  • พารามิเตอร์ที่ตั้งในเครื่อง
  • วิธีตรวจสอบและทดสอบ
  • แผนตอบสนอง
  • ประวัติปัญหาที่เคยเกิดขึ้น

ผู้ประเมินมักเลือกปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจริง แล้วตรวจว่าความเสี่ยงดังกล่าวถูกนำกลับไปปรับปรุงการวิเคราะห์ความเสี่ยงและแผนควบคุมหรือไม่

6. แผนควบคุมต้องระบุวิธีควบคุมที่ตรวจสอบได้

แผนควบคุมกระบวนการเชื่อมต้องเป็นปัจจุบันและสะท้อนการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ใช้งานอยู่ เอกสารกำหนดให้แผนควบคุมงานเชื่อมได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับ PFMEA ปัจจุบัน

แผนควบคุมควรระบุ

  • คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์
  • พารามิเตอร์ของกระบวนการ
  • ค่ามาตรฐานและค่าความคลาดเคลื่อน
  • วิธีวัดหรือวิธีตรวจ
  • เครื่องมือที่ใช้
  • ขนาดตัวอย่าง
  • ความถี่ในการตรวจ
  • ผู้รับผิดชอบ
  • แบบบันทึก
  • แผนตอบสนองเมื่อพบความผิดปกติ

ตัวอย่างพารามิเตอร์ที่ควบคุม

การเชื่อมอาร์กโลหะด้วยแก๊สปกคลุม

  • กระแสไฟฟ้า
  • แรงดันไฟฟ้า
  • ความเร็วป้อนลวด
  • ความเร็วในการเชื่อม
  • อัตราการไหลของแก๊ส
  • ระยะยื่นลวด
  • ตำแหน่งและมุมของหัวเชื่อม

การเชื่อมความต้านทาน

  • กระแสเชื่อม
  • เวลาเชื่อม
  • แรงกดของอิเล็กโทรด
  • ลำดับการทำงาน
  • สภาพปลายอิเล็กโทรด
  • อัตราการไหลของน้ำหล่อเย็น

การเชื่อมด้วยลำแสงเลเซอร์

  • กำลังเลเซอร์
  • ความเร็วในการเชื่อม
  • ตำแหน่งโฟกัส
  • ระยะห่างของหัวเลเซอร์
  • สภาพของเลนส์
  • ตำแหน่งรอยต่อ

ผู้ประเมินจะนำค่าจากแผนควบคุมไปเปรียบเทียบกับโปรแกรมเครื่องจักร หน้าจอควบคุม วิธีปฏิบัติงาน และบันทึกการผลิตจริง

7. วิธีปฏิบัติงานต้องพร้อมใช้และเข้าใจง่าย

โรงงานต้องมีวิธีปฏิบัติงานหรือมาตรฐานการทำงานที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าถึงและเข้าใจได้

เอกสารควรระบุ

  • หมายเลขชิ้นส่วน
  • หมายเลขโปรแกรม
  • เครื่องจักรที่ใช้
  • ฟิกซ์เจอร์หรืออุปกรณ์จับยึด
  • ลำดับการวางและจับยึดชิ้นงาน
  • ตำแหน่งชิ้นงาน
  • ค่าพารามิเตอร์
  • วิธีตรวจสอบก่อนเริ่มผลิต
  • วิธีตรวจระหว่างการผลิต
  • เกณฑ์การยอมรับ
  • แผนตอบสนอง
  • วิธีจัดการเมื่อเครื่องหยุด
  • วิธีจัดการชิ้นงานที่ค้างอยู่ในกระบวนการ
  • วิธีเริ่มเดินเครื่องใหม่

ผู้ประเมินอาจสอบถามผู้ปฏิบัติงานว่า

“หากอัตราการไหลของแก๊สต่ำกว่าค่ากำหนด คุณต้องทำอะไร?”

“ชิ้นงานที่ผลิตตั้งแต่การตรวจครั้งล่าสุดต้องจัดการอย่างไร?”

“คุณตรวจสอบอย่างไรว่าใช้โปรแกรมที่ถูกต้อง?”

หากคำตอบของผู้ปฏิบัติงานไม่ตรงกับเอกสาร แสดงว่าระบบยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล

8. ฟิกซ์เจอร์ต้องได้รับการควบคุมและยืนยันความสามารถในการทำซ้ำ

ฟิกซ์เจอร์หรืออุปกรณ์จับยึดที่สึกหรอ หลวม หรือกำหนดตำแหน่งไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้ตำแหน่งรอยเชื่อม ระยะห่าง และการบิดงอของชิ้นงานเปลี่ยนแปลง

โรงงานต้องควบคุม

  • ตำแหน่งชิ้นงาน
  • ระยะห่างระหว่างชิ้นส่วน
  • แรงจับยึด
  • ลำดับการจับยึด
  • จุดอ้างอิง
  • ตำแหน่งหัวเชื่อม
  • ผิวรองรับชิ้นงาน
  • ชิ้นส่วนที่มีการสึกหรอ
  • ความเข้ากันได้ของวัสดุ
  • คุณสมบัติทางแม่เหล็ก
  • การถ่ายเทความร้อน
  • การวางและถอดชิ้นงาน

ให้พิจารณาความทนต่อการสึกหรอ ความเข้ากันได้ของวัสดุ คุณสมบัติทางแม่เหล็ก การระบายความร้อน รวมถึงการศึกษาความสามารถในการทำซ้ำของตำแหน่งชิ้นงาน ระยะห่าง และตำแหน่งเครื่องมือ

หลักฐานที่ควรมี

  • แบบฟิกซ์เจอร์
  • จุดและวิธีตรวจสอบ
  • เกณฑ์การยอมรับ
  • แผนบำรุงรักษา
  • บันทึกตรวจสภาพ
  • ผลการศึกษาความสามารถในการทำซ้ำ
  • ชิ้นงานต้นแบบหรืออุปกรณ์ตรวจสอบมาตรฐาน
  • แผนเปลี่ยนชิ้นส่วนสึกหรอ
  • ประวัติการซ่อม

9. อุปกรณ์วัดและควบคุมต้องได้รับการสอบเทียบหรือทวนสอบ

อุปกรณ์ที่ใช้ตัดสินคุณภาพหรือควบคุมพารามิเตอร์ต้องมีสถานะการสอบเทียบหรือทวนสอบที่เป็นปัจจุบัน

ตัวอย่าง ได้แก่

ตัวอย่างอุปกรณ์วัดและควบคุมที่ต้องสอบเทียบหรือทวนสอบตามมาตรฐาน CQI-15

กำหนดให้อุปกรณ์กระบวนการได้รับการสอบเทียบหรือทวนสอบตามช่วงเวลาที่กำหนด พร้อมมีใบรับรอง เอกสาร และสถานะที่พร้อมตรวจสอบ

จุดที่โรงงานมักพลาด

  • สอบเทียบเครื่องมือภายนอก แต่ไม่ได้ทวนสอบค่าที่เครื่องจักรแสดง
  • ไม่มีเกณฑ์การยอมรับของผลสอบเทียบ
  • ไม่ประเมินผลกระทบเมื่อพบเครื่องมือคลาดเคลื่อน
  • ป้ายสถานะการสอบเทียบหมดอายุ
  • ไม่สามารถสอบกลับถึงผลิตภัณฑ์ที่ตรวจด้วยเครื่องมือผิดปกติ

10. ข้อกำหนดคุณภาพรอยเชื่อมต้องชัดเจน

ผู้ประเมินจะตรวจว่าโรงงานมีเกณฑ์การยอมรับที่ชัดเจน และเกณฑ์นั้นมาจากแบบ มาตรฐาน หรือข้อกำหนดของลูกค้าหรือไม่

การตรวจสอบอาจครอบคลุม

ตัวอย่างการตรวจสอบข้อกำหนดคุณภาพรอยเชื่อมตามมาตรฐาน CQI-15

ผู้ประเมินจะตรวจต่อว่า ผู้ตรวจได้รับการฝึกอบรมหรือไม่ ความถี่ตรงกับแผนควบคุมหรือไม่ ผลการตรวจสอบกลับถึงชิ้นงานได้หรือไม่ และมีการควบคุมผลิตภัณฑ์เมื่อพบผลไม่ผ่านอย่างไร

11. รายการสำคัญต่อคุณภาพต้องได้รับการตอบสนองทันที

รายการสำคัญต่อคุณภาพ (Critical to Quality: CTQ) คือหัวข้อที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพและความเสี่ยงของกระบวนการ

หน้าสรุปการประเมิน CQI-15 แสดงผลของแต่ละกระบวนการ พร้อมแยกรายการสำคัญต่อคุณภาพ และใช้สถานะสีดังนี้

  • สีแดง: ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ต้องดำเนินการทันที และมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
  • สีเหลือง: ยังไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทั้งหมด แต่มีมาตรการควบคุมหรือกักกันผลิตภัณฑ์
  • สีเขียว: เป็นไปตามข้อกำหนดทั้งหมด

หากพบรายการสีแดง โรงงานต้องพิจารณาทันทีว่า

  • ต้องหยุดกระบวนการหรือไม่
  • ต้องกักกันผลิตภัณฑ์หรือไม่
  • ต้องตรวจย้อนหลังถึงช่วงเวลาใด
  • ต้องแจ้งลูกค้าหรือไม่
  • ต้องเพิ่มการตรวจชั่วคราวหรือไม่
  • ต้องป้องกันการส่งมอบอย่างไร

12. การทำงานซ้ำ การนำกลับเข้าสู่กระบวนการ และการซ่อมต้องแยกให้ชัดเจน

การทำงานซ้ำ

การทำงานซ้ำ (Rework) คือการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์กลับมาเป็นไปตามข้อกำหนดเดิม

การนำกลับเข้าสู่กระบวนการ

การนำกลับเข้าสู่กระบวนการ (Reprocessing) คือการนำผลิตภัณฑ์กลับไปผ่านกระบวนการบางขั้นตอนอีกครั้ง

การซ่อม

การซ่อม (Repair) คือการแก้ไขผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดให้สามารถใช้งานได้ แต่อาจไม่ได้กลับมาเป็นไปตามข้อกำหนดเดิมทั้งหมด จึงอาจต้องได้รับการอนุมัติจากลูกค้า

ขั้นตอนของโรงงานต้องกำหนด

  • งานประเภทใดอนุญาตให้ดำเนินการ
  • งานประเภทใดห้ามดำเนินการ
  • ใครเป็นผู้อนุมัติ
  • กรณีใดต้องขออนุมัติจากลูกค้า
  • พารามิเตอร์ที่อนุญาตให้ใช้
  • จำนวนครั้งสูงสุด
  • วิธีตรวจสอบหลังดำเนินการ
  • วิธีชี้บ่ง
  • วิธีสอบกลับ
  • แบบบันทึกที่ต้องใช้

ขั้นตอนการอนุมัติการนำกลับเข้าสู่กระบวนการและการซ่อม รวมถึงการอนุมัติจากบุคคลที่ลูกค้ากำหนด

การเชื่อมเติมหรือเชื่อมซ้ำโดยไม่มีเอกสารและการอนุมัติไม่ควรถูกมองว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เพราะอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ความแข็งแรง และความทนทานต่อความล้าของชิ้นส่วน

13. การสอบกลับได้ต้องเชื่อมโยงถึงกระบวนการและพารามิเตอร์

ระบบการสอบกลับได้ไม่ควรหยุดเพียงหมายเลขล็อตหรือวันที่ผลิต

ผู้ประเมินอาจขอให้โรงงานสอบกลับจากชิ้นงานสำเร็จรูปไปยัง

  • ลูกค้า
  • หมายเลขชิ้นส่วน
  • ล็อตวัตถุดิบ
  • คำสั่งผลิต
  • วันที่และกะการผลิต
  • เครื่องจักร
  • ฟิกซ์เจอร์
  • หมายเลขโปรแกรม
  • ผู้ปฏิบัติงาน
  • พารามิเตอร์การเชื่อม
  • วัสดุสิ้นเปลือง
  • ผลการตรวจสอบ
  • ผลการทดสอบ
  • สถานะการอนุมัติปล่อยผลิตภัณฑ์

โรงงานควรทดลองสอบกลับผลิตภัณฑ์ก่อนวันประเมิน เพื่อดูว่าสามารถเรียกข้อมูลได้ครบ ถูกต้อง และภายในเวลาที่เหมาะสมหรือไม่

14. การตรวจประเมินงานผลิตจริงต้องติดตามชิ้นงานตั้งแต่ต้นจนจบ

การตรวจประเมินงานผลิตจริง (Job Audit) คือการเลือกหมายเลขชิ้นส่วนหรือคำสั่งผลิตจริงมาติดตามความสอดคล้องตลอดกระบวนการ

ผู้ประเมินอาจตรวจตามลำดับดังนี้

  • แบบและข้อกำหนดของลูกค้า
  • แผนผังกระบวนการ
  • การวิเคราะห์ความเสี่ยงของกระบวนการ
  • แผนควบคุม
  • วิธีปฏิบัติงาน
  • โปรแกรมเครื่องจักร
  • ฟิกซ์เจอร์
  • วัตถุดิบและวัสดุสิ้นเปลือง
  • บันทึกพารามิเตอร์
  • ผลตรวจระหว่างการผลิต
  • ผลทดสอบรอยเชื่อม
  • การจัดการความผิดปกติ
  • ฉลากและการสอบกลับได้
  • การอนุมัติปล่อยผลิตภัณฑ์

หากค่าควบคุมในเอกสารแต่ละชุดไม่ตรงกัน เช่น แผนควบคุมกำหนดค่าหนึ่ง แต่วิธีปฏิบัติงานหรือโปรแกรมเครื่องใช้ค่าต่างออกไป แสดงว่าระบบยังไม่เชื่อมโยงกัน

15. การบำรุงรักษาต้องแสดงประสิทธิผล ไม่ใช่เพียงทำครบตามแผน

โรงงานต้องมีแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันเฉพาะสำหรับกระบวนการเชื่อม

อุปกรณ์สำคัญอาจประกอบด้วย

  • แหล่งจ่ายไฟ
  • ปืนเชื่อมและหัวเชื่อม
  • ชุดป้อนลวด
  • สายเชื่อม
  • อิเล็กโทรด
  • ระบบน้ำหล่อเย็น
  • ระบบจ่ายแก๊ส
  • ฟิกซ์เจอร์
  • หุ่นยนต์
  • เซนเซอร์
  • ระบบดูดควัน

กำหนดให้นำข้อมูลการบำรุงรักษามารวบรวมและวิเคราะห์ เพื่อทวนสอบประสิทธิผลของแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน

ผู้ประเมินไม่ได้ดูเพียงอัตราการทำงานตามแผนครบ 100% แต่จะพิจารณาด้วยว่า

  • เครื่องจักรขัดข้องลดลงหรือไม่
  • ปัญหาเดิมเกิดซ้ำหรือไม่
  • อายุการใช้งานของอิเล็กโทรดเหมาะสมหรือไม่
  • สัญญาณเตือนเดิมเกิดซ้ำบ่อยหรือไม่
  • ความถี่การบำรุงรักษาเพียงพอหรือไม่
  • มีการปรับปรุงแผนจากข้อมูลจริงหรือไม่

16. โรงงานต้องใช้ข้อมูลขับเคลื่อนการปรับปรุง

CQI-15 ต้องการให้โรงงานมีแผนปรับปรุงจากข้อมูลเชิงปริมาณ ไม่ใช่เพียงเขียนว่าจะ “ปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง”

ข้อมูลที่ควรนำมาวิเคราะห์ เช่น

  • อัตราของเสียจากงานเชื่อม
  • อัตรางานซ่อม
  • จำนวนงานทำซ้ำ
  • ผลการตรวจหน้าตัดรอยเชื่อม
  • ผลการทดสอบแรง
  • แนวโน้มพารามิเตอร์
  • เวลาที่เครื่องจักรหยุด
  • อายุการใช้งานของอิเล็กโทรด
  • ปัญหาฟิกซ์เจอร์
  • ข้อร้องเรียนจากลูกค้า
  • ผลการประเมิน CQI-15
  • ผลการตรวจงานผลิตจริง

แผนปรับปรุงต้องระบุ

  • ปัญหาที่ต้องปรับปรุง
  • ค่าฐานก่อนปรับปรุง
  • เป้าหมาย
  • ผู้รับผิดชอบ
  • วิธีดำเนินการ
  • วันที่กำหนดแล้วเสร็จ
  • วิธีติดตามผล
  • หลักฐานยืนยันประสิทธิผล

กำหนดให้แผนปรับปรุงอ้างอิงข้อมูลเชิงปริมาณ มีเป้าหมาย ลำดับความสำคัญ และระยะเวลาดำเนินการ

รายการตรวจสอบโรงงานก่อนรับการประเมิน CQI-15

รายการตรวจสอบโรงงานก่อนรับการประเมิน CQI-15

ตัวอย่างคำถามที่ผู้ประเมินมักใช้ถามโรงงาน

“แสดงให้ดูว่าค่าพารามิเตอร์ในเครื่องตรงกับแผนควบคุมอย่างไร”

โรงงานควรเปิดหน้าจอเครื่องหรือโปรแกรมจริง แล้วเปรียบเทียบกับแผนควบคุมและวิธีปฏิบัติงาน

“หากอัตราการไหลของแก๊สต่ำกว่ากำหนด ชิ้นงานที่ผลิตแล้วต้องจัดการอย่างไร”

ผู้ปฏิบัติงานต้องอธิบายแผนตอบสนอง การหยุดผลิต การกักกัน และการตรวจย้อนหลังได้

“แสดงหลักฐานว่าฟิกซ์เจอร์ยังจับตำแหน่งได้อย่างสม่ำเสมอ”

โรงงานควรมีผลตรวจฟิกซ์เจอร์ ผลการศึกษาความสามารถในการทำซ้ำ บันทึกบำรุงรักษา หรือชิ้นงานต้นแบบสำหรับตรวจสอบ

“หากผลสอบเทียบเครื่องมือไม่ผ่าน โรงงานประเมินผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์อย่างไร”

ต้องแสดงช่วงเวลาที่อาจได้รับผลกระทบ รายการผลิตภัณฑ์ การตรวจซ้ำ และผลการตัดสินใจ

“ชิ้นงานนี้เคยเชื่อมซ้ำหรือซ่อมหรือไม่”

โรงงานต้องตอบจากบันทึกและระบบการสอบกลับได้ ไม่ควรขึ้นอยู่กับความจำของผู้ปฏิบัติงาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CQI-15

CQI-15 ใช้เฉพาะการเชื่อมอาร์กหรือไม่?

ไม่ใช่ CQI-15 ครอบคลุมการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยแก๊สปกคลุม การเชื่อมเลเซอร์ การเชื่อมสตัดแบบอาร์กดึง การเชื่อมความต้านทาน การเชื่อมเสียดทาน การเชื่อมท่อด้วยความถี่สูง การเชื่อมโปรเจกชันสำหรับชิ้นส่วนยึด และการเชื่อมชนอาร์กขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็ก

ต้องประเมิน CQI-15 บ่อยเพียงใด?

ต้องประเมินภายในอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เว้นแต่ลูกค้าจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

CQI-15 ฉบับนี้รวมการเชื่อมกวนเสียดทานหรือไม่?

ไม่รวม เอกสารระบุว่าขอบเขตการเชื่อมเสียดทานไม่รวมการเชื่อมกวนเสียดทาน

การเชื่อมความต้านทานหมายถึงการเชื่อมจุดอย่างเดียวหรือไม่?

ไม่ใช่ การเชื่อมจุดเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการเชื่อมความต้านทาน ซึ่งอาจรวมถึงการเชื่อมตะเข็บและการเชื่อมโปรเจกชันด้วย

ผู้เชี่ยวชาญงานเชื่อมต้องเป็นพนักงานประจำหรือไม่?

เอกสารกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบด้านเทคนิคการเชื่อมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและทำงานเต็มเวลาประจำสถานที่

ต้องทดสอบรอยเชื่อมแบบทำลายทุกกระบวนการหรือไม่?

ต้องพิจารณาตามประเภทกระบวนการ ความเสี่ยง แบบผลิตภัณฑ์ แผนควบคุม และข้อกำหนดของลูกค้า ไม่ควรกำหนดวิธีและความถี่เดียวกันสำหรับทุกกระบวนการ

สามารถเชื่อมซ้ำหรือซ่อมรอยเชื่อมได้หรือไม่?

ทำได้เมื่อมีขั้นตอนเป็นเอกสาร ระบุผู้อนุมัติ วิธีดำเนินการ เกณฑ์ตรวจหลังดำเนินการ การสอบกลับได้ และข้อกำหนดการอนุมัติจากลูกค้าในกรณีที่เกี่ยวข้อง

สรุปผู้ประเมินต้องการเห็นระบบ ไม่ใช่เพียงเอกสาร

การเตรียมรับการประเมิน CQI-15 ไม่ใช่การจัดแฟ้มให้เรียบร้อยก่อนวันตรวจ แต่คือการทำให้เอกสาร บุคลากร เครื่องจักร การปฏิบัติงาน และผลลัพธ์เชื่อมโยงกัน

โรงงานต้องพิสูจน์ได้ว่า

  • ผู้รับผิดชอบมีความรู้และอำนาจ
  • ความเสี่ยงถูกนำไปควบคุมใน PFMEA และแผนควบคุม
  • ค่าที่กำหนดตรงกับเครื่องจักรจริง
  • ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจแผนตอบสนอง
  • ฟิกซ์เจอร์และเครื่องมือมีความสามารถ
  • ผลตรวจและผลทดสอบเชื่อถือได้
  • งานซ่อมและงานซ้ำได้รับการควบคุม
  • ผลิตภัณฑ์สามารถสอบกลับได้
  • ปัญหาได้รับการแก้ไขและป้องกันการเกิดซ้ำ
  • ข้อมูลถูกนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการ

ในมุมมองของผู้ประเมิน คำตอบว่า “โรงงานมีระบบ” จะน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อโรงงานสามารถแสดง เอกสาร การปฏิบัติงานจริง บันทึก และผลลัพธ์ที่สอดคล้องกัน

หลักสูตร CQI-15 สำหรับเตรียมความพร้อมโรงงาน

EQA Training ให้บริการฝึกอบรมหลักสูตร CQI-15 กระบวนการพิเศษ: การประเมินระบบกระบวนการเชื่อม ฉบับที่ 2 โดยเน้นการตีความข้อกำหนดในมุมมองผู้ประเมิน การจัดเตรียมหลักฐาน และการตรวจประเมินงานผลิตจริงตามประเภทกระบวนการเชื่อม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand