ISO 22000:2018 ข้อ 8.3 ระบบสืบย้อนกลับ ตีความให้ใช้ได้จริงในโรงงานอาหาร

ภาพปกบทความ ISO 22000:2018 ข้อ 8.3 ระบบสืบย้อนกลับ
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 8.3 ของ ISO 22000:2018 ว่าด้วยระบบสืบย้อนกลับ (traceability system) เจตนาไม่ใช่การมีแฟ้มบันทึกครบ แต่คือความสามารถในการชี้ตัวได้ว่าวัตถุดิบล็อตใดไปอยู่ในสินค้าล็อตใด และสินค้าล็อตนั้นไปอยู่ที่ใครบ้าง ภายในเวลาที่สั้นพอจะหยุดความเสียหายได้ทัน ระบบที่ตอบได้ช้าเกินไปคือระบบที่ยังไม่ผ่านเจตนาของข้อกำหนดนี้

สืบย้อนกลับต้องเดินได้สองทิศทาง

ทิศแรกคือย้อนขึ้นไปหาต้นทาง เมื่อพบปัญหาที่สินค้าสำเร็จรูป ต้องบอกได้ว่ามาจากวัตถุดิบล็อตใด ผู้ส่งมอบรายใด รับเข้ามาวันใด ทิศที่สองคือไล่ลงไปหาปลายทาง เมื่อรู้ว่าวัตถุดิบล็อตหนึ่งมีปัญหา ต้องบอกได้ว่าถูกใช้ในการผลิตรอบใดบ้าง กลายเป็นสินค้าล็อตใด และส่งไปให้ลูกค้ารายใด

องค์กรที่ทำได้ทิศเดียวจะเจอปัญหาเมื่อเกิดเหตุจริง เพราะการเรียกคืนต้องใช้ทิศที่สองเป็นหลัก ในขณะที่การสอบสวนหาสาเหตุต้องใช้ทิศแรก ทั้งสองทิศจึงต้องเดินได้ทั้งคู่

จุดที่ความเชื่อมโยงมักขาด

ความเชื่อมโยงจะขาดตรงรอยต่อระหว่างขั้นตอน เช่น จุดที่วัตถุดิบถูกเทรวมกันหลายล็อตในถังเดียว จุดที่มีการนำของที่เหลือจากรอบก่อนกลับมาใช้ใหม่ จุดที่แบ่งบรรจุใหม่แล้วเปลี่ยนรหัสล็อต และจุดที่สินค้าถูกส่งกลับจากลูกค้าแล้วนำกลับเข้าคลัง

สนใจอบรม FSSC 22000 Version 7?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

เมื่อไล่ระบบของตัวเอง ให้เดินตามของจริงทีละรอยต่อ แล้วถามว่ารหัสที่ติดมากับของยังอ่านได้อยู่หรือไม่ และมีบันทึกใดที่ผูกรหัสเดิมกับรหัสใหม่เข้าด้วยกัน ถ้าคำตอบคือความจำของพนักงาน หมายความว่าความเชื่อมโยงขาดตรงนั้น

Case ตัวอย่าง โรงงานแปรรูปอาหารทะเลแห่งหนึ่งในสมุทรสาคร (กรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย) ใช้ระบบบันทึกล็อตวัตถุดิบที่ครบถ้วน และบันทึกล็อตสินค้าสำเร็จรูปที่ครบถ้วนเช่นกัน แต่บันทึกสองชุดนี้แยกกันคนละแฟ้มและไม่มีเอกสารใดผูกกันไว้

เมื่อซ้อมเรียกคืนสินค้า ทีมใช้เวลาไล่หาความเชื่อมโยงด้วยการเทียบวันที่ผลิตทีละแผ่น ผลคือระบุล็อตปลายทางได้ แต่ใช้เวลานานกว่าที่กำหนดไว้ในขั้นตอนของตัวเอง กรณีนี้เอกสารครบแต่ระบบยังไม่ตอบเจตนาของข้อ 8.3 เพราะความเร็วในการชี้ตัวคือส่วนหนึ่งของความสามารถที่ข้อกำหนดมองหา

การทดสอบระบบคือหลักฐานที่ผู้ตรวจประเมินมองหา

ข้อกำหนดต้องการให้ระบบสืบย้อนกลับถูกทวนสอบและทดสอบ ไม่ใช่แค่ออกแบบไว้ การทดสอบที่ใช้ได้จริงต้องกำหนดล่วงหน้าว่าจะวัดอะไร โดยทั่วไปคือความครบถ้วนของปริมาณที่ไล่ได้เทียบกับปริมาณที่ผลิตจริง และเวลาที่ใช้จนได้รายชื่อปลายทาง

สิ่งที่ทำให้การทดสอบมีคุณค่าคือการบันทึกสิ่งที่ไม่สำเร็จด้วย ถ้าผลออกมาสมบูรณ์ทุกครั้งโดยไม่มีข้อสังเกตใดเลย ผู้ตรวจประเมินมักจะขอดูวิธีที่ใช้ทดสอบ เพราะระบบที่ยังไม่เคยเจอจุดอ่อนเลยมักหมายความว่าการทดสอบยังไม่ท้าทายพอ

องค์ประกอบ สิ่งที่ต้องตอบได้
ขอบเขต ครอบคลุมวัตถุดิบ วัสดุสัมผัสอาหาร และบรรจุภัณฑ์หรือไม่
การชี้บ่ง รหัสล็อตถูกกำหนดอย่างไร และคงอยู่ตลอดสายการผลิตหรือไม่
ความเชื่อมโยง มีบันทึกใดผูกล็อตขาเข้ากับล็อตขาออกเข้าด้วยกัน
ระยะเวลาเก็บ เก็บนานพอเทียบกับอายุสินค้าและข้อกำหนดของลูกค้าหรือกฎหมายหรือไม่
การทดสอบ ทดสอบเมื่อใด วัดอะไร ผลเป็นอย่างไร และแก้ไขอะไรหลังจากนั้น

ความเชื่อมโยงกับการถอนคืนและเรียกคืนสินค้า

ระบบสืบย้อนกลับเป็นเครื่องมือ ส่วนการถอนคืนและเรียกคืนคือการใช้เครื่องมือนั้นในสถานการณ์จริง องค์กรที่แยกสองเรื่องนี้ออกจากกันมักพบว่าเมื่อต้องใช้จริง ข้อมูลที่ระบบให้มาไม่อยู่ในรูปแบบที่ทีมสื่อสารนำไปใช้ต่อได้ทันที เช่น ได้รายการล็อตแต่ไม่มีข้อมูลผู้รับปลายทางที่ติดต่อได้ อ่านต่อเรื่องกระบวนการปลายทางได้ที่บทความ การถอนคืนและเรียกคืนสินค้า ตีความข้อ 8.9.5

คำถามที่ควรตอบได้

  • ระบบสืบย้อนกลับขององค์กรครอบคลุมอะไรบ้าง และชี้ตัวได้ถึงระดับใด (ที่มา ข้อ 8.3)
  • มีบันทึกใดที่ผูกล็อตวัตถุดิบเข้ากับล็อตสินค้าสำเร็จรูป (ที่มา ข้อ 8.3)
  • ระบบถูกทวนสอบและทดสอบอย่างไร ผลล่าสุดเป็นอย่างไร (ที่มา ข้อ 8.3)
  • เก็บบันทึกไว้นานเท่าใด และอ้างอิงจากอะไรในการกำหนดระยะเวลานั้น (ที่มา ข้อ 8.3)
  • ข้อมูลที่ได้จากระบบนำไปใช้ในการถอนคืนหรือเรียกคืนได้ทันทีหรือไม่ (ที่มา ข้อ 8.9.5 ประกอบ)

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรฝึกอบรม ISO 22000:2018

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Sriprapai Wongsrikul

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)

วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)

ตรวจสอบรายชื่อในทะเบียน BRCGS Approved Training Partner ↗

  • ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
  • ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
  • ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
  • เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

FSSC 22000

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้

ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน

ขอการรับรอง ISO 22000 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 22000

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE