การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน ตีความข้อ 5.4 ของ ISO 45001:2018

ภาพปกบทความ ตีความข้อ 5.4 ของ ISO 45001:2018 การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 5.4 ของ ISO 45001:2018 ว่าด้วยการปรึกษาหารือ (consultation) และการมีส่วนร่วม (participation) ของผู้ปฏิบัติงาน ข้อกำหนดนี้ไม่ได้ขอเพียงให้มีคณะกรรมการหรือกล่องรับความคิดเห็น แต่ขอให้องค์กรพิสูจน์ได้ว่าคนที่ทำงานหน้างานมีช่องทางแสดงความเห็นก่อนการตัดสินใจ ได้ร่วมตัดสินใจในเรื่องที่มาตรฐานระบุ และองค์กรได้ขจัดสิ่งที่ขวางไม่ให้เขาพูด บทความนี้เรียบเรียงเจตนาของข้อกำหนดพร้อมกรณีสมมติในบริบทโรงงานไทย

ทำไมข้อนี้จึงอยู่ในหมวดภาวะผู้นำ

เมื่อดูจากชื่อหัวข้อ เรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงานดูเหมือนควรอยู่ในหมวดการปฏิบัติงาน แต่มาตรฐานวางข้อ 5.4 ไว้ในหมวดที่ 5 ร่วมกับความเป็นผู้นำและนโยบาย เพราะมองว่าการเปิดให้ผู้ปฏิบัติงานมีเสียงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารต้องเป็นผู้จัดให้เกิด ไม่ใช่กิจกรรมที่ฝ่ายความปลอดภัยจะทำได้ลำพัง

ตรรกะเบื้องหลังคือคนที่รู้ว่างานจริงมีอันตรายตรงไหนคือคนที่ทำงานนั้นทุกวัน ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (occupational health and safety management system หรือ OH&S MS) ที่ออกแบบโดยไม่ผ่านมุมมองของคนหน้างาน จึงมีความเสี่ยงที่จะควบคุมสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหาจริง และมองข้ามสิ่งที่เป็นปัญหาจริง

ปรึกษาหารือ กับ มีส่วนร่วม ต่างกันอย่างไร

สองคำนี้ถูกเขียนคู่กันในข้อกำหนดเดียวกัน แต่มาตรฐานให้ความหมายไว้คนละอย่าง และแยกไว้เพราะระดับอำนาจในการตัดสินใจไม่เท่ากัน

การปรึกษาหารือคือการที่องค์กรขอความเห็นจากผู้ปฏิบัติงานก่อนที่จะตัดสินใจ องค์กรยังเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ต้องรับฟังก่อน ส่วนการมีส่วนร่วมคือการเปิดให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจนั้นเอง น้ำหนักจึงต่างกันชัดเจน

ประเด็น การปรึกษาหารือ การมีส่วนร่วม
บทบาทของผู้ปฏิบัติงาน ให้ความเห็นและข้อมูลก่อนการตัดสินใจ ร่วมอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ
จังหวะเวลา ก่อนตัดสิน ไม่ใช่หลังประกาศแล้ว ตลอดกระบวนการตั้งแต่ตั้งโจทย์จนสรุป
หลักฐานที่มองเห็นได้ บันทึกความเห็นที่รับมา และผลว่าถูกนำไปใช้หรือไม่ใช้เพราะอะไร รายชื่อผู้ปฏิบัติงานที่ร่วมอยู่ในทีมงาน และผลงานที่ทีมนั้นออกมา
สัญญาณว่ายังไม่ถึงเจตนาข้อกำหนด แจ้งให้ทราบหลังตัดสินใจเสร็จแล้ว มีชื่ออยู่ในรายชื่อทีมแต่ไม่เคยเข้าประชุม
กรณีสมมติ — โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จังหวัดระยอง
โรงงานสมมติแห่งนี้จะเปลี่ยนวิธียกชิ้นงานหนักที่สถานีประกอบจากการยกด้วยคนสองคน เป็นการใช้แขนกลช่วยยก ฝ่ายวิศวกรรมออกแบบเสร็จ ทดลองติดตั้งหนึ่งจุด แล้วจัดอบรมพนักงานให้ใช้งาน

ในมุมของข้อ 5.4 ขั้นตอนนี้ยังไม่ครบ เพราะการอบรมหลังตัดสินใจแล้วคือการสื่อสาร ไม่ใช่การปรึกษาหารือ สิ่งที่ทำให้ครบคือการนำแบบร่างไปคุยกับผู้ปฏิบัติงานที่สถานีนั้นก่อน ถามว่าตำแหน่งการวางแขนกลจะกีดขวางทางเดินหรือไม่ ความเร็วที่ตั้งไว้เหมาะกับจังหวะงานจริงหรือเปล่า และมีท่าทางใดที่ยังต้องฝืนอยู่

ในกรณีสมมตินี้ ผู้ปฏิบัติงานชี้ว่าตำแหน่งปุ่มควบคุมทำให้ต้องเอี้ยวตัวทุกครั้ง ทีมงานจึงย้ายปุ่มก่อนติดตั้งจริงทั้งสาย ผลคือได้มาตรการควบคุมที่ดีขึ้นและมีหลักฐานการปรึกษาหารือในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่มาตรฐานเรียกว่าอุปสรรคและสิ่งกีดขวาง

ส่วนหนึ่งของข้อ 5.4 ที่มีน้ำหนักมากคือการกำหนดให้องค์กรระบุและขจัดอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถเข้าร่วมได้จริง ประเด็นนี้ตีความได้กว้างและเป็นจุดที่ผู้ตรวจประเมินจะถามหาหลักฐานเชิงรูปธรรม

ตัวอย่างของสิ่งที่อาจเป็นอุปสรรคในบริบทของสถานประกอบการในประเทศไทย ได้แก่ ภาษาที่ใช้ในเอกสารและการประชุมกรณีมีแรงงานข้ามชาติ รูปแบบเอกสารที่ต้องอ่านเขียนคล่องจึงจะกรอกได้ ช่วงเวลาประชุมที่ชนกับกะการทำงาน การไม่มีเวลาที่นับเป็นเวลางานให้ไปประชุม และความกังวลว่าการรายงานปัญหาจะย้อนกลับมาเป็นผลเสียกับตัวเอง

ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สุด เพราะแก้ด้วยเอกสารไม่ได้ ต้องแก้ด้วยวิธีปฏิบัติที่คงเส้นคงวา เช่น การตอบกลับทุกเรื่องที่ถูกรายงานแม้เรื่องที่ทำไม่ได้ และการแยกกระบวนการสอบสวนอุบัติการณ์ออกจากกระบวนการทางวินัยให้ชัด

ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่ระดับบริหาร คือใคร

มาตรฐานเน้นเป็นพิเศษไปที่ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ได้อยู่ในระดับบริหาร เหตุผลคือกลุ่มนี้คือผู้ที่สัมผัสอันตรายโดยตรงและมีอำนาจต่อรองน้อยที่สุดในโครงสร้างองค์กร

ในทางปฏิบัติ ขอบเขตของคำว่าผู้ปฏิบัติงานกว้างกว่าคำว่าลูกจ้างประจำ ครอบคลุมถึงผู้ที่ทำงานภายใต้การควบคุมขององค์กรด้วย เช่น พนักงานผู้รับเหมาที่เข้ามาทำงานซ่อมบำรุงในพื้นที่ พนักงานจากบริษัทจัดหาแรงงาน และผู้ที่ทำงานเป็นกะกลางคืนซึ่งอาจไม่เคยอยู่ในรอบการประชุมปกติเลย องค์กรที่ทบทวนข้อ 5.4 อย่างจริงจังจึงควรตรวจก่อนว่ารายชื่อกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่ใช้อ้างอิงนั้นครอบคลุมคนเหล่านี้แล้วหรือยัง

ความสัมพันธ์กับคณะกรรมการความปลอดภัยตามกฎหมายไทย

กฎหมายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของไทยกำหนดให้สถานประกอบกิจการตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ต้องจัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัยฯ ซึ่งมีผู้แทนฝ่ายลูกจ้างร่วมอยู่ด้วย โครงสร้างนี้เป็นฐานที่ดีสำหรับข้อ 5.4 แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

เหตุผลคือคณะกรรมการเป็นกลไกระดับองค์กร ขณะที่ข้อ 5.4 ต้องการให้การปรึกษาหารือเกิดขึ้นในระดับงานจริงด้วย การประชุมคณะกรรมการรายเดือนจึงตอบโจทย์บางส่วน แต่ไม่ได้แทนการคุยกับผู้ปฏิบัติงานที่สถานีงานเมื่อจะเปลี่ยนวิธีทำงานที่สถานีนั้น แนวทางที่ทำให้สองระดับนี้ต่อกันติดคือการออกแบบให้ป้อนข้อมูลให้กัน คือประเด็นจากหน้างานไหลขึ้นสู่คณะกรรมการ และมติของคณะกรรมการไหลกลับลงไปถึงผู้ปฏิบัติงานพร้อมเหตุผล

กรณีสมมติ — โรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จังหวัดปทุมธานี
โรงงานสมมติแห่งนี้มีพนักงานสามกะ และมีแรงงานข้ามชาติประมาณหนึ่งในสามของกำลังคนในสายการผลิต ระบบเดิมใช้แบบฟอร์มรายงานสภาพไม่ปลอดภัยเป็นภาษาไทยล้วน วางไว้ที่กล่องหน้าห้องความปลอดภัย และประชุมคณะกรรมการทุกวันพุธเวลา 10.00 น.

เมื่อทบทวนตามข้อ 5.4 ทีมงานพบสิ่งกีดขวางสามอย่าง คือแบบฟอร์มภาษาเดียว เวลาประชุมที่กะดึกไม่มีทางเข้าร่วม และตำแหน่งกล่องที่อยู่ในสายตาของหัวหน้างาน

มาตรการที่ปรับในกรณีสมมตินี้คือทำแบบฟอร์มแบบมีภาพประกอบและสองภาษา ย้ายจุดรับเรื่องไปบริเวณทางเดินออกที่คนทุกกะผ่าน หมุนเวลาประชุมให้ครอบคลุมช่วงส่งกะ และประกาศผลการดำเนินการต่อทุกเรื่องบนบอร์ดพร้อมเหตุผลของเรื่องที่ยังทำไม่ได้ สิ่งที่ต้องเก็บเป็นหลักฐานไม่ใช่จำนวนเรื่องที่รับเข้ามา แต่คือร่องรอยว่าแต่ละเรื่องถูกตอบกลับอย่างไร

หลักฐานที่แสดงว่าเกิดขึ้นจริง

ข้อ 5.4 เป็นข้อที่มีเอกสารประกอบได้ง่ายและเข้าใจผิดได้ง่ายในเวลาเดียวกัน เพราะรายงานการประชุมและใบลงชื่อเป็นหลักฐานว่ามีการประชุม แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานว่ามีการรับฟัง สิ่งที่ทำให้หลักฐานมีน้ำหนักคือร่องรอยของการเปลี่ยนแปลง

ตัวอย่างของร่องรอยที่ตรวจสอบได้ เช่น ความเห็นที่ถูกเสนอในเวทีหนึ่งแล้วปรากฏเป็นการแก้ไขในเอกสารวิธีปฏิบัติงานฉบับถัดมา ข้อเสนอที่ถูกปฏิเสธพร้อมเหตุผลที่บันทึกไว้และแจ้งกลับผู้เสนอ และการชี้บ่งอันตรายที่มีชื่อผู้ปฏิบัติงานจากสถานีนั้นอยู่ในทีมประเมิน ไม่ใช่มีเฉพาะเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย

เมื่อการปรึกษาหารือทำงานได้จริง ผลจะไปปรากฏต่อที่การเลือกมาตรการควบคุม อ่านเพิ่มเติมเรื่องลำดับขั้นการควบคุมอันตรายได้ที่ ISO 45001:2018 ข้อ 8.1.2 ลำดับขั้นการควบคุมอันตราย ตีความให้ใช้ได้จริง

คำถามที่ควรตอบได้

  1. องค์กรแยกได้หรือไม่ว่าเรื่องใดใช้การปรึกษาหารือ และเรื่องใดเปิดให้ผู้ปฏิบัติงานร่วมตัดสินใจ (ที่มา ข้อ 5.4)
  2. องค์กรระบุอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางอะไรไว้บ้าง และทำอะไรไปแล้วเพื่อขจัดสิ่งเหล่านั้น (ที่มา ข้อ 5.4)
  3. ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่ระดับบริหาร รวมถึงผู้รับเหมาและพนักงานกะกลางคืน เข้าถึงช่องทางเหล่านี้ได้อย่างไร (ที่มา ข้อ 5.4 ประกอบข้อ 3.3 เรื่องนิยามผู้ปฏิบัติงาน)
  4. มีตัวอย่างจริงหรือไม่ว่าความเห็นจากผู้ปฏิบัติงานทำให้มาตรการควบคุมเปลี่ยนไป (ที่มา ข้อ 5.4 เชื่อมข้อ 6.1.2 และ 8.1.2)
  5. ข้อเสนอที่องค์กรตัดสินใจไม่ทำ ถูกแจ้งกลับพร้อมเหตุผลหรือไม่ (ที่มา ข้อ 5.4 ประกอบข้อ 7.4)

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจติดตามภายใน ISO 45001:2018

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand