ความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 5: Fitments ชิ้นส่วนเสริมในกล่อง ค่าเผื่อรอยพับ และงานพิมพ์

ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่องกระดาษลูกฟูก 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ แผ่นกั้นแบบขัดกัน แผ่นกั้นรูปตัว H เสามุม และชิ้นรองสินค้า ทั้งสภาพแผ่นคลี่และหลังประกอบ
ทำไมกล่องสเปกเดียวกันถึงใช้งานได้ไม่เหมือนกัน?
การออกแบบกล่องกระดาษลูกฟูกให้ใช้งานได้จริง ไม่ได้พิจารณาเฉพาะชนิดลอน น้ำหนักกระดาษ หรือขนาดกล่องเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาชิ้นส่วนเสริมภายในกล่อง วิธีกำหนดขนาด ค่าเผื่อรอยพับ และวิธีพิมพ์ร่วมกันด้วย รายละเอียดเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความพอดีของสินค้า ความแข็งแรงในการเรียงซ้อน ความเป็นฉากของกล่อง และประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

ความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 5 อธิบายหลักการสำคัญด้วยศัพท์ที่ใช้จริงในอุตสาหกรรมกล่องกระดาษลูกฟูก ตั้งแต่ ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่อง (Fitments) การกำหนดขนาดด้วยมิติภายใน ค่าเผื่อรอยพับ ไปจนถึงระบบงานพิมพ์ พร้อมแยกให้ชัดเจนระหว่างค่าที่ใช้เป็นแนวทางกับค่าที่ต้องยืนยันจากการทดลองจริงในโรงงาน

เนื้อหาเหมาะสำหรับฝ่ายออกแบบบรรจุภัณฑ์ ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ และผู้ที่ต้องสื่อสารสเปกกล่องกับโรงงานผลิต

ตอนก่อนหน้าอธิบายรูปแบบกล่องและรหัสกล่องไว้แล้วใน ความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 4: รูปแบบกล่อง RSC 0201 0203 0204 กล่องไดคัท และการกำหนดขนาดกล่อง

สนใจอบรม BRCGS (Approved Training Partner)?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →
ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่องกระดาษลูกฟูก 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ แผ่นกั้นแบบขัดกัน แผ่นกั้นรูปตัว H เสามุม และชิ้นรองสินค้า ทั้งสภาพแผ่นคลี่และหลังประกอบ
ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่องกระดาษลูกฟูก 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ แผ่นกั้นแบบขัดกัน แผ่นกั้นรูปตัว H เสามุม และชิ้นรองสินค้า ทั้งสภาพแผ่นคลี่และหลังประกอบ

ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่อง หรือ Fitments คืออะไร?

ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่อง (Fitments) คือชิ้นส่วนที่ติดตั้งเพิ่มเติมภายในกล่อง เพื่อทำหน้าที่จัดตำแหน่ง แยก รองรับ หรือเสริมความแข็งแรงให้กับสินค้าและตัวกล่อง

ในบริบทของโรงงานกล่องลูกฟูก คำว่า Fitments ไม่ควรแปลว่า “อุปกรณ์ติดตั้ง” เพราะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน คำที่เหมาะสมกว่าคือ ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่อง

หน้าที่ของ Fitments

  • แบ่งสินค้าภายในออกเป็นช่อง
  • ป้องกันสินค้าแต่ละชิ้นกระทบกัน
  • ลดการเคลื่อนตัวระหว่างการขนส่ง
  • รองรับน้ำหนักเฉพาะตำแหน่ง
  • กระจายแรงจากสินค้าไปยังฐานและผนังกล่อง
  • เพิ่มความแข็งแรงบริเวณมุมหรือแนวรับแรง
  • ช่วยรักษาตำแหน่งสินค้าให้ตรงตามแบบบรรจุ
  • ลดความจำเป็นในการใช้วัสดุกันกระแทกประเภทอื่น

รูปแบบ Fitments ที่ใช้ในโรงงานกล่องลูกฟูก

แผ่นกั้นแบบขัดกัน

แผ่นกั้นแบบขัดกันผลิตจากแผ่นกระดาษที่เซาะร่องไว้ แล้วนำมาสอดประกอบตั้งฉากกันจนเกิดเป็นช่องบรรจุหลายช่อง เหมาะสำหรับสินค้า เช่น

  • ขวดแก้ว
  • กระป๋อง
  • ภาชนะเปราะบาง
  • ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
  • สินค้าที่ต้องแยกไม่ให้สัมผัสกัน

จุดควบคุมสำคัญคือ ความกว้างและความลึกของร่องขัด หากร่องแคบเกินไป จะประกอบยากและทำให้แผ่นกั้นโก่ง หากร่องกว้างเกินไป ชิ้นส่วนจะหลวมและไม่สามารถรักษารูปทรงหรือระยะห่างของสินค้าได้

แผ่นกั้นรูปตัว H

แผ่นกั้นรูปตัว H ใช้แบ่งพื้นที่ภายในและเพิ่มแนวรับแรงในกล่อง สามารถผลิตเป็นชิ้นเดียวพับขึ้นรูป หรือประกอบจากหลายชิ้นก็ได้ เหมาะกับงานที่ต้องการ

  • แบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่ม
  • รักษาระยะห่างระหว่างสินค้า
  • เพิ่มความมั่นคงภายในกล่อง
  • เสริมการรับแรงบริเวณกึ่งกลางกล่อง

เสามุม

เสามุม (Corner Post) เป็นชิ้นส่วนที่ใช้เสริมบริเวณมุมกล่อง ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในการรับแรงกดจากการเรียงซ้อน เสามุมที่ออกแบบและจัดทิศทางลอนอย่างเหมาะสมช่วย

  • ลดการยุบตัวบริเวณมุม
  • เพิ่มความต้านแรงกดในแนวดิ่ง
  • ลดการโป่งของผนังกล่อง
  • รักษารูปทรงกล่องระหว่างจัดเก็บและขนส่ง

ทิศทางลอนของเสามุมต้องสัมพันธ์กับทิศทางแรงที่ต้องรับ ไม่ควรเลือกจากรูปทรงเพียงอย่างเดียว

ชิ้นรองสินค้า

ชิ้นรองสินค้าอาจพับซ้อนหลายชั้น หรือออกแบบเป็นโครงสร้างช่อง เพื่อรองรับน้ำหนัก กระจายแรง หรือยกสินค้าให้อยู่ในระดับที่ต้องการ

ตำแหน่งของชิ้นรองต้องตรงกับจุดถ่ายน้ำหนักจริงของสินค้า หากรองรับผิดตำแหน่ง อาจทำให้สินค้าเอียง กล่องเสียรูป หรือเกิดความเสียหายระหว่างขนส่ง

ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่องกระดาษลูกฟูก 8 รูปแบบ พร้อมประโยชน์และข้อแนะนำในการออกแบบ
ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่องกระดาษลูกฟูก 8 รูปแบบ พร้อมประโยชน์และข้อแนะนำในการออกแบบ

กล่องประกอบหลายชิ้นส่วน หรือ Multi-component Case

กล่องประกอบหลายชิ้นส่วน (Multi-component Case) คือกล่องที่ประกอบจากชิ้นงานหลายชิ้น แทนการขึ้นรูปจากแผ่นเดียว โครงสร้างอาจประกอบด้วย

  • แผงตัวกล่อง
  • แผงหัวท้าย
  • แผ่นฐาน
  • ฝาครอบ
  • เสามุม
  • แผ่นกั้น
  • ชิ้นรองสินค้า
  • ชิ้นส่วนเสริมแรงเฉพาะตำแหน่ง

ข้อดีสำคัญคือสามารถเลือก เกรดกระดาษ ความหนา และทิศทางลอน ของแต่ละชิ้นให้เหมาะกับหน้าที่ได้ ตัวอย่างเช่น

ชิ้นส่วน หน้าที่หลัก
แผ่นฐาน รองรับและกระจายน้ำหนัก
แผงหัวท้าย รับแรงกดและรักษารูปทรง
เสามุม รับแรงกดในแนวดิ่ง
แผ่นกั้น แยกและประคองสินค้า
ฝาครอบ ปิดและป้องกันด้านบน

การแยกชิ้นส่วนยังช่วยให้เพิ่มความแข็งแรงเฉพาะจุดได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักกระดาษทั้งกล่อง

การกำหนดขนาดกล่องต้องใช้มิติภายใน

ขนาดกล่องควรรายงานเป็น มิติภายใน ตามลำดับ ความยาว × ความกว้าง × ความลึก หรือ L × W × D

  • ความยาว (L) คือด้านที่ยาวกว่าของช่องเปิดกล่อง
  • ความกว้าง (W) คือด้านที่สั้นกว่าของช่องเปิดกล่อง
  • ความลึก (D) คือระยะภายในระหว่างแนวรอยพับฝาด้านบนกับแนวรอยพับฝาด้านล่าง

การใช้มิติภายในช่วยให้ผู้ซื้อ ผู้ผลิต และฝ่ายออกแบบเข้าใจตรงกันว่าพื้นที่บรรจุจริงมีขนาดเท่าใด โดยไม่รวมความหนาของแผ่นกระดาษ

วิธีวัดขนาดภายในกล่องกระดาษลูกฟูก ความยาว ความกว้าง และความลึก โดยวัดที่ขอบด้านในของช่องเปิด
วิธีวัดขนาดภายในกล่องกระดาษลูกฟูก ความยาว ความกว้าง และความลึก โดยวัดที่ขอบด้านในของช่องเปิด

เหตุใดจึงไม่ควรใช้ขนาดภายนอกเพียงอย่างเดียว?

ขนาดภายนอกรวมผลจากหลายปัจจัย เช่น

  • ความหนาของแผ่นกระดาษ
  • จำนวนชั้นลอน
  • การยุบตัวบริเวณรอยพับ
  • รูปแบบการซ้อนของฝาปิด
  • ตำแหน่งรอยต่อ
  • แรงกดจากการขึ้นรูป

ดังนั้น กล่องที่มีขนาดภายนอกใกล้เคียงกันอาจมีพื้นที่ภายในไม่เท่ากัน หากต้องออกแบบกล่องให้พอดีกับสินค้า ควรเริ่มจาก

  1. ขนาดผลิตภัณฑ์จริง
  2. รูปแบบการจัดเรียง
  3. ระยะเผื่อสำหรับบรรจุและหยิบสินค้า
  4. มิติภายในที่ต้องการ
  5. ความหนาของแผ่นและชนิดลอน

ระยะรอยพับถึงรอยพับไม่ใช่ขนาดภายในโดยตรง

ระยะระหว่างกึ่งกลางรอยพับหนึ่งไปยังกึ่งกลางรอยพับถัดไปบนแผ่นคลี่เรียกว่า ระยะรอยพับถึงรอยพับ (Score-to-score Dimension)

ระยะนี้ ไม่เท่ากับ ขนาดภายในของกล่องสำเร็จรูปโดยตรง เพราะเมื่อพับแผ่นลูกฟูก โครงสร้างบริเวณรอยพับจะยุบตัว โค้ง และเคลื่อนเข้าหากัน ปัจจัยที่มีผล ได้แก่

  • ความหนาจริงของแผ่น
  • ชนิดและขนาดลอน
  • โครงสร้างลอนเดียวหรือลอนคู่
  • น้ำหนักมาตรฐานของกระดาษ
  • ความชื้นของแผ่น
  • รูปแบบและความกว้างของรอยพับ
  • ชนิดลูกทำรอยพับ
  • แรงกดในการทำรอยพับ
  • ทิศทางการพับเข้าและพับออก

ในแผนภาพทางเทคนิคมักใช้ตัวแปร T = ความหนาของวัสดุ และ K = ค่าคงที่จากรูปแบบการพับ

เอกสารใช้ค่า K ประมาณ 1.6 มิลลิเมตร เป็นแนวทางสำหรับโครงสร้างลอนเดียว แต่ ไม่ควรนำไปใช้เป็นค่าตายตัวกับทุกเครื่องจักร โรงงานควรยืนยันค่าที่เหมาะสมจากการทดลองขึ้นรูปและการตรวจวัดกล่องสำเร็จรูป

ความสัมพันธ์ระหว่างระยะรอยพับถึงรอยพับ ขนาดภายใน ขนาดภายนอก ค่าความหนา T และค่าคงที่ K ทั้งก่อนและหลังพับ
ความสัมพันธ์ระหว่างระยะรอยพับถึงรอยพับ ขนาดภายใน ขนาดภายนอก ค่าความหนา T และค่าคงที่ K ทั้งก่อนและหลังพับ

ค่าเผื่อรอยพับ หรือ Scoring Allowance

ค่าเผื่อรอยพับ (Scoring Allowance) คือค่าที่ใช้ปรับระยะรอยพับถึงรอยพับ เพื่อชดเชยความหนาและการยุบตัวของแผ่นขณะพับขึ้นรูป ค่าตัวอย่างจากเอกสาร ได้แก่

ชนิดลอน ค่าเผื่อรอยพับโดยทั่วไป
ลอน A 5 มม.
ลอน C 4 มม.
ลอน B 3 มม.
ลอน BC 7 มม.

ค่าตารางนี้ควรใช้เป็น ค่าเริ่มต้นสำหรับการทดลอง ไม่ใช่ค่ามาตรฐานตายตัว เพราะค่าใช้งานจริงยังขึ้นอยู่กับ

  • ความหนาจริงของแผ่น
  • เกรดและความชื้นของกระดาษ
  • ชนิดลูกทำรอยพับ
  • แรงกดของเครื่อง
  • ทิศทางการพับ
  • จำนวนชั้นลอน
  • สภาพและการตั้งเครื่องจักร

แนวทางที่เหมาะสมคือ

  1. ใช้ค่าตารางเป็นค่าเริ่มต้น
  2. ผลิตตัวอย่าง
  3. พับขึ้นรูปจริง
  4. ตรวจมิติภายใน
  5. ปรับค่าเผื่อ
  6. จัดทำค่ามาตรฐานประจำเครื่องและโครงสร้างแผ่น

วิธีถอดขนาดจากกล่องตัวอย่าง

การถอดขนาดจากกล่องตัวอย่างควรดำเนินการดังนี้

  1. เปิดกล่องบริเวณรอยต่อผู้ผลิต
  2. คลี่กล่องออกและวางด้านผิวหน้าลง
  3. ระบุรูปแบบกล่อง ชนิดแผ่น และชนิดลอน
  4. ทำเครื่องหมายกึ่งกลางรอยพับแผงและรอยพับหัวกล่อง
  5. วัดระหว่างกึ่งกลางรอยพับของแผงที่สองและแผงที่สาม โดยไม่ใช้แผงที่หนึ่งหรือแผงที่สี่เป็นตำแหน่งอ้างอิงหลัก
  6. หักค่าเผื่อรอยพับตามชนิดลอนและโครงสร้าง แล้วคำนวณความยาวและความกว้าง
  7. วัดระหว่างกึ่งกลางรอยพับหัวกล่อง แล้วหักค่าเผื่อเพื่อหาความลึก

ทำไมต้องวัดจากกึ่งกลางรอยพับ?

รอยพับบนแผ่นลูกฟูกมีความกว้าง ไม่ใช่เส้นบางเพียงเส้นเดียว การวัดจากขอบด้านใดด้านหนึ่งอาจทำให้ค่าคลาดเคลื่อน จุดอ้างอิงที่เหมาะสมคือ กึ่งกลางรอยพับ (Center of Score)

คู่มือการกำหนดและวัดขนาดกล่องกระดาษลูกฟูก ตั้งแต่มิติภายใน ความสัมพันธ์ของระยะรอยพับ จนถึงการวัดจากกึ่งกลางรอยพับบนแผ่นคลี่
คู่มือการกำหนดและวัดขนาดกล่องกระดาษลูกฟูก ตั้งแต่มิติภายใน ความสัมพันธ์ของระยะรอยพับ จนถึงการวัดจากกึ่งกลางรอยพับบนแผ่นคลี่

การตกแต่งและการพิมพ์กล่องกระดาษลูกฟูก

กระดาษคราฟท์ไม่ใช่พื้นผิวที่ง่ายต่อการพิมพ์งานกราฟิกคุณภาพสูง เนื่องจาก

  • พื้นกระดาษมีสีน้ำตาล
  • ผิวกระดาษค่อนข้างหยาบ
  • โครงสร้างลอนทำให้ผิวไม่สม่ำเสมอ
  • แรงกดจากการพิมพ์อาจทำให้ลอนยุบ

กล่องลูกฟูกทั่วไปจึงนิยมใช้ การพิมพ์เฟล็กโซกราฟี (Flexographic Printing) ซึ่งพิมพ์ลงบนแผ่นลูกฟูกได้โดยตรง และเชื่อมต่อกับกระบวนการเซาะร่อง ไดคัท หรือพับติดกาวได้

แรงกดพิมพ์มีผลต่อความแข็งแรงของกล่องอย่างไร?

การพิมพ์เฟล็กโซต้องใช้แรงกดเพื่อถ่ายโอนหมึกจากแม่พิมพ์ลงบนแผ่น หากตั้งแรงกดสูงเกินไป ลอนจะถูกกดให้ยุบ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ความหนาของแผ่นลดลง
  • ความต้านแรงกดในแนวดิ่งลดลง
  • ความแข็งแรงต่อการเรียงซ้อนลดลง
  • ผิวพิมพ์เกิดรอยลอน
  • แนวรับแรงบริเวณมุมกล่องเสียหาย

เอกสารระบุค่าการยุบตัวที่ยอมรับได้โดยทั่วไปประมาณ 0.1 มิลลิเมตรต่อสี เมื่องานพิมพ์มีหลายสี แผ่นจะผ่านแรงกดหลายสถานี ความเสี่ยงต่อการยุบตัวจึงเพิ่มขึ้น

หากต้องรักษาความแข็งแรงในการเรียงซ้อน ควรระวัง

  • พื้นหมึกทึบขนาดใหญ่
  • งานหลายสีที่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง
  • การพิมพ์ทับบริเวณมุมกล่อง
  • แรงกดแม่พิมพ์สูงเกินไป
  • การตั้งระยะกดแน่นเกินความจำเป็น

หมึกพิมพ์สำหรับกล่องกระดาษลูกฟูก

หมึกฐานน้ำ

หมึกฐานน้ำ (Water-based Ink) เป็นหมึกที่ใช้ทั่วไปในระบบเฟล็กโซสำหรับกล่องลูกฟูก คุณภาพงานพิมพ์ขึ้นอยู่กับ

  • ความหนืดของหมึก
  • ค่า pH
  • ปริมาณหมึกที่ถ่ายโอน
  • ความละเอียดของลูกกลิ้งแอนนิลอกซ์
  • การดูดซึมของกระดาษ
  • ระบบการอบและการระบายอากาศ

หมึกฐานน้ำมัน

หมึกฐานน้ำมัน (Oil-based Ink) ให้ผิวมันวาวและทนการเสียดสีได้ดี แต่ต้องใช้เวลาแห้งนานกว่า หากหมึกยังไม่แห้งก่อนผ่านกระบวนการถัดไป อาจเกิด

  • หมึกเลอะติด
  • หมึกถ่ายไปยังแผ่นอื่น
  • ปัญหาในกระบวนการพับ
  • ปัญหาการติดกาว
  • ความเร็วสายการผลิตลดลง

วิธีเพิ่มคุณภาพงานพิมพ์

กระดาษผิวคราฟท์ขาว

กระดาษผิวคราฟท์ขาว (White Kraft Liner) ช่วยให้สีและรายละเอียดงานพิมพ์ชัดกว่ากระดาษคราฟท์สีน้ำตาล

การพิมพ์สกรีน

การพิมพ์สกรีน (Screen Printing) รองรับพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอได้ดี แต่มีความเร็วต่ำ จึงเหมาะกับงานจำนวนน้อยหรืองานเฉพาะทาง

การติดฉลาก

การพิมพ์ฉลากแยกแล้วนำมาติดบนกล่อง เหมาะกับข้อมูลสินค้าที่เปลี่ยนบ่อย หรือการผลิตหลายรุ่นโดยใช้กล่องโครงสร้างเดียวกัน

การลามิเนตภาพพิมพ์ออฟเซต

Litho-lamination คือการพิมพ์ภาพบนกระดาษด้วยระบบออฟเซตหรือลิโทกราฟี แล้วนำมาลามิเนตกับแผ่นลูกฟูก วิธีนี้ให้คุณภาพกราฟิกสูง แต่เพิ่มขั้นตอนและต้นทุนการผลิต

Preprint และ Post-print ต่างกันอย่างไร?

Preprint

Preprint คือการพิมพ์บนม้วนกระดาษผิวก่อนนำไปประกอบเป็นแผ่นลูกฟูก ข้อดี ได้แก่

  • ลดปัญหารอยลอนบนภาพพิมพ์
  • ลดการกดโครงสร้างลอน
  • ให้คุณภาพกราฟิกดี
  • เหมาะกับพื้นหมึกและงานหลายสี

ข้อจำกัดคือ

  • เหมาะกับการผลิตจำนวนมาก
  • มีปริมาณสั่งขั้นต่ำสูง
  • ต้องวางแผนม้วนกระดาษล่วงหน้า
  • ไม่เหมาะกับงานที่เปลี่ยนแบบบ่อย

Post-print

Post-print คือการพิมพ์บนแผ่นลูกฟูกหลังจากประกอบแผ่นแล้ว ข้อดีคือ

  • ยืดหยุ่นกับจำนวนผลิต
  • เปลี่ยนแบบได้ง่ายกว่า
  • เชื่อมต่อกับเครื่องเซาะร่องหรือไดคัทได้
  • เหมาะกับสายการผลิตกล่องทั่วไป

เครื่อง Post-print คุณภาพสูงอาจมี

  • แม่พิมพ์ชนิดบางพร้อมชั้นรองยืดหยุ่น
  • ระบบลำเลียงด้วยสุญญากาศ
  • ลูกกลิ้งแอนนิลอกซ์แกะสลักละเอียด
  • ชุดพิมพ์ขับเคลื่อนแยก
  • ระบบควบคุมการตรงตำแหน่งสี
เปรียบเทียบกระบวนการพิมพ์กล่องกระดาษลูกฟูก Preprint, Flexographic Post-print, Screen Printing และ Litho-lamination
เปรียบเทียบกระบวนการพิมพ์กล่องกระดาษลูกฟูก Preprint, Flexographic Post-print, Screen Printing และ Litho-lamination

เปรียบเทียบวิธีพิมพ์กล่องลูกฟูก

วิธีพิมพ์ จุดเด่น ข้อควรพิจารณา
Flexographic Post-print ผลิตเร็ว เชื่อมต่อกับเครื่องแปรรูปได้ แรงกดอาจทำให้ลอนยุบ
Preprint คุณภาพภาพดี ลดรอยลอน เหมาะกับงานปริมาณมาก
Screen Printing รองรับผิวไม่สม่ำเสมอ ความเร็วต่ำ
Litho-lamination รายละเอียดกราฟิกสูง ขั้นตอนและต้นทุนเพิ่ม
Label เปลี่ยนข้อมูลสินค้าได้ง่าย เพิ่มขั้นตอนติดฉลาก

จุดควบคุมทางเทคนิคในโรงงาน

การควบคุม Fitments

  • ขนาดและตำแหน่งช่อง
  • ความกว้างและความลึกของร่องขัด
  • ทิศทางลอน
  • ความแน่นหลังประกอบ
  • ตำแหน่งรองรับสินค้า
  • การไม่ทำให้สินค้าเกิดรอย
  • ความสะดวกในการประกอบ

การควบคุมขนาดกล่อง

  • มิติภายใน L × W × D
  • กึ่งกลางรอยพับ
  • ระยะ Score-to-score
  • ค่าเผื่อรอยพับ
  • ความหนาจริงของแผ่น
  • ความเป็นฉากของกล่อง
  • ความพอดีกับผลิตภัณฑ์

การควบคุมงานพิมพ์

  • แรงกดพิมพ์
  • ความหนาแผ่นก่อนและหลังพิมพ์
  • การยุบตัวของลอน
  • ความตรงตำแหน่งสี
  • ความหนืดและค่า pH ของหมึก
  • การแห้งของหมึก
  • ความทนการเสียดสี
  • ผลกระทบต่อการไดคัทและการติดกาว

สรุปความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 5

ชิ้นส่วนเสริมภายในกล่องช่วยแบ่งพื้นที่ รองรับสินค้า และเพิ่มความแข็งแรงเฉพาะตำแหน่ง การออกแบบต้องพิจารณาทิศทางลอน ตำแหน่งรับแรง และความพอดีกับสินค้าจริง

การกำหนดขนาดกล่องต้องใช้มิติภายในตามลำดับ L × W × D และต้องแยกให้ชัดระหว่างระยะรอยพับถึงรอยพับกับขนาดภายในของกล่องสำเร็จรูป

ค่าเผื่อรอยพับต้องสัมพันธ์กับชนิดลอน ความหนาแผ่น เกรดกระดาษ และระบบทำรอยพับของโรงงาน ค่าตัวอย่าง เช่น ลอน A 5 มม. ลอน C 4 มม. ลอน B 3 มม. และลอน BC 7 มม. ใช้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับการทดลองเท่านั้น

ด้านงานพิมพ์ ระบบเฟล็กโซเหมาะกับการผลิตกล่องทั่วไป แต่ต้องควบคุมแรงกดไม่ให้ลอนยุบ ส่วนการเลือกระหว่าง Preprint, Post-print, Screen Printing และ Litho-lamination ต้องพิจารณาคุณภาพงานพิมพ์ ปริมาณการผลิต ต้นทุน และความแข็งแรงของกล่องร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Fitments ขนาดกล่อง และงานพิมพ์

Fitments คืออะไร?

Fitments คือชิ้นส่วนเสริมภายในกล่อง เช่น แผ่นกั้น เสามุม และชิ้นรองสินค้า ใช้จัดตำแหน่ง แยก รองรับ และเสริมความแข็งแรงให้สินค้าและตัวกล่อง

ทำไมต้องระบุขนาดกล่องเป็นมิติภายใน?

เพราะขนาดภายนอกรวมความหนาแผ่น จำนวนชั้นลอน และการยุบตัวบริเวณรอยพับ กล่องที่มีขนาดภายนอกเท่ากันจึงอาจมีพื้นที่บรรจุจริงไม่เท่ากัน

Score-to-score Dimension คืออะไร?

คือระยะระหว่างกึ่งกลางรอยพับหนึ่งไปยังกึ่งกลางรอยพับถัดไปบนแผ่นคลี่ ซึ่งไม่เท่ากับขนาดภายในของกล่องสำเร็จรูป ต้องหักค่าเผื่อรอยพับก่อน

ค่าเผื่อรอยพับของแต่ละชนิดลอนเท่าไร?

ค่าตั้งต้นที่ใช้อ้างอิงคือ ลอน A ประมาณ 5 มม. ลอน C ประมาณ 4 มม. ลอน B ประมาณ 3 มม. และลอน BC ประมาณ 7 มม. แต่ต้องยืนยันด้วยการทดลองขึ้นรูปจริงของแต่ละโรงงาน

แรงกดพิมพ์ทำให้กล่องอ่อนแอลงจริงไหม?

จริง หากตั้งแรงกดสูงเกินไป ลอนจะยุบ ทำให้ความหนาแผ่นและความต้านแรงกดในแนวดิ่งลดลง ค่าการยุบตัวที่ยอมรับได้โดยทั่วไปประมาณ 0.1 มิลลิเมตรต่อสี

Preprint กับ Post-print ควรเลือกแบบไหน?

Preprint เหมาะกับงานปริมาณมากที่ต้องการคุณภาพกราฟิกสูงและลดรอยลอน ส่วน Post-print เหมาะกับงานที่ต้องการความยืดหยุ่น เปลี่ยนแบบบ่อย และเชื่อมต่อกับเครื่องแปรรูปในสายการผลิต

ตอนต่อไป: การทดสอบและควบคุมคุณภาพกล่องกระดาษลูกฟูก

อยากให้ทีมออกแบบและ QC กำหนดค่าเผื่อรอยพับและควบคุมงานพิมพ์ได้ถูกต้อง?

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็น BRCGS Approved Training Partner ให้บริการฝึกอบรมมาตรฐาน BRCGS Packaging Materials และหลักสูตรระบบคุณภาพสำหรับโรงงานบรรจุภัณฑ์

ขอใบเสนอราคา / สอบถามรายละเอียด

บทความที่เกี่ยวข้อง: ความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 6: การทดสอบแผ่นและกล่องด้วย ECT, BCT, Burst และ Cobb · ความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 4: รูปแบบกล่อง RSC กล่องไดคัท และการกำหนดขนาดกล่อง · ความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 3: กระบวนการผลิตด้วยเครื่อง Corrugator · ความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 2: กระดาษผิว กระดาษทำลอน และคุณสมบัติของลอน · ความรู้เรื่องกระดาษลูกฟูก ตอนที่ 1: โครงสร้าง Single-wall และ Double-wall · คลังบทความทั้งหมด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand