การป้องกันอาหารปลอม (Food Fraud Prevention) เป็นข้อกำหนดสำคัญของระบบ FSSC 22000 เนื่องจากอาหารปลอมอาจเกิดจากการกระทำโดยเจตนาเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การเจือจาง การปลอมปน การสับเปลี่ยนวัตถุดิบ การปลอมแปลงแหล่งกำเนิด การแก้ไขวันหมดอายุ หรือการแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความเป็นจริง
ISO 22002-100 ข้อ 16.3 กำหนดให้องค์กรจัดทำมาตรการลดความเสี่ยงด้านอาหารปลอมตามผลการประเมินความเปราะบาง โดยมาตรการต้องเหมาะสมกับวัตถุดิบ ผู้ขาย ห่วงโซ่อุปทาน กระบวนการผลิต และช่องทางจำหน่ายขององค์กร
โรงงานจึงไม่ควรมีเพียงแบบประเมินความเสี่ยง แต่ต้องแสดงหลักฐานว่ามาตรการป้องกันอาหารปลอมถูกนำไปปฏิบัติ ตรวจติดตาม และทบทวนอย่างมีประสิทธิผล
1. จัดทำโปรแกรมสร้างความเชื่อมั่น
โรงงานควรจัดทำโปรแกรมตรวจสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพื่อยืนยันว่าวัตถุดิบมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและไม่มีการปลอมปน
- มาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ใช้วิธีวิเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับเพื่อตรวจหาสารปลอมปนที่ทราบชนิด
- กำหนดความถี่การตรวจวิเคราะห์ตามระดับความเสี่ยง
- ใช้วิธีวิเคราะห์ที่สามารถตรวจหาสารหรือองค์ประกอบที่ไม่ทราบชนิด
- ทบทวนผลการวิเคราะห์และตรวจสอบแนวโน้มความผิดปกติ
วัตถุดิบที่มีราคาสูง ราคาผันผวน หาซื้อยาก หรือมีประวัติการปลอมปน ควรได้รับการตรวจสอบเข้มงวดกว่าวัตถุดิบทั่วไป
เอกสารและหลักฐานที่ควรมี
- แผนตรวจวิเคราะห์วัตถุดิบ
- ข้อกำหนดวัตถุดิบ
- วิธีทดสอบที่ได้รับอนุมัติ
- รายงานผลการวิเคราะห์
- รายงานวิเคราะห์แนวโน้ม
- บันทึกการกักกันวัตถุดิบที่ผิดปกติ
2. ควบคุมวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่อุปทาน
โรงงานต้องลดโอกาสที่วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะถูกสับเปลี่ยน เปิด หรือดัดแปลงระหว่างการขนส่งและการจัดเก็บ
- มาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ลดความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน
- ซื้อจากแหล่งที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
- ควบคุมผู้ผลิต ผู้ขาย นายหน้า ผู้ขนส่ง และคลังภายนอก
- ใช้บรรจุภัณฑ์ที่แสดงร่องรอยเมื่อถูกเปิดหรือดัดแปลง
- ตรวจสอบซีลรถขนส่ง
- ตรวจสอบความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์ก่อนรับสินค้า
เอกสารและหลักฐานที่ควรมี
- แผนผังห่วงโซ่อุปทาน
- รายชื่อผู้ผลิตจริงและผู้ขายที่ได้รับอนุมัติ
- แบบตรวจรับวัตถุดิบ
- บันทึกหมายเลขซีล
- แบบตรวจความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์
- บันทึกการกักกันสินค้าที่ผิดปกติ
3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ขายและผู้ให้บริการภายนอก
ผู้ขายที่มีความน่าเชื่อถือและมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาวช่วยลดความเสี่ยงจากอาหารปลอมได้ดีกว่าการซื้อจากแหล่งที่ไม่แน่นอน
- โรงงานควร
- เลือกผู้ขายและผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้
- ทำข้อตกลงทางธุรกิจอย่างชัดเจน
- รักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นธรรม
- ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลง
- หลีกเลี่ยงการกดราคาจนผู้ขายมีแรงจูงใจลดคุณภาพ
- กำหนดให้ผู้ขายแจ้งก่อนเปลี่ยนวัตถุดิบ แหล่งผลิต หรือกระบวนการ
เอกสารและหลักฐานที่ควรมี
- หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ขาย
- สัญญาหรือข้อตกลงซื้อขาย
- ข้อกำหนดวัตถุดิบ
- แบบประเมินผลผู้ขาย
- แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงจากผู้ขาย
- บันทึกการประชุมหรือการสื่อสารกับผู้ขาย
4. ประเมินผู้ขายเพื่อป้องกันอาหารปลอม
- โรงงานควรตรวจสอบว่าผู้ขายและผู้ให้บริการภายนอกมีมาตรการป้องกันอาหารปลอมที่เหมาะสมหรือไม่
- มาตรการที่ควรดำเนินการ ได้แก่
- ตรวจประเมินผู้ขายและผู้ให้บริการภายนอก
- ส่งแบบสอบถามด้านอาหารปลอมเป็นระยะ
- ตรวจสอบแหล่งกำเนิดและผู้ผลิตจริง
- ติดตามปัญหาคุณภาพเล็กน้อยที่เกิดขึ้นบ่อย
- ประเมินปัจจัยด้านประเทศต้นทาง กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และประวัติอาหารปลอม
- ทดสอบการสอบกลับ
- ตรวจสอบสมดุลมวลสาร (mass balance)
ปัญหาคุณภาพที่เกิดขึ้นเล็กน้อยแต่ซ้ำบ่อย เช่น สี กลิ่น ความชื้น น้ำหนัก หรือผลวิเคราะห์เปลี่ยนแปลง อาจเป็นสัญญาณของการควบคุมกระบวนการที่ไม่ดีหรือการเปลี่ยนวัตถุดิบโดยไม่แจ้ง
เอกสารและหลักฐานที่ควรมี
- แบบประเมินความเสี่ยงผู้ขาย
- แบบสอบถามการป้องกันอาหารปลอม
- รายงานตรวจประเมินผู้ขาย
- แบบทดสอบการสอบกลับ
- แบบประเมินสมดุลมวลสาร
- รายงานปัญหาคุณภาพของผู้ขาย
- บันทึกการดำเนินการแก้ไขของผู้ขาย
5. ลดความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน
การซื้อวัตถุดิบผ่านนายหน้า ผู้รวบรวม หรือผู้ค้าหลายระดับทำให้โรงงานตรวจสอบแหล่งกำเนิดได้ยาก และเพิ่มโอกาสการเปลี่ยนสินค้า การปลอมเอกสาร หรือการปลอมปน
- โรงงานควร
- จำกัดจำนวนผู้ขายและผู้ให้บริการ
- ซื้อจากผู้ผลิตโดยตรงเมื่อสามารถทำได้
- ใช้ผู้ขายประจำแทนการซื้อจากตลาดเปิด
- ระบุผู้ผลิตจริงของวัตถุดิบ
- ควบคุมการเปลี่ยนแหล่งผลิต
- ประเมินเพิ่มเติมเมื่อจำเป็นต้องซื้อจากแหล่งฉุกเฉิน
เอกสารและหลักฐานที่ควรมี
- รายชื่อผู้ผลิตจริง
- รายชื่อผู้ขายที่ได้รับอนุมัติ
- แผนผังเส้นทางวัตถุดิบ
- แบบอนุมัติแหล่งผลิต
- แบบแจ้งเปลี่ยนแหล่งผลิต
- แบบประเมินความเสี่ยงการซื้อจากตลาดเปิด
6. ป้องกันอาหารปลอมภายในองค์กรและหลังการกระจายสินค้า
อาหารปลอมอาจเกิดขึ้นภายในโรงงานหรือหลังผลิตภัณฑ์ถูกส่งออกจากโรงงานแล้ว โรงงานจึงต้องควบคุมทั้งบุคลากร ฉลาก บรรจุภัณฑ์ สินค้าส่วนเกิน และช่องทางจำหน่าย
- มาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่
- จัดให้บุคลากรมีสภาพการทำงานและค่าตอบแทนที่เหมาะสม
- ควบคุมการเข้าถึงสูตร ฉลาก และบรรจุภัณฑ์
- ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันหรือแสดงร่องรอยการเปิด
- ควบคุมสินค้าส่วนเกินไม่ให้ถูกนำไปขายในตลาดที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ควบคุมสินค้าคืน สินค้าตกเกรด และสินค้าหมดอายุ
- ควบคุมการแก้ไขวันผลิตหรือวันหมดอายุ
- ระมัดระวังการส่งสินค้าที่มีอายุคงเหลือมากผิดปกติ เพราะอาจถูกนำไปแก้ไขวันหมดอายุ
เอกสารและหลักฐานที่ควรมี
- ระเบียบปฏิบัติการควบคุมฉลาก
- แบบบันทึกการเบิกและคืนฉลาก
- ระเบียบปฏิบัติการจัดการสินค้าส่วนเกิน
- ระเบียบปฏิบัติการจัดการสินค้าคืน
- บันทึกการทำลายฉลากและสินค้า
- รายงานตรวจสอบช่องทางจำหน่าย
- บันทึกการสอบสวนเหตุการณ์ผิดปกติ
7. เชื่อมโยงสูตร ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ ฉลาก และเอกสารการขาย
โรงงานต้องตรวจสอบว่าข้อมูลผลิตภัณฑ์ทุกส่วนสอดคล้องกัน ตั้งแต่สูตรการผลิต ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ ฉลาก ใบส่งสินค้า และใบแจ้งหนี้
- โรงงานควร
- ตรวจสอบสูตรกับฉลาก
- ตรวจสอบสูตรกับใบแจ้งหนี้หรือเอกสารการขาย
- จัดทำข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดและถูกต้อง
- ควบคุมสูตรและฉลากฉบับปัจจุบัน
- ตรวจสอบชื่อวัตถุดิบ ส่วนประกอบ แหล่งกำเนิด และข้อกล่าวอ้าง
- ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสูตรและฉลาก
- ตรวจสอบว่าสินค้าที่จัดส่งตรงกับเอกสารการขาย
เอกสารและหลักฐานที่ควรมี
- สูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติ
- ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์
- แบบตรวจสอบสูตรกับฉลาก
- แบบอนุมัติฉลาก
- ทะเบียนฉลากฉบับปัจจุบัน
- แบบควบคุมการเปลี่ยนแปลง
- บันทึกการตรวจสอบใบส่งสินค้าและใบแจ้งหนี้
โรงงานควรดำเนินการตามลำดับอย่างไร?
โรงงานควรเริ่มต้นด้วยการประเมินความเปราะบางต่ออาหารปลอม (Food Fraud Vulnerability Assessment) โดยพิจารณาปัจจัย เช่น
- มูลค่าและความผันผวนของราคาวัตถุดิบ
- ประวัติการปลอมปน
- ประเทศและแหล่งกำเนิด
- ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย
- จำนวนคนกลาง
- ความสามารถในการตรวจพบ
- ความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน
- แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
จากนั้นจึงจัดทำแผนลดความเสี่ยงอาหารปลอม (Food Fraud Mitigation Plan) โดยเลือกมาตรการให้สัมพันธ์กับระดับความเสี่ยง เช่น การเพิ่มการตรวจวิเคราะห์ การตรวจประเมินผู้ขาย การลดจำนวนคนกลาง การใช้บรรจุภัณฑ์ป้องกันการดัดแปลง และการควบคุมสูตรกับฉลาก
- มาตรการทั้งหมดต้องมีผู้รับผิดชอบ ความถี่ วิธีตรวจสอบ และหลักฐานการดำเนินงานที่ชัดเจน
บทความที่เกี่ยวข้อง
- FSSC 22000 กับการควบคุมสัตว์พาหะตาม ISO 22002-100 ข้อ 7 โรงงานต้องทำอะไรบ้าง?
- FSSC 22000 กับการป้องกันผลิตภัณฑ์อาหารจากการปนเปื้อนโดยเจตนา (Food Defence) ตาม ISO 22002-100 ข้อ 16.2 โรงงานต้องทำอะไรบ้าง?
- FSSC 22000 กับการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Control) ตาม ISO 22002-1 ข้อ 12.3 โรงงานต้องทำอะไรบ้าง?
- FSSC 22000 กับการควบคุมการปนเปื้อนทางกายภาพ (Physical Contamination) ตาม ISO 22002-1 ข้อ 12.4 โรงงานต้องทำอะไรบ้าง?
- FSSC 22000 กับการควบคุมการปนเปื้อนทางเคมี (Chemical Contamination) ตาม ISO 22002-1 ข้อ 12.5 โรงงานต้องทำอะไรบ้าง?
- FSSC 22000 กับ ISO 22002-4 มีอะไรเพิ่มจาก ISO 22002-100? โรงงานต้องทำอะไรบ้าง?
- FSSC 22000 กับคำศัพท์ใน ISO 22002-100 สำคัญอย่างไร? ทำความเข้าใจ Terms and Definitions

ISO 22000 ข้อ 7.2 และ 7.3 ความสามารถกับความตระหนัก ต่างกันอย่างไร
GHPs การออกแบบสถานประกอบการและสิ่งอำนวยความสะดวก — ผังที่วางถูกคือมาตรการที่ถูกที่สุด
ISO 22000 ข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น — หลักฐานอยู่ในบันทึกการตัดสินใจทางธุรกิจ
ISO 22000:2018 ข้อ 8.1 การวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน — ร่มที่คลุมทั้งหมวด 8
ISO 22000 ข้อ 5.2 นโยบายความปลอดภัยอาหาร อธิบายและตีความ