ข้อ 16 ของ ISO 22002-100:2025 ชื่อว่า การป้องกันการปนเปื้อนโดยเจตนาและการฉ้อฉลอาหาร (Food defence and food fraud) และแยก 16.2 การป้องกันการปนเปื้อนโดยเจตนา (Food defence) กับ 16.3 การป้องกันการฉ้อฉลอาหาร (Food fraud prevention) ออกจากกันชัดเจน ทั้งสองข้อใช้โครงเดียวกันสี่ขั้น และมีภาคผนวก A กับภาคผนวก B ให้ตัวอย่างมาตรการคนละชุด ภาคผนวกทั้งสองเป็น informative ใช้เป็นแนวทาง ไม่ใช่รายการที่ต้องทำครบทุกข้อ
ข้อ 16 วางโครงไว้อย่างไร
ข้อ 16 เปิดด้วย 16.1 ทั่วไป (General) ที่ระบุว่าองค์กรต้องมีมาตรการปกป้องผลิตภัณฑ์จากการกระทำโดยเจตนา โดยยกตัวอย่างไว้สามกลุ่ม
- การก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย
- การติดฉลากผิด การปลอมแปลง และการลักลอบแก้ไขผลิตภัณฑ์
- การก่อกวนทำลายทรัพย์สินและการโจรกรรม
จากนั้นแตกเป็นสองข้อย่อยที่มีเป้าหมายต่างกัน และนี่คือจุดที่ต้องแยกเอกสารออกจากกัน
สำหรับ ISO 22002-1:2025 และ ISO 22002-4:2025 ทั้งสามข้อย่อยของข้อ 16 ระบุให้ใช้ข้อกำหนดใน ISO 22002-100 ตรง ๆ ไม่มีข้อเพิ่มเฉพาะสาขา
สองข้อนี้ต่างกันตรงไหน
ความต่างที่ชัดที่สุดอยู่ที่คำที่มาตรฐานเลือกใช้ ข้อ 16.2 พูดถึงภัยคุกคาม (threat) และให้ทำการประเมินภัยคุกคาม (threat assessment) ส่วนข้อ 16.3 พูดถึงช่องโหว่ (vulnerability) และให้ทำการประเมินช่องโหว่ (vulnerability assessment) คำสองคำนี้นำไปสู่วิธีคิดคนละแบบ
| หัวข้อ | 16.2 การป้องกันการปนเปื้อนโดยเจตนา | 16.3 การป้องกันการฉ้อฉลอาหาร |
|---|---|---|
| สิ่งที่ประเมิน | ภัยคุกคาม — ใครอาจตั้งใจทำให้เกิดอันตราย และเข้าถึงจุดไหนได้ | ช่องโหว่ — จุดไหนในห่วงโซ่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการหลอกลวงเพื่อประโยชน์ |
| เอกสารที่ต้องได้ | แผนป้องกันการปนเปื้อนโดยเจตนา (Food defence plan) | แผนป้องกันการฉ้อฉลอาหาร (Food fraud prevention plan) |
| ตัวอย่างมาตรการ | ภาคผนวก A (A.2 ถึง A.10) | ภาคผนวก B (B.2 ถึง B.8) |
สี่ขั้นที่ทั้งสองข้อใช้เหมือนกัน
ถ้าอ่านข้อ 16.2 กับ 16.3 เทียบกันทีละบรรทัด จะเห็นว่าใช้โครงเดียวกัน ต่างกันแค่คำว่า threat กับ vulnerability นี่คือของขวัญสำหรับคนวางระบบ เพราะออกแบบขั้นตอนปฏิบัติงานชุดเดียวแล้วแตกเป็นสองแผนได้
- เลือกวิธีประเมินก่อน มาตรฐานให้องค์กรกำหนดหรือเลือกวิธีการที่จะใช้ประเมินนัยสำคัญ ข้อนี้สำคัญมากเพราะแปลว่าต้องบอกได้ว่าใช้วิธีอะไรและทำไมถึงเลือกวิธีนั้น ไม่ใช่หยิบตารางคะแนนจากอินเทอร์เน็ตมาใช้โดยไม่มีเหตุผลรองรับ
- ประเมินให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการและผลิตภัณฑ์ แล้วเลือกมาตรการลดความเสี่ยงที่ได้สัดส่วนกับสิ่งที่ประเมินได้ คำว่าได้สัดส่วนหมายความว่ามาตรการต้องผูกกลับไปที่ผลการประเมินได้ ความเสี่ยงสูงกับความเสี่ยงต่ำจึงไม่ควรได้มาตรการชุดเดียวกัน
- จัดทำเป็นแผนที่เป็นเอกสาร โดยแผนต้องมีครบสามส่วน คือผลการประเมิน · มาตรการลดความเสี่ยง · วิธีการทวนสอบ ส่วนที่สามคือวิธีการทวนสอบ ซึ่งต้องอยู่ในแผนด้วย ไม่ใช่มีแค่ผลการประเมินกับมาตรการ
- นำแผนไปใช้จริง ซึ่งมาตรฐานระบุองค์ประกอบไว้ชัดว่าต้องรวมการอบรมที่ได้ผล การสื่อสาร และการทบทวนตามรอบเวลา
แผนที่มีผลการประเมินและมาตรการครบ ยังไม่พอ เพราะข้อ (d) ของทั้ง 16.2 และ 16.3 ระบุการนำแผนไปใช้ว่าต้องรวมการอบรมที่ได้ผล การสื่อสาร และการทบทวนตามรอบเวลา สามอย่างนี้อยู่ในตัวข้อกำหนดตรง ๆ ไม่ใช่การตีความ จึงต้องมีหลักฐานรองรับด้วย
หมายเหตุใต้ข้อ บอกทิศทางไว้อย่างไร
ทั้งสองข้อมีหมายเหตุต่อท้าย ซึ่งไม่ใช่ข้อกำหนด แต่บอกว่าการประเมินควรมองไปทางไหน
หมายเหตุของ ข้อ 16.2 เน้นไปทางการควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพและบุคลากร ตั้งแต่การออกแบบอาคาร การคัดกรองคน ไปจนถึงการขนส่งและการควบคุมข้อมูลที่เป็นความลับ
หมายเหตุของ ข้อ 16.3 เน้นไปทางเศรษฐศาสตร์และโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทาน เช่น แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ความยากง่ายในการตรวจจับ และความซับซ้อนของห่วงโซ่
ทั้งสองหมายเหตุพูดถึงผู้ส่งมอบเหมือนกัน แต่คนละมุม ข้อ 16.2 มองผู้ส่งมอบเป็นช่องทางที่คนอาจเข้ามาทำอันตราย ส่วนข้อ 16.3 มองผู้ส่งมอบเป็นต้นทางของการหลอกลวง แบบสอบถามผู้ส่งมอบชุดเดียวจึงตอบไม่ครบทั้งสองข้อ ถ้าไม่ได้ออกแบบคำถามให้ครอบคลุมทั้งสองมุม รายละเอียดของปัจจัยที่ต้องพิจารณาให้เปิดดูในตัวเล่ม
ภาคผนวก A และ B คืออะไร
มาตรฐานแนบภาคผนวกมาสองชุด ทั้งคู่เป็น ข้อมูลประกอบ (informative) คือให้เป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่อาจนำมาพิจารณา ไม่ใช่รายการที่ต้องทำครบ
| ภาคผนวก | ผูกกับข้อ | หัวข้อที่แบ่งไว้ |
|---|---|---|
| A ตัวอย่างมาตรการป้องกันการปนเปื้อนโดยเจตนา |
16.2 | A.2 พื้นที่และผังโรงงาน · A.3 โครงสร้างพื้นฐาน · A.4 การควบคุมพนักงาน · A.5 การควบคุมผู้มาเยือน · A.6 พื้นที่จัดเก็บและพื้นที่ผลิต · A.7 การควบคุมวัสดุอันตราย · A.8 โลจิสติกส์ · A.9 ผู้ส่งมอบและผู้ให้บริการภายนอก · A.10 ข้อมูลที่เป็นความลับ |
| B ตัวอย่างมาตรการลดความเสี่ยงการฉ้อฉลอาหาร |
16.3 | B.2 โปรแกรมการประกันคุณภาพ · B.3 การเข้าถึงวัตถุดิบและสินค้าในห่วงโซ่ · B.4 ความสัมพันธ์กับผู้ส่งมอบ · B.5 การประเมินผู้ส่งมอบ · B.6 ความซับซ้อนของห่วงโซ่ · B.7 การป้องกันภายในองค์กรและหลังการกระจายสินค้า · B.8 ข้อมูลอาหารและฉลาก |
ตารางข้างบนคือชื่อหัวข้อเท่านั้น ตัวอย่างมาตรการภายใต้แต่ละหัวข้ออยู่ในตัวเล่ม ซึ่งเราไม่คัดลอกมาลงที่นี่เพราะเป็นเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ของ ISO โรงงานที่ต้องใช้จริงควรมีเล่มไว้อ้างอิง
สิ่งที่บอกได้และเป็นประโยชน์กว่าคือทิศทางของแต่ละภาคผนวก ภาคผนวก A ไล่จากนอกรั้วเข้ามาข้างในโรงงาน แล้วจบที่การควบคุมข้อมูล ส่วนภาคผนวก B ไล่ตามห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์ ผู้ส่งมอบ ไปจนถึงฉลากและสินค้าหลังกระจายออกไปแล้ว
ข้อที่ดูเผิน ๆ เหมือนไม่เกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารคือ A.10 ข้อมูลที่เป็นความลับ เพราะดูเหมือนงานไอที แต่ในเล่มมันอยู่ในภาคผนวกของการป้องกันการปนเปื้อนโดยเจตนาโดยตรง ผังโรงงานและแผนป้องกันการปนเปื้อนโดยเจตนาเองก็เป็นข้อมูลที่ต้องคุมการเข้าถึง
ใช้ภาคผนวกให้ถูกวิธี
ภาคผนวก A และ B เป็น ข้อมูลประกอบ (informative) ทั้งคู่ ตัวเล่มเขียนไว้ตรง ๆ ว่าเป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่อาจนำมาพิจารณา ไม่ใช่รายการที่ต้องทำครบ
วิธีใช้ที่ปลอดภัยที่สุดคือใช้เป็นตัวช่วยกันตกหัวข้อ ไม่ใช่ใช้เป็นรายการติ๊ก (checklist) ที่ติ๊กครบแล้วจบ
- ทำการประเมินของตัวเองก่อน โดยใช้วิธีที่เลือกไว้และอธิบายได้
- เอาหัวข้อในภาคผนวกมาไล่ดูว่ามีพื้นที่ไหนที่เราไม่ได้ประเมินเลย
- ถ้าประเมินแล้วเห็นว่าบางมาตรการไม่จำเป็นสำหรับโรงงานเรา บันทึกเหตุผลไว้ อันนี้คือหลักฐานที่ทำให้ผู้ตรวจเห็นว่าเราคิดแล้ว ไม่ใช่ลืม
แผนที่ลอกหัวข้อภาคผนวกมาเรียงโดยไม่มีผลการประเมินรองรับ จะถูกถามทันทีว่ามาตรการเหล่านี้ได้สัดส่วนกับอะไร เพราะข้อ 16.2 (b) และ 16.3 (b) ใช้คำว่า ได้สัดส่วน (proportionate) ซึ่งแปลว่ามาตรการต้องผูกกลับไปที่ผลการประเมินได้
หลักฐานที่ควรเตรียมไว้ก่อนรอบตรวจ
- เอกสารระบุวิธีการประเมินที่เลือกใช้ ทั้งฝั่ง threat และฝั่ง vulnerability พร้อมเหตุผลที่เลือก
- ผลการประเมินที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการและผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ประเมินเฉพาะประตูทางเข้า
- แผนสองฉบับแยกกัน คือ food defence plan และ food fraud prevention plan โดยแต่ละฉบับมีทั้งผลประเมิน มาตรการ และวิธีทวนสอบ
- บันทึกการอบรมและการวัดผลว่าอบรมได้ผล ไม่ใช่แค่ใบลงชื่อเข้าอบรม
- บันทึกการสื่อสาร ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้รับเหมาและผู้ส่งมอบเมื่อเกี่ยวข้อง
- บันทึกการทบทวนตามรอบ พร้อมสิ่งที่เปลี่ยนหลังทบทวน
- บันทึกการทวนสอบมาตรการ เช่น การทดสอบระบบควบคุมการเข้าออก หรือการทำสมดุลมวล (mass balance) กับวัตถุดิบที่เสี่ยง
คำถามที่พบบ่อย
ทำแผนเดียวรวมทั้งสองเรื่องได้ไหม
ข้อ 16.2 (c) และ 16.3 (c) ระบุชื่อแผนคนละฉบับ คือ food defence plan กับ food fraud prevention plan การรวมเป็นเล่มเดียวจึงเสี่ยงที่จะขาดองค์ประกอบของอีกฝั่ง ถ้าจะรวมเล่มควรแยกส่วนให้ชัดว่าส่วนไหนตอบข้อไหน
มาตรฐานบังคับให้ใช้วิธีประเมินแบบใดแบบหนึ่งไหม
ไม่ ข้อกำหนดให้องค์กรกำหนดหรือเลือกวิธีการเอง แต่ต้องอธิบายได้ว่าเลือกวิธีนั้นเพราะอะไร
ต้องทบทวนแผนบ่อยแค่ไหน
มาตรฐานใช้คำว่าการทบทวนตามรอบเวลาโดยไม่ระบุความถี่ องค์กรจึงต้องกำหนดเองและอธิบายได้ ในทางปฏิบัติควรทบทวนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญด้วย เช่น เปลี่ยนผู้ส่งมอบวัตถุดิบเสี่ยง เปลี่ยนผัง หรือมีเหตุการณ์ในอุตสาหกรรม
ข้อ 16 ต่างจากที่เคยทำตอน FSSC 22000 Version 6 มากไหม
แนวคิดหลักคือประเมิน วางแผน และทวนสอบ ยังเหมือนเดิม สิ่งที่ต้องปรับคือการอ้างอิงเลขข้อ เพราะเนื้อข้อกำหนดย้ายมาอยู่ใน ISO 22002-100 และการตรวจสอบว่าแผนของเรามีครบทั้งสามส่วนตามที่ข้อ (c) ระบุ
สรุป
ข้อ 16 ไม่ได้เพิ่มงานใหม่ทั้งก้อน แต่บังคับให้แยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัด และเรียกหาองค์ประกอบที่มักหายไป คือวิธีการทวนสอบในแผน หลักฐานว่าอบรมได้ผล และบันทึกการทบทวนตามรอบ
โรงงานที่มีแผนอยู่แล้ว งานรอบนี้คือการรื้อดูว่าแผนเดิมตอบครบทั้งสี่ขั้นของทั้ง 16.2 และ 16.3 หรือไม่ แล้วเติมส่วนที่ขาด ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการเริ่มใหม่มาก แต่ต้องมีบันทึกสะสมก่อนถึงรอบตรวจ
ภาพรวม — ISO 22002 ฉบับปี 2025 รื้อใหม่ทั้งตระกูล และเส้นตาย FSSC 22000 V7
ข้อ 8 — FLW และการรีไซเคิล เข้ามาอยู่ในโปรแกรมสุขลักษณะ
ข้อ 16 — Food Defence กับ Food Fraud แยกกันชัด และภาคผนวก A/B ใช้อย่างไร — บทความนี้
ภาคบรรจุภัณฑ์ — ISO 22002-4:2025 มีแค่ 5 ข้อที่เป็นของภาคนี้เอง
ลงมือ — ต้องแก้เอกสารระบบอะไรบ้างเมื่อการอ้างอิงเปลี่ยน
เตรียมทีมให้พร้อมก่อนรอบตรวจ FSSC 22000 V7
Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตร FSSC 22000 และ ISO 22000 ตามฉบับปัจจุบัน ทั้งแบบ Public และ In-house
เผยแพร่ 6 สิงหาคม 2026 · เรียบเรียงจากตัวมาตรฐาน ISO 22002-100:2025, ISO 22002-1:2025 และ ISO 22002-4:2025 ฉบับที่บริษัทถือลิขสิทธิ์การใช้งาน เนื้อหาเป็นการอธิบายด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่การคัดลอกข้อความจากมาตรฐาน การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

ISO 22000 ข้อ 7.2 และ 7.3 ความสามารถกับความตระหนัก ต่างกันอย่างไร
GHPs การออกแบบสถานประกอบการและสิ่งอำนวยความสะดวก — ผังที่วางถูกคือมาตรการที่ถูกที่สุด
ISO 22000 ข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น — หลักฐานอยู่ในบันทึกการตัดสินใจทางธุรกิจ
ISO 22000:2018 ข้อ 8.1 การวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน — ร่มที่คลุมทั้งหมวด 8
ISO 22000 ข้อ 5.2 นโยบายความปลอดภัยอาหาร อธิบายและตีความ