ISO 22000 ข้อ 4.1 และ 4.2 บริบทองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตีความข้อกำหนด

ISO 22000 ข้อ 4.1 และ 4.2 บริบทองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตีความข้อกำหนด
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 4.1 การทำความเข้าใจองค์กรและบริบทขององค์กร และข้อ 4.2 การทำความเข้าใจความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ของ ISO 22000:2018 เป็นสองข้อที่ถูกทำให้กลายเป็นแบบฟอร์มได้ง่ายกว่าข้ออื่น แต่เจตนาจริงคือการหาว่าอะไรที่อยู่นอกโรงงานแล้วเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งถ้าเปลี่ยนแล้วจะทำให้แผนความปลอดภัยอาหารที่ใช้อยู่ไม่พออีกต่อไป ผลลัพธ์ของสองข้อนี้ต้องเดินต่อไปถึงข้อ 6.1 ความเสี่ยงและโอกาส และขอบเขตของระบบ ไม่ใช่จบอยู่ในตารางที่ทำปีละครั้ง

ทำไมมาตรฐานถึงเริ่มด้วยเรื่องนอกโรงงาน

ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารเป็นระบบที่ออกแบบไว้เพื่อควบคุมอันตรายที่รู้จักแล้ว สิ่งที่ระบบทำได้ไม่ดีนักคือรับมือกับอันตรายที่ยังไม่เคยอยู่ในแผน ข้อ 4.1 และ 4.2 จึงถูกวางไว้ก่อนทุกอย่าง เพื่อบังคับให้องค์กรมองออกไปข้างนอกก่อนจะเริ่มออกแบบระบบ

ความต่างระหว่างสองข้อนี้อยู่ที่มุมมอง ข้อ 4.1 มองที่สภาพแวดล้อมและเงื่อนไข ส่วนข้อ 4.2 มองที่คนและองค์กรอื่นที่มีข้อเรียกร้องต่อเรา ทั้งสองข้อจึงเสริมกัน ไม่ใช่ซ้ำกัน ทะเบียนเดียวที่ผสมสองเรื่องนี้ปนกันจะทำให้ผลลัพธ์ใช้ต่อไม่ได้ เพราะเงื่อนไขกับข้อเรียกร้องต้องจัดการคนละแบบ

ข้อ 4.1 ประเด็นแบบไหนที่นับว่าเป็นบริบทจริง

เกณฑ์ที่ใช้คัดได้เร็วคือ ประเด็นนั้นต้องเชื่อมกลับมาที่ความปลอดภัยของอาหารได้ และต้องเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงคงที่

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

ตัวอย่างประเด็นที่เชื่อมกลับมาได้ เช่น การที่แหล่งวัตถุดิบหลักอยู่ในพื้นที่ที่มีความผันแปรตามฤดูกาลสูง ซึ่งกระทบต่อคุณภาพและระดับอันตรายของวัตถุดิบที่รับเข้ามา หรือการที่ตลาดปลายทางเปลี่ยนไปสู่ประเทศที่มีเกณฑ์สารตกค้างเข้มกว่าเดิม ซึ่งกระทบต่อเกณฑ์ที่ต้องใช้ควบคุม ทั้งสองอย่างนี้เปลี่ยนได้ และเมื่อเปลี่ยนแล้วมีผลต่อระบบจริง

ในทางกลับกัน การเขียนว่า “โรงงานตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม” หรือ “บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 1998” เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง แต่ไม่ได้บอกอะไรกับระบบ เพราะไม่เปลี่ยนและไม่นำไปสู่การตัดสินใจใด

ข้อ 4.2 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ทุกคนบนโลก

ถ้อยคำสำคัญของข้อ 4.2 คือคำว่าเกี่ยวข้อง องค์กรไม่ได้ถูกบังคับให้ไล่รายชื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ครบทุกกลุ่ม แต่ถูกบังคับให้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลว่ากลุ่มใดที่ข้อเรียกร้องของเขามีผลต่อความสามารถขององค์กรในการส่งมอบอาหารที่ปลอดภัย

สิ่งที่ต้องบันทึกไม่ใช่แค่รายชื่อกลุ่ม แต่คือข้อเรียกร้องที่เป็นรูปธรรมของแต่ละกลุ่ม เพราะข้อเรียกร้องคือสิ่งที่นำไปแปลงเป็นเงื่อนไขในระบบได้ การเขียนว่า “ลูกค้า ต้องการสินค้าที่ปลอดภัย” ไม่ได้ให้อะไรกับระบบ แต่การเขียนว่าลูกค้ารายหลักกำหนดเกณฑ์เฉพาะเรื่องสารก่อภูมิแพ้ที่เข้มกว่ากฎหมายไทย และกำหนดให้แจ้งภายในกรอบเวลาที่ตกลงเมื่อมีเหตุ เป็นข้อมูลที่เดินต่อได้ทันที

กรณีสมมติ — ผู้ผลิตเครื่องดื่ม จังหวัดนครปฐม

โรงงานแห่งหนึ่งจัดทำตารางบริบทองค์กรไว้ตั้งแต่ปีแรกที่ขอการรับรอง แล้วทบทวนปีละครั้งในการประชุมทบทวนฝ่ายบริหาร โดยแทบไม่มีการแก้ไข เพราะทีมงานเห็นว่าเนื้อหายังถูกต้องอยู่

ระหว่างปี โรงงานเริ่มรับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อรายใหม่ที่ส่งออกไปยังตลาดที่กำหนดเกณฑ์เรื่องการแจ้งสารก่อภูมิแพ้บนฉลากไว้ต่างจากที่โรงงานเคยทำ พร้อมกับที่ผู้ส่งมอบน้ำตาลรายเดิมเปลี่ยนแหล่งผลิต ทั้งสองเรื่องนี้เกิดในเดือนเดียวกัน

ทั้งสองเรื่องเป็นการเปลี่ยนบริบทตามข้อ 4.1 และการเพิ่มข้อเรียกร้องตามข้อ 4.2 แต่ไม่มีเรื่องใดเข้าไปอยู่ในตาราง เพราะตารางถูกออกแบบให้ทบทวนปีละครั้ง ผลคือการวิเคราะห์อันตรายยังใช้สมมติฐานเดิมเรื่องแหล่งน้ำตาล และแผนการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ยังอิงเกณฑ์เดิม

สิ่งที่ขาดไม่ใช่ตาราง แต่คือกลไกที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบได้ระหว่างปี เช่น การกำหนดว่าการรับลูกค้าใหม่หรือการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบเป็นเหตุที่ต้องทบทวนบริบททันที โดยไม่ต้องรอรอบประชุมประจำปี

ผลลัพธ์ของสองข้อนี้ต้องไปโผล่ที่ไหน

สิ่งที่แยกองค์กรที่ทำข้อ 4.1 และ 4.2 อย่างมีความหมาย ออกจากองค์กรที่ทำเพื่อให้มีเอกสาร คือการตามรอยไปข้างหน้าได้ว่าประเด็นที่ระบุไว้ไปมีผลกับอะไร

เส้นทางที่ควรตามได้มีสามสาย สายแรกไปที่ขอบเขตของระบบตามข้อ 4.3 เพราะบริบทเป็นตัวกำหนดว่าอะไรควรอยู่ในหรืออยู่นอกขอบเขต สายที่สองไปที่ข้อ 6.1 การจัดการความเสี่ยงและโอกาส เพราะประเด็นบริบทที่มีนัยสำคัญควรปรากฏเป็นความเสี่ยงหรือโอกาสที่ถูกจัดการ และสายที่สามไปที่ข้อ 8.5.2 การวิเคราะห์อันตราย เพราะข้อมูลเรื่องแหล่งวัตถุดิบและตลาดปลายทางเป็นข้อมูลนำเข้าของการวิเคราะห์อันตรายโดยตรง

ถ้าตามสามสายนี้แล้วไม่เจอร่องรอย แปลว่าตารางบริบทเป็นเอกสารที่ตัดขาดจากระบบ ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่พบได้ในการตรวจประเมิน

ประเด็น ข้อ 4.1 บริบทองค์กร ข้อ 4.2 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
สิ่งที่กำลังหา เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนได้ ข้อเรียกร้องที่มีคนหรือองค์กรเป็นเจ้าของ
เกณฑ์คัดว่าเข้าข่าย เชื่อมกลับมาที่ความปลอดภัยอาหารได้ และเปลี่ยนแปลงได้ ข้อเรียกร้องนั้นมีผลต่อความสามารถในการส่งมอบอาหารที่ปลอดภัย
สิ่งที่ต้องบันทึก ประเด็น และผลที่อาจเกิดต่อระบบ กลุ่ม และข้อเรียกร้องที่เป็นรูปธรรมของกลุ่มนั้น
สัญญาณว่าทำแบบพิธีกรรม เขียนข้อเท็จจริงคงที่ที่ไม่นำไปสู่การตัดสินใจใด ไล่รายชื่อกลุ่มโดยไม่มีข้อเรียกร้องกำกับ

ความถี่ในการทบทวน คือจุดที่ต้องออกแบบเอง

ข้อกำหนดให้ทบทวนและปรับปรุงข้อมูลของทั้งสองข้อ แต่ไม่ได้ระบุความถี่ไว้ องค์กรจึงต้องตัดสินใจเอง และทางที่รัดกุมกว่าคือไม่ผูกไว้กับปฏิทินอย่างเดียว แต่ผูกไว้กับเหตุการณ์ด้วย

เหตุการณ์ที่ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าต้องทบทวนทันที เช่น การรับลูกค้าหรือตลาดใหม่ การเปลี่ยนผู้ส่งมอบหรือแหล่งวัตถุดิบหลัก การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการเกิดเหตุด้านความปลอดภัยอาหารในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีนัยต่อองค์กร การกำหนดแบบนี้ทำให้ข้อ 4.1 และ 4.2 มีชีวิตตลอดปี

สำหรับผู้ที่ต้องการดูภาพรวมโครงสร้างข้อกำหนดในกลุ่มความปลอดภัยอาหารที่กว้างกว่านี้ อ่านต่อได้ที่บทความ ถ้าจะตรวจรับรองมาตรฐาน FSSC 22000 มีข้อกำหนดอะไรบ้างที่ต้องประยุกต์ใช้

คำถามที่ควรตอบได้

1. ประเด็นในตารางบริบทข้อใดที่เปลี่ยนไปในรอบปีที่ผ่านมา และเปลี่ยนแล้วมีผลกับอะไรในระบบ — ที่มาคือข้อ 4.1 ที่กำหนดให้เฝ้าติดตามและทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นภายนอกและภายใน

2. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มใดที่องค์กรตัดสินว่าไม่เกี่ยวข้อง และใช้เหตุผลอะไร — ที่มาคือข้อ 4.2 ที่ใช้คำว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง

3. ข้อเรียกร้องของลูกค้ารายหลักถูกแปลงเป็นเงื่อนไขในระบบที่จุดใด — ที่มาคือข้อ 4.2 ประกอบกับข้อ 8.5.1 ลักษณะของผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ

4. ประเด็นบริบทที่มีนัยสำคัญ ไปปรากฏเป็นความเสี่ยงหรือโอกาสที่ถูกจัดการหรือไม่ — ที่มาคือข้อ 6.1 การดำเนินการเพื่อจัดการความเสี่ยงและโอกาส

5. องค์กรกำหนดเหตุการณ์อะไรบ้างที่ต้องทบทวนบริบททันทีโดยไม่รอรอบประจำปี — ที่มาคือข้อ 4.1 และ 4.2 ประกอบกับข้อ 9.3 การทบทวนของฝ่ายบริหาร

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรอบรม ISO 22000:2018 ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand