ข้อ 6.1.2 ของ ISO 45001:2018 แยกออกเป็นสามส่วน คือการชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการประเมินโอกาส สิ่งที่ข้อกำหนดเน้นไม่ใช่รูปแบบของตาราง แต่คือคำว่าต่อเนื่องและเชิงรุก การชี้บ่งอันตรายที่ทำปีละครั้งตามแบบฟอร์มเดิม แล้วเก็บเข้าแฟ้มจนถึงรอบหน้า คือกิจกรรมที่เกิดขึ้นแล้วจริง แต่ยังไม่ตอบเจตนาของข้อนี้ เพราะงานเปลี่ยนได้ทุกวัน และอันตรายเปลี่ยนตามงาน
ทำไมข้อกำหนดจึงใช้คำว่าต่อเนื่องและเชิงรุก
ข้อ 6.1.2.1 กำหนดให้องค์กรจัดทำ นำไปปฏิบัติ และคงไว้ซึ่งกระบวนการชี้บ่งอันตราย (hazard identification) ที่เป็นเชิงรุกและต่อเนื่อง คำสองคำนี้เป็นตัวกำหนดว่าระบบต้องหน้าตาอย่างไร
คำว่าเชิงรุกหมายถึงไม่รอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยชี้บ่ง องค์กรที่ทะเบียนอันตรายเติบโตจากรายงานอุบัติเหตุอย่างเดียว กำลังใช้ระบบที่ตามหลังความเป็นจริงเสมอ ส่วนคำว่าต่อเนื่องหมายถึงมีช่องทางให้อันตรายใหม่เข้าสู่ระบบได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่เปิดรอบทบทวน
ในทางปฏิบัติ ช่องทางที่ทำให้ข้อนี้เดินได้จริงมักมีอยู่ไม่กี่ทาง คือการตรวจความปลอดภัยประจำวันที่บันทึกสิ่งที่เห็น ไม่ใช่ติ๊กว่าปกติ การรายงานสภาพที่ไม่ปลอดภัยและเหตุเกือบเกิดโดยผู้ปฏิบัติงานเอง การทบทวนอันตรายก่อนเริ่มงานที่ไม่ใช่งานประจำ และการทบทวนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งสี่ทางนี้ทำให้ทะเบียนอันตรายเป็นเอกสารที่มีชีวิต ไม่ใช่เอกสารที่รอวันหมดอายุ
ขอบเขตของสิ่งที่ต้องมองหา กว้างกว่าอันตรายทางกายภาพ
ข้อ 6.1.2.1 ระบุสิ่งที่กระบวนการชี้บ่งอันตรายต้องคำนึงถึงไว้เป็นรายการ ซึ่งอ่านรายการเต็มได้จากตัวมาตรฐาน สิ่งที่ควรตีความคือทิศทางของรายการนั้น เพราะมันขยายความหมายของคำว่าอันตรายออกไปไกลกว่าสิ่งที่จับต้องได้
อันตรายที่แบบฟอร์มมาตรฐานจับได้ดีอยู่แล้วคืออันตรายทางกายภาพ เช่น เครื่องจักรที่มีส่วนหมุน พื้นลื่น การทำงานบนที่สูง สารเคมี เสียง และความร้อน ส่วนที่ ISO 45001 ดึงเข้ามาอยู่ในสายตาชัดขึ้นคือปัจจัยที่มาจากวิธีจัดองค์กรของงาน เช่น การออกแบบภาระงาน ชั่วโมงการทำงาน รูปแบบการเข้ากะ พฤติกรรมของผู้บังคับบัญชา และการข่มเหงรังแกในที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยได้จริง แต่ไม่มีช่องให้กรอกในแบบฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่ออันตรายทางกายภาพ
อีกทิศทางหนึ่งคือขอบเขตของคน ข้อกำหนดไม่ได้จำกัดอยู่ที่พนักงานประจำ แต่รวมถึงผู้รับเหมา ผู้มาติดต่อ และคนที่อยู่รอบสถานที่ทำงานซึ่งอาจได้รับผลจากกิจกรรมขององค์กร โรงงานที่ทะเบียนอันตรายครอบคลุมเฉพาะงานของพนักงานตนเอง จึงยังไม่ครบตามที่ข้อกำหนดวางกรอบไว้
โรงงานแห่งหนึ่งจัดทำทะเบียนอันตรายไว้ครบทุกแผนก ทบทวนปีละครั้งในเดือนมกราคม ใช้ตารางให้คะแนนความรุนแรงคูณโอกาสเกิด และมีรายการควบคุมกำกับทุกแถว
ระหว่างการตรวจประเมิน ผู้ตรวจเดินไปที่แผนกประกอบและพบว่ามีการเพิ่มกะที่สามในเดือนพฤษภาคม เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เข้ามา พนักงานกะดึกทำงานคนเดียวในบางช่วงของสายการผลิต และงานขนย้ายชิ้นงานหนักที่เดิมทำสองคน กลายเป็นทำคนเดียวในกะนี้
เมื่อเปิดทะเบียนอันตราย พบว่ายังเป็นฉบับเดือนมกราคม ไม่มีแถวใดที่พูดถึงการทำงานลำพัง ไม่มีแถวใดที่พูดถึงการเปลี่ยนวิธีขนย้าย และไม่มีร่องรอยว่าการเพิ่มกะถูกทบทวนในมุมความปลอดภัย
ประเด็นที่ผู้ตรวจหยิบขึ้นมาไม่ใช่ว่าทะเบียนไม่ดี เพราะทะเบียนทำไว้ละเอียด แต่คือกระบวนการยังไม่ต่อเนื่อง เพราะไม่มีจุดใดในระบบที่บังคับให้การเปลี่ยนแปลงเรื่องกะและกำลังคน ไหลกลับเข้าไปที่การชี้บ่งอันตราย ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้อ 6.1.2.1 ต้องการ และเชื่อมกับข้อ 8.1.3 ที่ว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลง
ความเสี่ยงสองชนิดที่ข้อ 6.1.2.2 แยกออกจากกัน
ข้อ 6.1.2.2 พูดถึงความเสี่ยงสองชนิด ชนิดแรกคือความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่มาจากอันตรายที่ชี้บ่งไว้ ชนิดที่สองคือความเสี่ยงอื่นที่กระทบต่อตัวระบบการจัดการเอง
ความเสี่ยงชนิดแรกตอบคำถามว่าคนจะบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยได้อย่างไร ส่วนความเสี่ยงชนิดที่สองตอบคำถามว่าอะไรจะทำให้ระบบที่วางไว้ไม่ทำงาน ตัวอย่างของชนิดที่สองคือการที่ผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยเป็นคนเดียวและไม่มีคนสำรอง การที่ข้อมูลกฎหมายไม่ถูกอัปเดตเมื่อกฎหมายเปลี่ยน หรือการที่งบประมาณด้านความปลอดภัยถูกตัดกลางปี ทั้งหมดนี้ไม่ใช่อันตรายที่ทำให้คนบาดเจ็บโดยตรง แต่ทำให้กลไกป้องกันอ่อนแรงลง
องค์กรที่ประเมินเฉพาะชนิดแรก จะมีคำตอบครบสำหรับคำถามว่าใครจะเจ็บ แต่ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามว่าทำไมมาตรการที่วางไว้จึงไม่ถูกทำตาม การแยกสองชนิดนี้ให้ชัดตั้งแต่ต้นจึงช่วยให้แผนดำเนินการในข้อ 6.1.4 มีเนื้อหาที่ต่างกันสองด้าน
| คำถาม | การชี้บ่งอันตราย (6.1.2.1) | การประเมินความเสี่ยง (6.1.2.2) |
|---|---|---|
| ตอบคำถามอะไร | มีอะไรบ้างที่ทำให้เกิดอันตรายได้ | อันตรายนั้นสำคัญแค่ไหน และต้องจัดการก่อนหลังอย่างไร |
| ผลลัพธ์คืออะไร | รายการอันตรายที่ครอบคลุมงานจริง | ลำดับความสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจเรื่องการควบคุม |
| สัญญาณว่ายังไม่ครบ | มีแต่อันตรายทางกายภาพ ไม่มีปัจจัยจากการจัดองค์กรของงาน | มีคะแนนครบทุกแถว แต่คะแนนไม่เคยเปลี่ยนการตัดสินใจใด |
| ขอบเขตของคน | รวมผู้รับเหมา ผู้มาติดต่อ และผู้ที่อยู่รอบสถานที่ | รวมความเสี่ยงต่อตัวระบบ ไม่ใช่เฉพาะต่อตัวคน |
วิธีการและเกณฑ์ต้องถูกกำหนดไว้ก่อน ไม่ใช่เลือกตอนให้คะแนน
ข้อกำหนดระบุให้องค์กรกำหนดวิธีการและเกณฑ์สำหรับการประเมินความเสี่ยง โดยให้วิธีการนั้นถูกนิยามไว้ล่วงหน้าและใช้ในเชิงรุก ประโยคนี้มีนัยสำคัญกว่าที่เห็น เพราะมันตัดความเป็นไปได้ที่จะตัดสินความเสี่ยงตามความรู้สึกของผู้ประเมินแต่ละคน
ตารางให้คะแนนความรุนแรงคูณโอกาสเกิดเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ ตราบใดที่ระดับแต่ละระดับถูกนิยามด้วยถ้อยคำที่ผู้ประเมินสองคนอ่านแล้วให้คะแนนตรงกัน ถ้าคำอธิบายของระดับกลางเขียนไว้เพียงว่าปานกลาง วิธีการนั้นยังไม่ถูกนิยาม และผลที่ได้จะเปลี่ยนไปตามคนที่กรอก
อีกจุดที่ควรระวังคือการตัดสินความเสี่ยงโดยคิดจากมาตรการที่ควรจะมี แทนที่จะคิดจากมาตรการที่มีอยู่จริงและใช้อยู่จริง ถ้าการ์ดเครื่องจักรถูกถอดออกเพื่อความสะดวกในการทำงาน การประเมินที่ยังให้คะแนนราวกับการ์ดยังอยู่ จะให้ผลที่ต่ำกว่าความจริง และทำให้ลำดับความสำคัญผิดไปทั้งทะเบียน
โอกาสไม่ใช่ด้านตรงข้ามของความเสี่ยง
ข้อ 6.1.2.3 ให้ประเมินโอกาสด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และโอกาสอื่นในการปรับปรุงระบบ จุดที่ตีความพลาดได้ง่ายคือการเขียนโอกาสเป็นเพียงประโยคกลับด้านของความเสี่ยงที่เพิ่งเขียนไป
โอกาสในความหมายของข้อนี้คือช่องทางที่ทำให้สภาพการทำงานดีขึ้นหรือทำให้อันตรายลดลงตั้งแต่ต้นทาง เช่น จังหวะที่จะออกแบบผังการเดินของคนกับรถยกใหม่ตอนขยายคลัง จังหวะที่จะเปลี่ยนสารเคมีเป็นตัวที่อันตรายน้อยกว่าตอนเปลี่ยนผู้ส่งมอบ หรือจังหวะที่จะรวมงานที่ต้องยกของหนักเข้ากับอุปกรณ์ช่วยยกตอนปรับสายการผลิต โอกาสประเภทนี้เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และหายไปถ้าไม่ถูกหยิบใช้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ข้อกำหนดให้ประเมินไว้ ไม่ใช่ให้รอ
เมื่อความเสี่ยงถูกจัดลำดับแล้ว ขั้นถัดไปคือการเลือกมาตรการควบคุมตามลำดับชั้น ซึ่งอ่านต่อได้ที่บทความ ISO 45001 ข้อ 8.1.2 การขจัดอันตรายและลดความเสี่ยงตามลำดับชั้นการควบคุม
คำถามที่ควรตอบได้
1. อันตรายที่เพิ่มเข้าทะเบียนล่าสุด เข้ามาจากช่องทางใด และเข้ามาเมื่อใด — ที่มาคือข้อ 6.1.2.1 ที่กำหนดให้กระบวนการชี้บ่งอันตรายเป็นเชิงรุกและต่อเนื่อง
2. ทะเบียนอันตรายมีรายการที่มาจากวิธีจัดองค์กรของงาน เช่น ภาระงาน รูปแบบกะ หรือพฤติกรรมระหว่างบุคคล หรือไม่ — ที่มาคือข้อ 6.1.2.1 ในส่วนที่ให้คำนึงถึงปัจจัยด้านการจัดองค์กรของงานและปัจจัยทางสังคม
3. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกำลังคน กะ หรือวิธีทำงาน มีจุดใดในระบบที่บังคับให้กลับมาทบทวนอันตราย — ที่มาคือข้อ 6.1.2.1 อ่านคู่กับข้อ 8.1.3 ที่ว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลง
4. เกณฑ์ของระดับความรุนแรงและระดับโอกาสเกิด เขียนไว้ชัดพอที่ผู้ประเมินสองคนจะให้คะแนนตรงกันหรือไม่ — ที่มาคือข้อ 6.1.2.2 ที่กำหนดให้วิธีการและเกณฑ์ถูกนิยามไว้ล่วงหน้า
5. ในทะเบียนความเสี่ยง มีรายการใดบ้างที่เป็นความเสี่ยงต่อตัวระบบ ไม่ใช่ความเสี่ยงต่อตัวคน — ที่มาคือข้อ 6.1.2.2 ที่แยกความเสี่ยงอื่นต่อระบบการจัดการออกจากความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ISO 9001 ข้อ 8.5.1 การควบคุมการผลิตและการให้บริการ
ISO 22000 ข้อ 5.3 บทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก
หลักสูตรอบรม ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ISO 45001 ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน ต่างจากการตรวจระบบคุณภาพอย่างไร
ISO 45001 ข้อ 6.1.4 การวางแผนการดำเนินการ — สะพานจากทะเบียนความเสี่ยงไปสู่กระบวนการจริง
ISO 45001 ข้อ 4.3 การกำหนดขอบเขตของระบบ — เส้นแบ่งเดินตามคน ไม่ใช่ตามรั้ว
ISO 45001:2018 ข้อ 7.5 เอกสารสารสนเทศ — ต้องมีอะไร ควบคุมอย่างไร และทำไมการเข้าถึงจึงสำคัญ
ISO 45001 ข้อ 5.3 บทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ในองค์กร
ISO 45001:2018 ข้อ 4.1 และ 4.2 บริบทองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตีความข้อกำหนด