สุขลักษณะส่วนบุคคลตาม Codex CXC 1-1969, Revised 2022 ตีความข้อกำหนดและตัวอย่าง

ภาพปกบทความสุขลักษณะส่วนบุคคลตาม Codex CXC 1-1969, Revised 2022
สรุปสั้นก่อน
สุขลักษณะส่วนบุคคลเป็นหัวข้อที่ 12 ในบทที่หนึ่งของ Codex CXC 1-1969, Revised 2022 ซึ่งเป็นบทว่าด้วยหลักปฏิบัติด้านสุขลักษณะที่ดี (GHPs) หัวข้อนี้แบ่งเป็นห้าส่วนย่อย คือสถานะสุขภาพ การเจ็บป่วยและบาดเจ็บ ความสะอาดส่วนบุคคล พฤติกรรมส่วนบุคคล และผู้มาเยือนกับบุคคลภายนอก จุดที่ตีความพลาดได้ง่ายคือการมองว่าหัวข้อนี้เป็นเรื่องของกฎระเบียบและการอบรม ทั้งที่สิ่งที่ทำให้มันได้ผลจริงคือการออกแบบสถานที่และเงื่อนไขการทำงาน ที่ทำให้การปฏิบัติถูกต้องเป็นทางที่ง่ายที่สุดสำหรับพนักงาน

สุขลักษณะส่วนบุคคลอยู่ในบท GHPs ไม่ใช่บท HACCP

โครงสร้างของ CXC 1-1969, Revised 2022 แบ่งเป็นสองบท บทที่หนึ่งว่าด้วยหลักปฏิบัติด้านสุขลักษณะที่ดี และบทที่สองว่าด้วยระบบ HACCP สุขลักษณะส่วนบุคคลอยู่ในบทแรก ซึ่งมีความหมายในทางปฏิบัติ

ความหมายนั้นคือ สุขลักษณะส่วนบุคคลเป็นสภาพพื้นฐานที่ต้องมีอยู่ก่อน เพื่อให้การควบคุมที่จำเพาะเจาะจงกว่าทำงานได้ ไม่ใช่จุดที่วางการเฝ้าระวังแบบจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม การไปตั้งเกณฑ์วิกฤตกับพฤติกรรมของคนโดยตรง เช่น กำหนดว่าต้องล้างมือทุก 30 นาทีแล้วเฝ้าระวังเป็นค่าตัวเลข จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตามที่ตั้งใจ เพราะสิ่งที่วัดคือความถี่ ไม่ใช่ประสิทธิผล

วิธีที่สอดคล้องกับเจตนาของบทที่หนึ่งมากกว่าคือ ทำให้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขการทำงานทำให้พฤติกรรมที่ถูกต้องเกิดขึ้นเอง แล้วจึงทวนสอบด้วยการสังเกตและการตรวจสอบเชิงจุลชีววิทยาตามความเหมาะสม

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

สถานะสุขภาพ ต้องเป็นกลไกที่เดินทุกวัน ไม่ใช่เอกสารประจำปี

หัวข้อ 12.1 สถานะสุขภาพ และหัวข้อ 12.2 การเจ็บป่วยและบาดเจ็บ วางเรื่องเดียวกันไว้สองมุม มุมแรกคือองค์กรต้องรู้ว่าใครอยู่ในสภาพที่ไม่ควรสัมผัสอาหาร มุมที่สองคือมีทางให้ข้อมูลนั้นไหลเข้ามาถึงผู้ที่ต้องตัดสินใจ

ใบรับรองแพทย์ประจำปีตอบมุมแรกได้เพียงบางส่วน เพราะบอกสภาพ ณ วันที่ตรวจ แต่อาการที่มีผลต่อความปลอดภัยอาหารเกิดขึ้นระหว่างปีและหายไปภายในไม่กี่วัน สิ่งที่ตอบได้จริงคือกลไกที่ทำงานทุกวัน เช่น การสอบถามอาการก่อนเข้าไลน์ การให้พนักงานแจ้งอาการด้วยตนเอง และการที่หัวหน้าสังเกตแล้วมีอำนาจให้ย้ายงานได้ทันที

มุมที่สองเป็นเรื่องของการออกแบบเงื่อนไข ถ้าการแจ้งว่าท้องเสียหมายถึงการเสียรายได้ของวันนั้น ระบบจะได้รับข้อมูลน้อยกว่าความจริงเสมอ องค์กรที่ต้องการให้ข้อ 12.2 ทำงาน จึงต้องจัดการเรื่องนโยบายการลาป่วยและการมอบหมายงานทดแทนควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่แก้ด้วยการเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่แจ้ง

กรณีสมมติ — โรงงานแปรรูปอาหารทะเล จังหวัดสมุทรสาคร

โรงงานแห่งหนึ่งมีระเบียบสุขลักษณะส่วนบุคคลเป็นเอกสารควบคุม ติดโปสเตอร์ขั้นตอนการล้างมือไว้ทุกอ่าง อบรมพนักงานปีละสองครั้ง และมีแบบฟอร์มให้พนักงานลงชื่อรับทราบระเบียบ

ในการตรวจประเมิน ผู้ตรวจยืนสังเกตทางเข้าห้องแปรรูปช่วงเปลี่ยนกะ พบว่ามีอ่างล้างมือสองอ่างสำหรับพนักงานที่เข้าพร้อมกันประมาณสี่สิบคน ทำให้เกิดแถวรอ และพนักงานท้ายแถวเลือกล้างสั้นลงเพื่อให้ทันเวลาเข้างาน นอกจากนี้กระดาษเช็ดมือหมดตั้งแต่ก่อนคนสุดท้ายผ่าน

เมื่อดูบันทึก พบว่าการตรวจสุขลักษณะส่วนบุคคลประจำวันถูกลงว่าผ่านทุกวันตลอดสามเดือน โดยผู้ตรวจภายในเดินตรวจตอนสิบโมงเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีการเปลี่ยนกะ

สิ่งที่ขาดไม่ใช่ระเบียบและไม่ใช่การอบรม เพราะทั้งสองอย่างมีอยู่ สิ่งที่ขาดคือความสอดคล้องระหว่างจำนวนจุดล้างมือกับจำนวนคนในช่วงที่ใช้งานสูงสุด และการเลือกเวลาทวนสอบให้ตรงกับช่วงที่ความเสี่ยงสูงที่สุด เมื่อโรงงานเพิ่มอ่าง เลื่อนเวลาเข้างานให้เหลื่อมกัน และย้ายรอบการสังเกตไปที่ช่วงเปลี่ยนกะ ตัวเลขในบันทึกจึงเริ่มสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ความสะอาดส่วนบุคคล เป็นผลของการออกแบบ ไม่ใช่ผลของการเตือน

หัวข้อ 12.3 ความสะอาดส่วนบุคคล ครอบคลุมการล้างมือ ชุดปฏิบัติงาน และการป้องกันการปนเปื้อนจากตัวบุคคลเข้าสู่อาหาร สิ่งที่ควรตีความคือ ปัจจัยที่กำหนดว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ความรู้ของพนักงานเป็นหลัก

ปัจจัยที่กำหนดจริงมีอยู่ไม่กี่อย่าง คือจุดล้างมืออยู่บนเส้นทางที่คนต้องเดินผ่านอยู่แล้วหรือไม่ จำนวนจุดพอกับจำนวนคนในช่วงที่คนเข้าพร้อมกันหรือไม่ อุปกรณ์ครบและใช้ได้ตลอดเวลาหรือไม่ และเวลาที่จัดสรรให้เพียงพอหรือไม่ ทั้งสี่อย่างนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจ ไม่ใช่เรื่องที่พนักงานเลือกได้

ด้วยเหตุนี้ ข้อบกพร่องด้านความสะอาดส่วนบุคคลที่พบซ้ำในจุดเดิม จึงควรถูกอ่านเป็นสัญญาณของปัญหาเชิงออกแบบ มากกว่าสัญญาณว่าต้องอบรมเพิ่ม การอบรมซ้ำในสภาพที่อุปกรณ์ไม่พอ จะให้ผลระยะสั้นแล้วกลับไปที่เดิม

หัวข้อย่อย คำถามที่ข้อกำหนดถาม สิ่งที่ทำให้มันได้ผล
12.1 สถานะสุขภาพ องค์กรรู้ได้อย่างไรว่าใครไม่ควรสัมผัสอาหารวันนี้ กลไกที่เดินทุกวัน ไม่ใช่เอกสารประจำปี
12.2 การเจ็บป่วยและบาดเจ็บ ข้อมูลอาการไหลเข้ามาถึงผู้ตัดสินใจหรือไม่ เงื่อนไขที่ทำให้การแจ้งไม่มีต้นทุนต่อผู้แจ้ง
12.3 ความสะอาดส่วนบุคคล พฤติกรรมที่ถูกต้องเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ตำแหน่ง จำนวน และความพร้อมของอุปกรณ์
12.4 พฤติกรรมส่วนบุคคล มีทางเลือกให้ทำตามกฎหรือไม่ พื้นที่รับประทานอาหารและที่เก็บของใช้ส่วนตัว
12.5 ผู้มาเยือนและบุคคลภายนอก คนที่ไม่ใช่พนักงานถูกควบคุมเท่ากันหรือไม่ เส้นทางเข้าออกและผู้ควบคุมที่ระบุตัวได้

พฤติกรรมส่วนบุคคล ต้องมีที่ให้ทำสิ่งที่อนุญาต

หัวข้อ 12.4 พฤติกรรมส่วนบุคคล ว่าด้วยพฤติกรรมที่อาจนำการปนเปื้อนเข้าสู่อาหาร เช่น การรับประทานอาหารและการสูบบุหรี่ในพื้นที่ผลิต การสวมเครื่องประดับ และการเก็บของใช้ส่วนตัวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม

เจตนาของหัวข้อนี้จะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อองค์กรจัดที่ให้กับสิ่งที่ห้ามนำเข้าไป กฎที่ห้ามนำโทรศัพท์เข้าพื้นที่ผลิตโดยไม่มีตู้เก็บที่ปลอดภัย จะถูกละเมิดด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่ด้วยเจตนาฝ่าฝืน เช่นเดียวกับกฎห้ามรับประทานอาหารในพื้นที่ผลิตที่ไม่มีพื้นที่รับประทานอาหารในระยะที่เดินไปกลับได้ทันในเวลาพัก

เมื่อจัดที่ให้แล้ว กฎจึงเป็นสิ่งที่บังคับใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ และการบังคับใช้ที่สม่ำเสมอคือสิ่งที่ผู้ตรวจประเมินใช้ดูว่าระเบียบนั้นมีผลจริงหรือเป็นเพียงเอกสาร

ผู้มาเยือนและบุคคลภายนอก ต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์เดียวกัน

หัวข้อ 12.5 กำหนดให้ผู้มาเยือนและบุคคลภายนอกที่เข้าสู่พื้นที่ผลิต ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขลักษณะเช่นเดียวกับพนักงาน กลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือผู้รับเหมาที่เข้ามาทำงานซ่อมบำรุงหรืองานติดตั้ง

เหตุผลคือลักษณะงานของกลุ่มนี้ต่างจากผู้มาเยือนทั่วไป พวกเขาอยู่ในพื้นที่นาน นำเครื่องมือและวัสดุเข้ามา ทำงานในช่วงเวลาที่การควบคุมปกติผ่อนคลายลง เช่น ช่วงหยุดสายการผลิตหรือกลางคืน และงานของพวกเขาสร้างเศษวัสดุที่เป็นอันตรายทางกายภาพได้โดยตรง

การควบคุมที่ได้สัดส่วนกับความเสี่ยงนี้จึงไม่ใช่แค่ให้สวมเสื้อคลุมและหมวกคลุมผม แต่รวมถึงการกำหนดผู้ควบคุมจากฝ่ายที่รับผิดชอบพื้นที่ การตรวจนับเครื่องมือก่อนและหลังงาน และการทำความสะอาดพร้อมตรวจปล่อยพื้นที่ก่อนกลับมาเดินเครื่อง

สำหรับภาพรวมของโครงสร้างสองบทและความสัมพันธ์ระหว่าง GHPs กับ HACCP อ่านต่อได้ที่บทความ Codex CXC 1-1969 โครงสร้าง GHPs และ HACCP

คำถามที่ควรตอบได้

1. องค์กรรู้ได้อย่างไรว่าพนักงานคนใดวันนี้ไม่ควรสัมผัสอาหาร และกลไกนั้นทำงานทุกวันหรือปีละครั้ง — ที่มาคือหัวข้อ 12.1 สถานะสุขภาพ ในบทที่หนึ่งของ CXC 1-1969, Revised 2022

2. การแจ้งอาการเจ็บป่วยมีต้นทุนต่อผู้แจ้งหรือไม่ และองค์กรจัดการต้นทุนนั้นอย่างไร — ที่มาคือหัวข้อ 12.2 การเจ็บป่วยและบาดเจ็บ

3. จำนวนจุดล้างมือเทียบกับจำนวนคนที่เข้าพื้นที่พร้อมกันในช่วงสูงสุด เพียงพอหรือไม่ — ที่มาคือหัวข้อ 12.3 ความสะอาดส่วนบุคคล อ่านคู่กับหัวข้อ 9 ว่าด้วยการออกแบบสถานประกอบการและอุปกรณ์

4. สิ่งที่ห้ามนำเข้าพื้นที่ผลิต มีที่จัดเก็บให้หรือไม่ และอยู่ในระยะที่ใช้ได้จริงหรือไม่ — ที่มาคือหัวข้อ 12.4 พฤติกรรมส่วนบุคคล

5. ผู้รับเหมาที่เข้าทำงานในพื้นที่ผลิตนอกเวลาผลิต ถูกควบคุมด้วยเกณฑ์เดียวกับพนักงานหรือไม่ และใครเป็นผู้ควบคุม — ที่มาคือหัวข้อ 12.5 ผู้มาเยือนและบุคคลภายนอก

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรอบรม GHPs & HACCP ตาม Codex CXC 1-1969, Revised 2022

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand