ISO 45001:2018 ข้อ 6.1.3 การพิจารณาข้อกำหนดกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ

ISO 45001:2018 ข้อ 6.1.3 การพิจารณาข้อกำหนดกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ | EQA Thailand
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 6.1.3 การพิจารณาข้อกำหนดกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ของ ISO 45001:2018 ไม่ได้ขอแค่ทะเบียนรายชื่อกฎหมาย แต่ขอสามสิ่งต่อเนื่องกัน คือ องค์กรรู้ว่ามีข้อกำหนดใดบังคับใช้กับตนบ้าง เข้าถึงตัวข้อกำหนดนั้นได้จริง และแปลข้อกำหนดออกมาเป็นสิ่งที่ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (occupational health and safety management system หรือ OH&S MS) นำไปใช้ต่อได้ คำว่า “ข้อกำหนดอื่น ๆ” กว้างกว่ากฎหมาย และเป็นส่วนที่ทำให้ทะเบียนของแต่ละองค์กรหน้าตาไม่เหมือนกัน

เจตนาของข้อนี้คือทำให้กฎหมายเข้ามาอยู่ในระบบ ไม่ใช่อยู่ในแฟ้ม

ข้อ 6.1.3 อยู่ในหมวด 6 การวางแผน ไม่ได้อยู่ในหมวด 7 การสนับสนุน ตำแหน่งของข้อนี้บอกเจตนาไว้แล้ว มาตรฐานมองข้อกำหนดกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ เป็น ข้อมูลนำเข้าของการวางแผน ไม่ใช่เอกสารอ้างอิงที่เก็บไว้เฉย ๆ องค์กรจึงต้องพิจารณาข้อกำหนดเหล่านี้ก่อน แล้วจึงนำผลไปใช้ตอนวางแผนปฏิบัติการตามข้อ 6.1.4 และตอนกำหนดการควบคุมการปฏิบัติงานตามข้อ 8.1

เกณฑ์ตัดสินง่าย ๆ ที่ผู้ตรวจประเมินใช้คือ ถ้าลบทะเบียนกฎหมายทิ้งไปหนึ่งวัน มีอะไรในระบบเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่มีอะไรเปลี่ยน แปลว่าทะเบียนนั้นยังไม่ได้ทำหน้าที่ตามข้อ 6.1.3 เพราะมันไม่ได้เชื่อมไปยังการควบคุมใด ๆ เลย

สามคำในข้อนี้ที่ต้องอ่านแยกกัน

ข้อ 6.1.3 พูดถึงการ “พิจารณา” “เข้าถึง” และ “นำไปพิจารณาในการจัดทำ นำไปปฏิบัติ ธำรงรักษา และปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง” สามคำนี้ตรวจกันคนละแบบ

การพิจารณา คือการรู้ว่าอะไรบังคับใช้กับกิจกรรม สถานที่ เครื่องจักร และสารเคมีที่องค์กรมีอยู่จริง ไม่ใช่การคัดลอกรายชื่อกฎหมายอาชีวอนามัยทั้งหมดของประเทศมาใส่ในตาราง การใส่กฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาไม่ได้ทำให้ทะเบียนดีขึ้น แต่ทำให้แยกไม่ออกว่าข้อใดต้องปฏิบัติจริง

การเข้าถึง คือการที่คนที่ต้องใช้เปิดดูตัวบทได้ในเวอร์ชันที่ยังบังคับใช้อยู่ ไม่ใช่ดูได้เฉพาะชื่อเรื่องกับเลขที่ประกาศ จุดนี้ตรวจได้ตรง ๆ ด้วยการขอให้เปิดข้อกำหนดหนึ่งข้อให้ดู

การนำไปพิจารณา คือส่วนที่แยกทะเบียนที่ใช้งานได้ออกจากทะเบียนที่เป็นพิธีกรรม องค์กรต้องแสดงให้เห็นว่าข้อกำหนดหนึ่งข้อไปโผล่ที่ใดในระบบ เช่น ไปเป็นเกณฑ์ในขั้นตอนการทำงาน ไปเป็นหัวข้อในการฝึกอบรม ไปเป็นรายการในแผนการเฝ้าระวัง หรือไปเป็นเกณฑ์ในการประเมินความสอดคล้องตามข้อ 9.1.2

กรณีสมมติ — โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งในระยอง (กรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย) มีทะเบียนกฎหมายที่ระบุกฎกระทรวงเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำไว้ครบ พร้อมช่องสถานะเขียนว่า “สอดคล้อง” ทุกแถว

ผู้ตรวจประเมินเลือกหนึ่งแถวคือข้อกำหนดเรื่องผู้บังคับปั้นจั่น แล้วถามต่อสามคำถาม หนึ่ง ใครในโรงงานนี้เป็นผู้บังคับปั้นจั่นบ้าง สอง หลักฐานการผ่านการอบรมของคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน สาม ถ้าคนใหม่เข้ามาทำงานตำแหน่งนี้ กระบวนการใดจะทำให้รู้ว่าเขาต้องผ่านการอบรมก่อน

สองคำถามแรกตอบได้ คำถามที่สามตอบไม่ได้ เพราะขั้นตอนการรับคนเข้าทำงานไม่มีจุดเชื่อมกับทะเบียนกฎหมาย ผลคือความไม่สอดคล้องนี้ไม่ได้เขียนที่ข้อ 9.1.2 แต่เขียนที่ข้อ 6.1.3 เพราะรากของปัญหาคือข้อกำหนดยังไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาในการจัดทำระบบ

“ข้อกำหนดอื่น ๆ” หมายถึงอะไรบ้าง

คำนี้คือส่วนที่ทำให้ทะเบียนของแต่ละองค์กรต่างกัน สิ่งที่เข้าข่ายได้แก่ ข้อตกลงกับลูกค้าหรือเจ้าของพื้นที่ที่กำหนดกฎความปลอดภัยเพิ่มจากกฎหมาย ข้อกำหนดของบริษัทแม่หรือกลุ่มบริษัท เงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมา ข้อตกลงกับสหภาพแรงงานหรือคณะกรรมการลูกจ้าง มาตรฐานสมัครใจที่องค์กรประกาศว่าจะปฏิบัติตาม รวมถึงเงื่อนไขที่ผูกกับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานภายนอก

ประเด็นสำคัญคือ ข้อกำหนดอื่น ๆ เหล่านี้เมื่อองค์กรรับมาแล้วจะมีน้ำหนักในระบบเท่ากับกฎหมาย นั่นแปลว่าถ้าองค์กรประกาศในสัญญากับลูกค้าว่าจะทำสิ่งใดเรื่องความปลอดภัย แล้วทำไม่ได้ตามนั้น ผู้ตรวจประเมินสามารถออกความไม่สอดคล้องได้ แม้กฎหมายไทยจะไม่ได้บังคับเรื่องนั้นก็ตาม การรับข้อกำหนดอื่นเข้ามาจึงควรเป็นการตัดสินใจที่มีคนรับผิดชอบ ไม่ใช่การรับมาโดยไม่รู้ตัวผ่านการเซ็นสัญญา

ระดับความสมบูรณ์ของทะเบียนที่ผู้ตรวจประเมินแยกออก

ระดับ ลักษณะที่พบ คำถามที่ทำให้เห็นช่องว่าง
รายชื่อ มีชื่อกฎหมายและเลขที่ประกาศ ไม่มีการระบุว่าข้อใดเกี่ยวกับกิจกรรมใด กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวกับพื้นที่หรือเครื่องจักรตัวใดในโรงงาน
แปลงเป็นข้อผูกพัน แตกเป็นข้อผูกพันรายข้อ ระบุผู้รับผิดชอบและความถี่ที่ต้องทำ ข้อผูกพันข้อนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารปฏิบัติงานฉบับใด
เชื่อมกับการควบคุม แต่ละข้อผูกพันชี้ไปยังการควบคุม การเฝ้าระวัง และหลักฐานที่ใช้ประเมินความสอดคล้อง เมื่อข้อกำหนดเปลี่ยน มีกลไกใดที่ทำให้เอกสารปลายทางถูกแก้ตาม

มาตรฐานไม่ได้บังคับรูปแบบของทะเบียน องค์กรจะใช้ตารางเดียว แยกหลายไฟล์ หรือฝังไว้ในระบบสารสนเทศก็ได้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ได้คือความเชื่อมโยงในคอลัมน์ขวาสุดของตารางข้างบน

จุดเชื่อมกับข้ออื่นที่ต้องอ่านคู่กัน

ข้อ 6.1.3 ไม่ทำงานลำพัง ผลของมันไหลไปสี่ทาง ทางแรกคือข้อ 6.1.1 และ 6.1.4 เพราะข้อกำหนดที่องค์กรยังปฏิบัติตามไม่ได้คือความเสี่ยงที่ต้องวางแผนจัดการ ทางที่สองคือข้อ 8.1.4 การจัดซื้อและผู้รับเหมา เพราะข้อผูกพันจำนวนหนึ่งตกอยู่กับงานที่คนภายนอกเป็นผู้ทำ ทางที่สามคือข้อ 7.4 การสื่อสาร เพราะข้อกำหนดที่ต้องรายงานต่อหน่วยงานราชการต้องมีคนรู้ว่าต้องส่งอะไรและเมื่อใด ทางที่สี่คือข้อ 9.1.2 การประเมินความสอดคล้อง ซึ่งเป็นข้อที่ตรวจย้อนกลับว่าสิ่งที่พิจารณาไว้ในข้อ 6.1.3 ทำได้จริงหรือไม่

กรณีสมมติ — โรงงานบรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่งในสมุทรปราการ (กรณีสมมติ) จ้างผู้รับเหมาเข้ามาทำงานบนที่สูงเพื่อซ่อมหลังคา ทะเบียนกฎหมายขององค์กรระบุข้อกำหนดเรื่องการทำงานบนที่สูงไว้ครบ แต่ระบุผู้รับผิดชอบเป็นฝ่ายซ่อมบำรุงซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของบริษัทเอง

เมื่องานจริงถูกส่งต่อให้ผู้รับเหมา ข้อผูกพันเดิมไม่ได้ถูกแปลงเป็นเงื่อนไขในเอกสารจัดจ้างหรือใบอนุญาตทำงาน ช่องว่างนี้อยู่ที่รอยต่อระหว่างข้อ 6.1.3 กับข้อ 8.1.4 ไม่ใช่ที่ตัวการทำงานบนที่สูง วิธีปิดคือระบุในทะเบียนว่าข้อผูกพันนี้บังคับใช้กับใครก็ตามที่ทำกิจกรรมนั้น ไม่ใช่บังคับใช้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

สัญญาณที่บอกว่าทะเบียนยังไม่พร้อมสำหรับการตรวจ

สัญญาณแรกคือช่องสถานะเป็น “สอดคล้อง” ทุกแถวโดยไม่มีวันที่และไม่มีหลักฐานอ้างอิง สัญญาณที่สองคือทะเบียนถูกปรับปรุงครั้งล่าสุดในวันเดียวกับที่จัดทำ ซึ่งแปลว่ายังไม่มีกลไกติดตามการเปลี่ยนแปลงของข้อกำหนด สัญญาณที่สามคือไม่มีรายการใดในคอลัมน์ “ข้อกำหนดอื่น ๆ” ทั้งที่องค์กรมีสัญญากับลูกค้าและมีบริษัทแม่ สัญญาณที่สี่คือผู้ที่ดูแลทะเบียนกับผู้ที่ทำงานหน้างานไม่เคยคุยกัน ทำให้ข้อผูกพันที่เขียนไว้ไม่ตรงกับวิธีทำงานจริง

ในบริบทไทย ฐานข้อกำหนดหลักมาจากพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินั้น รวมถึงบทบาทตามกฎหมายอย่างเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) และคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) จุดที่ควรระวังคือบทบาทตามกฎหมายเหล่านี้เป็นคนละชุดกับบทบาทที่องค์กรกำหนดขึ้นเองในระบบตามข้อ 5.3 องค์กรจึงควรทำให้เห็นว่าสองชุดนี้ทับซ้อนกันตรงไหนและใครรับผิดชอบอะไร ไม่ใช่สมมติว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

อ่านต่อเรื่องการตรวจย้อนกลับว่าข้อผูกพันเหล่านี้ทำได้จริงหรือไม่ได้ที่ ISO 45001 ข้อ 9.1.2 การประเมินความสอดคล้อง และอ่านเรื่องการส่งต่อข้อผูกพันไปยังงานที่คนภายนอกเป็นผู้ทำได้ที่ ISO 45001 ข้อ 8.1.4 การจัดซื้อ ผู้รับเหมา และการจ้างภายนอก

คำถามที่ควรตอบได้

หนึ่ง ถ้าเลือกข้อผูกพันหนึ่งข้อจากทะเบียน จะชี้ได้หรือไม่ว่าข้อนั้นไปปรากฏอยู่ในเอกสารปฏิบัติงานหรือการควบคุมใด (ที่มาคือข้อ 6.1.3)

สอง องค์กรรู้ได้อย่างไรว่าข้อกำหนดที่ใช้อยู่ยังเป็นฉบับที่บังคับใช้ และใครเป็นผู้ตรวจสอบ (ที่มาคือข้อ 6.1.3 อ่านคู่กับข้อ 7.5)

สาม มีข้อกำหนดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กฎหมายอยู่ในทะเบียนหรือไม่ และเข้ามาอยู่ในทะเบียนผ่านกระบวนการใด (ที่มาคือข้อ 6.1.3)

สี่ ข้อผูกพันที่ตกอยู่กับผู้รับเหมาหรือผู้ส่งมอบภายนอกถูกส่งต่ออย่างไร (ที่มาคือข้อ 6.1.3 อ่านคู่กับข้อ 8.1.4)

ห้า เมื่อข้อกำหนดเปลี่ยน มีกลไกใดทำให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องรับรู้และเอกสารปลายทางถูกแก้ตาม (ที่มาคือข้อ 6.1.3 อ่านคู่กับข้อ 7.4 และข้อ 6.1.4)

อ่านบทความในชุดเดียวกันที่เผยแพร่พร้อมกันในรอบนี้ได้ที่ ISO 14001:2026 ข้อ 10.2 ความไม่สอดคล้องและการปฏิบัติการแก้ไข และ หลักฐานการตรวจประเมินและการสุ่มตัวอย่างตามแนวทาง ISO 19011:2026

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตร ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand