ผู้ตรวจประเมินภายใน (Internal Auditor) กับหลักการตรวจประเมิน 7 ประการ ตาม ISO 19011:2026

ผู้ตรวจประเมินภายใน (Internal Auditor) กับหลักการตรวจประเมิน 7 ประการ ตาม ISO 19011:2026 | EQA Thailand

การตรวจประเมินภายใน (Internal Audit) ที่มีคุณภาพไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนความไม่สอดคล้องที่ตรวจพบ หรือความครบถ้วนของรายการคำถามเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการภายใต้หลักการที่ทำให้กระบวนการตรวจประเมินมีความน่าเชื่อถือ เป็นธรรม และสามารถนำผลการตรวจไปใช้สนับสนุนการปรับปรุงผลการดำเนินงานขององค์กรได้

ISO 19011:2026 ข้อ 4 กำหนดหลักการตรวจประเมินไว้เป็นพื้นฐานของการบริหารโปรแกรมการตรวจประเมิน การดำเนินการตรวจประเมิน และการประเมินความสามารถของผู้ตรวจประเมิน

การยึดถือหลักการเหล่านี้ช่วยให้การตรวจประเมินเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลและน่าเชื่อถือในการสนับสนุนนโยบายและการควบคุมของฝ่ายบริหาร โดยให้ข้อมูลที่องค์กรสามารถนำไปใช้เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินงานได้

หลักการตรวจประเมินยังมีความสำคัญต่อการจัดทำข้อสรุปจากการตรวจประเมินให้มีความเกี่ยวข้องและเพียงพอ และช่วยให้ผู้ตรวจประเมินซึ่งปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระจากกัน สามารถได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกันภายใต้สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน

หลักการตรวจประเมินตาม ISO 19011:2026 มีกี่หลักการ

ISO 19011:2026 กำหนดหลักการตรวจประเมินไว้ทั้งหมด 7 หลักการ ได้แก่

หลักการตรวจประเมิน 7 หลักการ ตาม ISO 19011:2026

1. ความซื่อสัตย์สุจริต

ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นรากฐานของความเป็นมืออาชีพ

ผู้ตรวจประเมินและบุคคลที่รับผิดชอบบริหารโปรแกรมการตรวจประเมินควรปฏิบัติงานอย่างมีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีความรับผิดชอบ

ผู้ตรวจประเมินควรดำเนินกิจกรรมการตรวจประเมินเฉพาะเมื่อตนมีความสามารถเพียงพอที่จะปฏิบัติงานดังกล่าว รวมทั้งต้องดำเนินงานอย่างเป็นกลาง มีความเป็นธรรม และปราศจากอคติในการติดต่อและการปฏิบัติงานกับผู้เกี่ยวข้อง

ผู้ตรวจประเมินยังต้องตระหนักถึงอิทธิพลต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อการใช้ดุลยพินิจระหว่างดำเนินการตรวจประเมิน

ผู้ตรวจประเมินภายในควรปฏิบัติอย่างไร

ในการตรวจประเมินภายใน ผู้ตรวจประเมินควรพิจารณาว่า

  • มีความรู้และความสามารถเพียงพอสำหรับขอบข่ายที่ได้รับมอบหมายหรือไม่
  • สามารถปฏิบัติงานโดยไม่ให้อคติส่วนบุคคลมีผลต่อข้อสรุปหรือไม่
  • มีแรงกดดันหรืออิทธิพลใดที่อาจกระทบต่อการใช้ดุลยพินิจหรือไม่
  • ข้อค้นพบและข้อสรุปสะท้อนสิ่งที่ตรวจพบจริงหรือไม่
  • สามารถรับผิดชอบต่อข้อมูลและข้อสรุปที่ตนรายงานได้หรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากผู้บริหารขอให้ผู้ตรวจลดระดับความรุนแรงของความไม่สอดคล้องโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน ผู้ตรวจควรยืนยันข้อสรุปตามเกณฑ์และหลักฐานที่ตรวจพบ ไม่ควรเปลี่ยนผลการตรวจเพราะแรงกดดันหรือความเกรงใจ

2. การนำเสนออย่างเป็นธรรม

การนำเสนออย่างเป็นธรรมเป็นหน้าที่ในการรายงานอย่างตรงตามความจริงและถูกต้อง

ข้อค้นพบจากการตรวจประเมิน ข้อสรุปจากการตรวจประเมิน และรายงานการตรวจประเมิน ควรสะท้อนกิจกรรมการตรวจประเมินอย่างถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง

หากพบอุปสรรคสำคัญระหว่างการตรวจ หรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างทีมตรวจกับผู้รับการตรวจและยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ควรรายงานประเด็นดังกล่าวไว้ด้วย

การสื่อสารเกี่ยวกับการตรวจประเมินควรมีลักษณะดังนี้

  • ตรงตามความจริง
  • ถูกต้อง
  • เป็นกลาง
  • ทันเวลา
  • ชัดเจน
  • ครบถ้วน

การนำไปใช้กับรายงานการตรวจประเมินภายใน

รายงานการตรวจประเมินภายในไม่ควรสรุปกว้างเกินกว่าหลักฐานที่ตรวจพบ และไม่ควรละเว้นข้อมูลที่มีผลต่อความเข้าใจของผู้อ่าน

ตัวอย่างข้อความที่กว้างเกินไป:

ฝ่ายผลิตไม่มีการควบคุมเอกสาร

ข้อความดังกล่าวอาจทำให้เข้าใจว่าทั้งฝ่ายผลิตไม่มีระบบควบคุมเอกสาร ทั้งที่ผู้ตรวจอาจพบปัญหาเพียงจุดเดียว

ตัวอย่างข้อความที่เหมาะสมกว่า:

จากการสุ่มตรวจเอกสาร ณ จุดปฏิบัติงานจำนวน 5 จุด พบว่า 1 จุดยังคงใช้เอกสารวิธีปฏิบัติงานฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 ขณะที่บัญชีควบคุมเอกสารระบุฉบับปัจจุบันเป็นฉบับแก้ไขครั้งที่ 4

ข้อความดังกล่าวระบุขอบเขตการสุ่ม หลักฐานที่พบ และสภาพที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่สรุปเกินกว่าหลักฐาน

3. การใช้ความระมัดระวังอย่างมืออาชีพ

การใช้ความระมัดระวังอย่างมืออาชีพ หมายถึง การใช้ความขยันรอบคอบและดุลยพินิจในการตรวจประเมิน

ผู้ตรวจประเมินควรปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงความสำคัญของงานที่ดำเนินการ และความเชื่อมั่นที่ผู้ว่าจ้างการตรวจประเมินรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมอบให้แก่ผู้ตรวจ

ปัจจัยสำคัญของหลักการนี้คือ ความสามารถในการใช้เหตุผลและดุลยพินิจในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการตรวจประเมิน

การนำไปใช้กับผู้ตรวจประเมินภายใน

ผู้ตรวจประเมินภายในควร

  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนออกข้อสรุป
  • พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
  • ไม่รีบสรุปจากหลักฐานเพียงรายการเดียว
  • พิจารณาความสำคัญและผลกระทบของประเด็น
  • ใช้ความรู้และประสบการณ์อย่างเหมาะสม
  • ขอหลักฐานเพิ่มเติมเมื่อข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ

ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลในแผงสรุปผลไม่ตรงกับรายงานของหน่วยงาน ผู้ตรวจไม่ควรออกความไม่สอดคล้องทันที แต่ควรตรวจสอบช่วงเวลาของข้อมูล สูตรการคำนวณ วันที่ปรับปรุงข้อมูล และแหล่งข้อมูลที่ใช้ก่อนจัดทำข้อสรุป

4. การรักษาความลับ

การรักษาความลับเกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ผู้ตรวจประเมินควรใช้ความระมัดระวังในการใช้และปกป้องข้อมูลที่ได้รับระหว่างดำเนินกิจกรรมการตรวจประเมิน

ข้อมูลจากการตรวจไม่ควรถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสมเพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ตรวจหรือผู้ว่าจ้างการตรวจประเมิน และไม่ควรถูกนำไปใช้ในลักษณะที่กระทบต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของผู้รับการตรวจ

หลักการนี้รวมถึงการจัดการข้อมูลที่มีความอ่อนไหวหรือเป็นความลับอย่างเหมาะสม

ข้อมูลใดที่ผู้ตรวจควรควบคุม

ระหว่างการตรวจประเมินภายใน ผู้ตรวจอาจเข้าถึงข้อมูล เช่น

  • ข้อมูลลูกค้า
  • ข้อมูลพนักงาน
  • ข้อมูลผู้ส่งมอบ
  • สูตรหรือวิธีการผลิต
  • ข้อมูลต้นทุนและราคา
  • ผลการทดสอบ
  • เอกสารภายใน
  • ข้อมูลจากระบบสารสนเทศ
  • ภาพถ่ายหรือภาพหน้าจอ
  • แฟ้มบันทึกเหตุการณ์ของระบบ
  • ร่องรอยการตรวจสอบ

ผู้ตรวจควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ของการตรวจประเมิน และต้องควบคุมการเข้าถึง การจัดเก็บ การส่งต่อ และการทำลายข้อมูลตามข้อกำหนดขององค์กร

กรณีใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยเตรียมคำถามหรือสรุปบันทึก ผู้ตรวจไม่ควรส่งข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนบุคคลเข้าสู่ระบบที่องค์กรไม่ได้อนุมัติ

5. ความเป็นอิสระ

ความเป็นอิสระเป็นพื้นฐานของความเป็นกลางในการตรวจประเมินและความเป็นปรนัยของข้อสรุปจากการตรวจประเมิน

ผู้ตรวจควรเป็นอิสระจากกิจกรรมที่ตรวจเท่าที่สามารถปฏิบัติได้ และต้องปฏิบัติงานโดยปราศจากอคติและความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ผู้ตรวจต้องรักษาความเป็นปรนัยตลอดกระบวนการตรวจ เพื่อให้ข้อค้นพบและข้อสรุปจากการตรวจประเมินตั้งอยู่บนหลักฐานการตรวจประเมินเท่านั้น

หากผู้ตรวจประเมินภายในไม่สามารถเป็นอิสระจากกิจกรรมที่ตรวจได้อย่างสมบูรณ์ ควรดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อลดอคติและสนับสนุนให้เกิดความเป็นปรนัย

องค์กรควรจัดผู้ตรวจอย่างไร

องค์กรควรหลีกเลี่ยงการมอบหมายให้บุคคลตรวจงานที่ตนเองรับผิดชอบโดยตรง เช่น

  • ผู้จัดทำระเบียบปฏิบัติตรวจประสิทธิผลของระเบียบที่ตนจัดทำเอง
  • หัวหน้าหน่วยงานตรวจผลการทำงานของหน่วยงานตนเองโดยไม่มีผู้ทบทวน
  • ผู้รับผิดชอบแก้ไขปัญหาเป็นผู้ยืนยันประสิทธิผลของการแก้ไขด้วยตนเอง

หากองค์กรมีบุคลากรจำกัด อาจใช้วิธีลดความเสี่ยง เช่น

  • ตรวจข้ามหน่วยงาน
  • ให้หัวหน้าทีมตรวจทบทวนหลักฐาน
  • ใช้ผู้ตรวจจากสาขาอื่น
  • ใช้ผู้ตรวจภายนอกสำหรับกระบวนการสำคัญ
  • บันทึกข้อจำกัดและมาตรการควบคุมไว้ในแผนการตรวจ

6. แนวทางที่อ้างอิงหลักฐาน

แนวทางที่อ้างอิงหลักฐานเป็นวิธีการที่มีเหตุผลในการได้มาซึ่งข้อสรุปจากการตรวจประเมินที่น่าเชื่อถือและสามารถทำซ้ำได้ ภายใต้กระบวนการตรวจประเมินที่เป็นระบบ

หลักฐานการตรวจประเมินต้องสามารถทวนสอบได้

เนื่องจากการตรวจประเมินดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดและมีทรัพยากรจำกัด การตรวจจึงมักอ้างอิงจากการสุ่มตัวอย่างข้อมูลที่มีอยู่

ผู้ตรวจควรใช้การสุ่มตัวอย่างอย่างเหมาะสม เพราะวิธีการสุ่มมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความเชื่อมั่นที่สามารถให้แก่ข้อสรุปจากการตรวจประเมิน

หลักฐานการตรวจประเมินอาจมาจากอะไร

หลักฐานการตรวจประเมินอาจได้จาก

  • การสัมภาษณ์
  • การสังเกตการปฏิบัติงาน
  • เอกสารและบันทึก
  • ผลการวัดและผลการทดสอบ
  • ข้อมูลจากระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร
  • แผงสรุปผลข้อมูล
  • แฟ้มบันทึกเหตุการณ์ของระบบ
  • ร่องรอยการตรวจสอบ
  • ภาพถ่ายหรือภาพหน้าจอ
  • การสอบกลับรายการตั้งแต่ปัจจัยนำเข้าจนถึงผลลัพธ์

ผู้ตรวจต้องพิจารณาว่าหลักฐานมีความเกี่ยวข้อง สามารถทวนสอบได้ เป็นปัจจุบัน และเพียงพอต่อการออกข้อสรุปหรือไม่

การเขียนข้อค้นพบจากการตรวจประเมิน

ข้อค้นพบจากการตรวจประเมินควรเชื่อมโยง 3 ส่วน ได้แก่

เกณฑ์การตรวจประเมิน → หลักฐานการตรวจประเมิน → ข้อสรุปจากการตรวจประเมิน

ตัวอย่าง:

เกณฑ์การตรวจประเมิน: ระเบียบปฏิบัติ WI-WH-04 กำหนดให้วัตถุดิบทุกพาเลทต้องมีฉลากระบุชื่อวัตถุดิบ เลขล็อต และสถานะการตรวจรับ

หลักฐานการตรวจประเมิน: จากการตรวจพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบ พบวัตถุดิบจำนวน 3 พาเลทไม่มีฉลากระบุเลขล็อตและสถานะการตรวจรับ

ข้อสรุปจากการตรวจประเมิน: การควบคุมวัตถุดิบดังกล่าวไม่เป็นไปตาม WI-WH-04

7. แนวทางที่อ้างอิงความเสี่ยง

แนวทางที่อ้างอิงความเสี่ยงเป็นแนวทางการตรวจประเมินที่พิจารณาความเสี่ยงและโอกาส

แนวทางดังกล่าวควรมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อ

  • การวางแผนโปรแกรมการตรวจประเมิน
  • การนำโปรแกรมการตรวจประเมินไปปฏิบัติ
  • การวางแผนการตรวจประเมินแต่ละครั้ง
  • การดำเนินการตรวจประเมิน
  • การรายงานผลการตรวจประเมิน

จุดประสงค์คือเพื่อให้การตรวจมุ่งเน้นประเด็นที่มีความสำคัญต่อผู้ว่าจ้างการตรวจประเมิน และช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโปรแกรมการตรวจประเมิน

ปัจจัยที่ควรใช้กำหนดความถี่และความลึกของการตรวจ

องค์กรอาจพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้

  • ความสำคัญของกระบวนการ
  • ผลการตรวจครั้งก่อน
  • ความไม่สอดคล้องที่เกิดซ้ำ
  • แนวโน้มข้อร้องเรียน
  • ผลการดำเนินงานของกระบวนการ
  • การเปลี่ยนบุคลากร
  • การเปลี่ยนเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี
  • การเริ่มใช้ระบบสารสนเทศใหม่
  • ความซับซ้อนของกิจกรรม
  • ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ บริการ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ตัวอย่างเช่น กระบวนการผลิตที่มีความไม่สอดคล้องเกิดซ้ำและมีของเสียเพิ่มขึ้น อาจกำหนดให้ตรวจปีละ 2 ครั้ง ส่วนกระบวนการที่มีความเสี่ยงต่ำ ผลการดำเนินงานคงที่ และไม่มีการเปลี่ยนแปลง อาจกำหนดให้ตรวจทุก 12–18 เดือน

หากองค์กรเริ่มใช้ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรหรือระบบคลาวด์ใหม่ อาจเพิ่มการตรวจระบบสารสนเทศเป็นการตรวจเฉพาะ เพื่อประเมินสิทธิการเข้าถึง ความถูกต้องของข้อมูล การสำรองข้อมูล และร่องรอยการตรวจสอบ

ตารางสรุปหลักการตรวจประเมิน 7 หลักการ

หลักการทั้ง 7 ข้อเชื่อมโยงกันอย่างไร

หลักการตรวจประเมินทั้ง 7 ข้อไม่ได้แยกออกจากกัน แต่ต้องนำมาใช้ร่วมกันตลอดกระบวนการตรวจประเมิน

ตัวอย่างเช่น ผู้ตรวจพบว่าข้อมูลในแผงสรุปผลอาจแสดงว่ากระบวนการไม่บรรลุตัวชี้วัด ผู้ตรวจควร

  • ใช้ความซื่อสัตย์สุจริต โดยไม่ปกปิดสิ่งที่พบ
  • นำเสนออย่างเป็นธรรม โดยรายงานทั้งข้อเท็จจริงและข้อจำกัด
  • ใช้ความระมัดระวังอย่างมืออาชีพ โดยตรวจสอบสูตรและช่วงเวลาของข้อมูล
  • รักษาความลับ โดยไม่เผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้ไม่มีสิทธิ
  • รักษาความเป็นอิสระจากแรงกดดันของเจ้าของกระบวนการ
  • อ้างอิงหลักฐาน โดยทวนสอบกับบันทึกและร่องรอยการตรวจสอบ
  • อ้างอิงความเสี่ยง โดยพิจารณาผลกระทบต่อวัตถุประสงค์ขององค์กร

การตรวจประเมินที่มีคุณภาพจึงต้องอาศัยการใช้หลักการทั้ง 7 ข้อร่วมกันอย่างสมดุล

สรุป

ISO 19011:2026 กำหนดหลักการตรวจประเมินไว้ 7 หลักการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต การนำเสนออย่างเป็นธรรม การใช้ความระมัดระวังอย่างมืออาชีพ การรักษาความลับ ความเป็นอิสระ แนวทางที่อ้างอิงหลักฐาน และแนวทางที่อ้างอิงความเสี่ยง

หลักการเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการตรวจประเมินที่มีประสิทธิผลและน่าเชื่อถือ รวมถึงเป็นพื้นฐานของการบริหารโปรแกรมการตรวจประเมิน การดำเนินการตรวจ และการประเมินความสามารถของผู้ตรวจประเมิน

สำหรับการตรวจประเมินภายใน ผู้ตรวจไม่ควรมุ่งเพียงตรวจว่ามีเอกสารครบหรือพบความไม่สอดคล้องหรือไม่ แต่ต้องปฏิบัติงานอย่างมีจริยธรรม เป็นกลาง รอบคอบ รักษาความลับ ใช้หลักฐานที่ทวนสอบได้ และพิจารณาความเสี่ยงกับโอกาสตลอดกระบวนการตรวจประเมิน

เมื่อองค์กรนำหลักการทั้ง 7 ข้อไปใช้อย่างเหมาะสม การตรวจประเมินภายในจะไม่เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อให้ครบตามข้อกำหนด แต่จะช่วยให้องค์กรประเมินระบบ ค้นหาประเด็นสำคัญ และปรับปรุงผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand