ISO 22000 ข้อ 6.1 ความเสี่ยงและโอกาส ต่างจากการวิเคราะห์อันตรายอย่างไร

ภาพปกบทความ ISO 22000 ข้อ 6.1 ความเสี่ยงและโอกาส
สรุปสั้นก่อน
ISO 22000:2018 ข้อ 6.1 การดำเนินการเพื่อจัดการความเสี่ยงและโอกาส เป็นข้อที่ถูกอ่านสลับกับการวิเคราะห์อันตรายในข้อ 8.5.2 ได้ง่ายที่สุด เพราะทั้งคู่พูดถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่ทั้งสองข้อทำงานคนละระดับ ข้อ 6.1 มองความเสี่ยงในระดับองค์กรและระดับระบบ ว่ามีอะไรที่จะทำให้ระบบไม่บรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนข้อ 8.5.2 มองอันตรายที่จะเข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์และทำให้ผู้บริโภคเจ็บป่วย บทความนี้แยกเส้นแบ่งนั้นให้ชัด

ความเสี่ยงกับอันตราย เป็นคนละคำที่ตั้งใจให้ต่างกัน

ในภาษาไทยที่ใช้กันหน้างาน คำว่าความเสี่ยงถูกใช้แทนกันได้กับคำว่าอันตราย ซึ่งไม่เป็นปัญหาในบทสนทนา แต่เป็นปัญหาเมื่อเอามาใช้กับ ISO 22000 เพราะมาตรฐานฉบับนี้แยกสองคำนี้ออกจากกันโดยเจตนา

อันตรายด้านความปลอดภัยของอาหาร (food safety hazard) คือสิ่งที่อยู่ในหรือมากับอาหารแล้วอาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นอันตรายทางชีวภาพ เคมี กายภาพ หรือสารก่อภูมิแพ้ การจัดการเรื่องนี้อยู่ในข้อ 8.5 ทั้งหมด ตั้งแต่การวิเคราะห์อันตราย การเลือกมาตรการควบคุม ไปจนถึงแผนควบคุมอันตราย

ความเสี่ยง (risk) ในข้อ 6.1 คือผลของความไม่แน่นอนที่มีต่อความสามารถขององค์กรในการทำให้ระบบบรรลุผล ซึ่งกินความกว้างกว่ามาก เช่น การพึ่งพาผู้ส่งมอบวัตถุดิบหลักเพียงรายเดียว การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของประเทศปลายทางที่ส่งออก หรือการสูญเสียบุคลากรที่เป็นแกนของทีมความปลอดภัยของอาหาร

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

เส้นแบ่งที่ใช้ตรวจสอบตัวเองได้ง่ายคือ ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ในตัวผลิตภัณฑ์แล้วทำให้ผู้บริโภคเจ็บป่วย มันคืออันตราย และอยู่ในข้อ 8.5.2 แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นสถานการณ์ที่จะทำให้องค์กรควบคุมอันตรายได้ไม่ดีเท่าที่ควร มันคือความเสี่ยง และอยู่ในข้อ 6.1

กรณีสมมติ — ผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน ชลบุรี

โรงงานสมมติแห่งหนึ่งรับซื้อผักสดจากผู้ส่งมอบรายเดียวมาตลอดสี่ปี

การปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคที่ติดมากับผักสด เป็นอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหาร ต้องจัดการผ่านการวิเคราะห์อันตรายในข้อ 8.5.2 และมาตรการควบคุมในกระบวนการล้างและฆ่าเชื้อ

ส่วนการที่โรงงานพึ่งพาผู้ส่งมอบเพียงรายเดียว เป็นความเสี่ยงตามข้อ 6.1 เพราะถ้าผู้ส่งมอบรายนั้นหยุดส่งกะทันหัน โรงงานจะต้องหาแหล่งใหม่ภายใต้แรงกดดันด้านเวลา ซึ่งเพิ่มโอกาสที่กระบวนการอนุมัติผู้ส่งมอบจะถูกลัดขั้นตอน

สังเกตว่าความเสี่ยงตัวนี้ไม่ใช่อันตราย แต่มันเพิ่มโอกาสที่การควบคุมอันตรายจะล้มเหลว นั่นคือเหตุผลที่มาตรฐานต้องการให้จัดการทั้งสองระดับ

6.1.1 ต้นทางของข้อนี้อยู่ที่ข้อ 4

ข้อ 6.1.1 ไม่ได้ให้องค์กรนั่งคิดความเสี่ยงขึ้นมาลอย ๆ แต่กำหนดให้เริ่มจากสิ่งที่พิจารณาไว้แล้วในข้อ 4.1 ประเด็นภายในและภายนอก และข้อ 4.2 ความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ลำดับนี้มีเหตุผล เพราะความเสี่ยงคือความไม่แน่นอนที่เกาะอยู่กับบริบท องค์กรที่ไม่ได้ทำข้อ 4.1 และ 4.2 ให้มีเนื้อหาจริง จะได้รายการความเสี่ยงที่เป็นสูตรสำเร็จเหมือนกันหมดทุกที่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผู้ตรวจประเมินสังเกตเห็นได้ทันที

ข้อนี้ยังระบุจุดประสงค์ของการจัดการไว้สี่ทาง คือให้ความมั่นใจว่าระบบจะบรรลุผลตามที่ตั้งใจ การเพิ่มผลที่พึงประสงค์ การป้องกันหรือลดผลที่ไม่พึงประสงค์ และการทำให้เกิดการปรับปรุง สิ่งที่ควรสังเกตคือคำว่าโอกาสไม่ได้แปลว่าด้านบวกของความเสี่ยงเสมอไป แต่หมายถึงสถานการณ์ที่เปิดทางให้ระบบดีขึ้น เช่น การมีเทคโนโลยีตรวจวัดแบบใหม่ที่ทำให้รู้ผลเร็วกว่าเดิม

6.1.2 วางแผนแล้วต้องบอกได้ว่าจะฝังเข้าระบบตรงไหน

ข้อ 6.1.2 กำหนดสองเรื่อง เรื่องแรกคือองค์กรต้องวางแผนการดำเนินการเพื่อจัดการกับความเสี่ยงและโอกาสที่ระบุไว้ เรื่องที่สองคือต้องวางแผนว่าจะบูรณาการและนำการดำเนินการนั้นไปใช้ในกระบวนการของระบบอย่างไร รวมถึงจะประเมินประสิทธิผลของมันอย่างไร

เรื่องที่สองคือจุดที่แยกทะเบียนความเสี่ยงที่มีชีวิตออกจากทะเบียนที่ทำไว้เพื่อการตรวจ ถ้าองค์กรระบุความเสี่ยงเรื่องการพึ่งพาผู้ส่งมอบรายเดียวไว้ แล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนในเกณฑ์การคัดเลือกผู้ส่งมอบตามข้อ 7.1.6 ไม่มีอะไรเปลี่ยนในแผนงานประจำปี และไม่มีตัวชี้วัดใดที่ติดตามเรื่องนี้ แปลว่าการวางแผนตามข้อ 6.1.2 ยังไม่เกิดขึ้นจริง

คำว่าประเมินประสิทธิผลในข้อนี้ยังโยงไปที่ข้อ 9.1.2 การวิเคราะห์และประเมินผล และข้อ 9.3 การทบทวนฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นจุดที่ผลของการจัดการความเสี่ยงจะถูกนำกลับมาดูอีกครั้ง

6.1.3 ได้สัดส่วน — ข้อความสั้นที่กันเรื่องเกินตัว

ข้อ 6.1.3 กำหนดว่าการดำเนินการที่องค์กรเลือกใช้ ต้องได้สัดส่วนกับผลกระทบต่อข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอาหาร และต้องได้สัดส่วนกับข้อกำหนดของลูกค้าและของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น

ข้อความสั้น ๆ นี้ทำงานสองทาง ทางแรกคือกันไม่ให้องค์กรตอบความเสี่ยงที่มีผลกระทบสูงด้วยมาตรการเบาบาง ทางที่สองคือกันไม่ให้องค์กรสร้างระบบเอกสารมหาศาลเพื่อจัดการความเสี่ยงที่มีผลกระทบจำกัด

ผลตามมาที่มีประโยชน์คือ มาตรฐานไม่ได้บังคับให้ใช้วิธีการประเมินความเสี่ยงแบบใดแบบหนึ่ง โรงงานขนาดเล็กที่ใช้การประชุมทีมแล้วจัดลำดับความเสี่ยงด้วยเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้และบันทึกเหตุผล สามารถสอดคล้องกับข้อ 6.1 ได้เท่ากับองค์กรที่ใช้เมทริกซ์คะแนนละเอียด ตราบใดที่ผลลัพธ์ได้สัดส่วนกับความเสี่ยงจริง

ตารางเทียบ — ข้อ 6.1 กับ ข้อ 8.5.2 ต่างกันตรงไหน

ประเด็น ข้อ 6.1 ความเสี่ยงและโอกาส ข้อ 8.5.2 การวิเคราะห์อันตราย
ระดับที่มอง ระดับองค์กรและระบบ ระดับผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และขั้นตอนการผลิต
ต้นทางของข้อมูล ประเด็นตามข้อ 4.1 และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามข้อ 4.2 ลักษณะวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ แผนผังกระบวนการ และข้อมูลทางวิชาการ
คำถามหลัก อะไรจะทำให้ระบบไม่บรรลุผลที่ตั้งใจไว้ อันตรายใดอาจอยู่ในผลิตภัณฑ์ และต้องควบคุมที่ขั้นตอนใด
ผลลัพธ์ที่ได้ แผนการดำเนินการที่ฝังอยู่ในกระบวนการของระบบ มาตรการควบคุมที่จัดเป็น CCP หรือ OPRP ในแผนควบคุมอันตราย
ใครรับผิดชอบหลัก ผู้บริหารระดับสูงร่วมกับผู้รับผิดชอบกระบวนการ ทีมความปลอดภัยของอาหารตามข้อ 5.3 และ 7.2

จุดที่ควรระวังเวลาทำทะเบียนความเสี่ยง

ข้อ 6.1 ไม่ได้กำหนดว่าต้องเก็บเอกสารสารสนเทศในรูปทะเบียนความเสี่ยง องค์กรจะบันทึกไว้ในรูปแบบใดก็ได้ แต่เมื่อเลือกทำเป็นทะเบียนแล้ว มีสองเรื่องที่ควรระวัง

เรื่องแรกคือการเอาอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารมาใส่ปนในทะเบียนความเสี่ยงระดับองค์กร ผลที่ตามมาคือรายการยาวขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มการควบคุมใด เพราะอันตรายเหล่านั้นถูกจัดการอยู่แล้วในข้อ 8.5 และการนับซ้ำทำให้ภาพความเสี่ยงระดับองค์กรพร่าเลือน

เรื่องที่สองคือการปล่อยให้ทะเบียนหยุดนิ่ง ความเสี่ยงมาจากบริบท และบริบทเปลี่ยนตามกฎหมาย ตลาด และโครงสร้างของซัพพลายเชน ถ้าทะเบียนความเสี่ยงมีเนื้อหาเดิมทุกปีในขณะที่ข้อ 4.1 ถูกทบทวนแล้วมีประเด็นใหม่เพิ่มเข้ามา แสดงว่าสองข้อนี้ขาดการเชื่อมต่อกัน

คำถามที่ควรตอบได้

  1. ความเสี่ยงที่องค์กรระบุไว้ตามข้อ 6.1 สืบย้อนกลับไปหาประเด็นในข้อ 4.1 หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในข้อ 4.2 ข้อใดได้บ้าง (ที่มา: ข้อ 6.1.1)
  2. ในทะเบียนที่ใช้อยู่ มีรายการใดที่จริง ๆ แล้วเป็นอันตรายด้านความปลอดภัยของอาหารซึ่งควรอยู่ในข้อ 8.5.2 หรือไม่ (ที่มา: ข้อ 6.1.1 เทียบกับข้อ 8.5.2)
  3. การดำเนินการที่วางไว้สำหรับความเสี่ยงลำดับต้น ๆ ถูกฝังไว้ในกระบวนการใดของระบบ และเห็นได้จากเอกสารใด (ที่มา: ข้อ 6.1.2)
  4. องค์กรประเมินประสิทธิผลของการดำเนินการเหล่านั้นอย่างไร และผลถูกนำเข้าสู่การทบทวนฝ่ายบริหารหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 6.1.2 ประกอบข้อ 9.3)
  5. องค์กรอธิบายได้หรือไม่ว่าทำไมมาตรการที่เลือกจึงได้สัดส่วนกับผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหาร (ที่มา: ข้อ 6.1.3)

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรฝึกอบรม ISO 22000:2018 ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand