ข้อ 7.1.5 ของ ISO 22000:2018 พูดถึงกรณีที่องค์กรหยิบสิ่งที่คนอื่นพัฒนาไว้แล้วมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร (food safety management system หรือ FSMS) เช่น แบบจำลองแผน HACCP ทั่วไปของกลุ่มผลิตภัณฑ์ คู่มือแนวปฏิบัติของสมาคมอุตสาหกรรม หรือชุดเอกสารสำเร็จรูป ข้อกำหนดไม่ได้ห้ามใช้ แต่ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าต้องพิสูจน์ได้ว่าสิ่งนั้นเหมาะกับกระบวนการและผลิตภัณฑ์ขององค์กรเอง ถูกปรับให้เข้ากับหน้างานจริง และถูกดูแลให้ทันสมัยต่อไป
ข้อนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไร
ในห่วงโซ่อาหารมีเอกสารกลางที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ร่วมกันจำนวนมาก ทั้งแนวปฏิบัติของสมาคมผู้ผลิต แบบจำลองการวิเคราะห์อันตรายสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์หนึ่ง หรือชุดโปรแกรมพื้นฐานที่ถูกเขียนไว้แบบกลาง การมีเอกสารเหล่านี้เป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้องค์กรขนาดเล็กเริ่มต้นได้เร็วขึ้นและไม่ต้องคิดใหม่ทั้งหมด
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อองค์กรนำเอกสารกลางมาใช้โดยไม่แตะต้องอะไรเลย เพราะความปลอดภัยอาหารเป็นเรื่องเฉพาะสถานที่ อันตรายที่เกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่รับเข้ามาจริง ผังโรงงานจริง เครื่องจักรจริง และพฤติกรรมการทำงานของคนในโรงงานนั้น แผนที่เขียนขึ้นสำหรับโรงงานทั่วไปจึงอาจระบุจุดควบคุมที่โรงงานหนึ่งไม่มี และมองข้ามอันตรายที่โรงงานนั้นมีอยู่จริง
ข้อ 7.1.5 จึงเข้ามาเป็นประตูควบคุมคุณภาพของการหยิบยืม เจตนาไม่ใช่การกีดกันเอกสารภายนอก แต่คือการยืนยันว่าองค์กรได้ใช้ความคิดของตัวเองกับสิ่งที่หยิบมาแล้ว
สามเงื่อนไขที่ต้องผ่าน
เมื่ออ่านข้อนี้ในฐานะผู้ตรวจประเมิน สาระที่ต้องตรวจแยกได้เป็นสามเงื่อนไขที่ต่อกันเป็นลำดับ
เงื่อนไขแรกคือความเหมาะสมกับบริบทของตัวเอง องค์กรต้องแสดงได้ว่าสิ่งที่หยิบมานั้นถูกพัฒนาขึ้นสำหรับกระบวนการและผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกับที่องค์กรทำจริง ไม่ใช่หยิบมาเพราะหาได้ง่าย
เงื่อนไขที่สองคือการปรับให้เข้ากับหน้างาน การปรับในที่นี้หมายถึงการเทียบทีละจุดว่าอะไรตรง อะไรไม่ตรง อะไรต้องเพิ่ม และอะไรต้องตัดออก ผลของการเทียบต้องเห็นได้ ไม่ใช่อยู่ในความทรงจำของผู้รับผิดชอบเพียงคนเดียว
เงื่อนไขที่สามคือการดูแลต่อเนื่อง เอกสารที่หยิบมาไม่ได้หยุดนิ่ง เมื่อองค์กรเปลี่ยนวัตถุดิบ เปลี่ยนสายการผลิต หรือเมื่อแหล่งที่มาออกฉบับปรับปรุง องค์กรต้องมีกลไกที่ทำให้รู้และทบทวน ซึ่งเชื่อมโดยตรงกับข้อ 10.3 การปรับปรุงระบบให้ทันสมัย
โรงงานรับแบบจำลองแผนวิเคราะห์อันตรายสำหรับกุ้งแช่เยือกแข็งมาจากเอกสารกลางของกลุ่มอุตสาหกรรม แล้วนำมาใช้โดยเปลี่ยนเพียงชื่อบริษัทบนหัวกระดาษ เมื่อผู้ตรวจเดินสายการผลิตพบว่าโรงงานมีขั้นตอนการต้มสุกก่อนแช่เยือกแข็งสำหรับผลิตภัณฑ์บางรายการ ซึ่งแบบจำลองที่หยิบมาไม่มีขั้นตอนนี้อยู่เลย และไม่มีเอกสารใดแสดงว่าทีมความปลอดภัยอาหารเคยพิจารณาความต่างนี้
สิ่งที่โรงงานทำหลังจากนั้นคือ ทำตารางเทียบระหว่างขั้นตอนในแบบจำลองกับผังกระบวนการจริงของตนเอง ระบุความต่างทีละบรรทัด แล้วให้ทีมความปลอดภัยอาหารพิจารณาอันตรายของขั้นตอนที่เพิ่มเข้ามาใหม่ตามข้อ 8.5.2 ผลลัพธ์คือแผนที่ยังอิงโครงจากเอกสารกลาง แต่มีร่องรอยความคิดของโรงงานเองอยู่ในนั้น กรณีนี้เป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบายเท่านั้น
เส้นแบ่งกับข้อ 7.1.6 ที่ควรเข้าใจให้ตรง
ข้อ 7.1.5 กับข้อ 7.1.6 อยู่ติดกันและถูกสลับกันได้ง่าย ความต่างอยู่ที่สิ่งที่ถูกนำเข้ามาจากภายนอก
| ประเด็น | ข้อ 7.1.5 | ข้อ 7.1.6 |
|---|---|---|
| สิ่งที่นำเข้ามา | องค์ประกอบของตัวระบบ เช่น แบบจำลองแผน คู่มือกลาง ชุดเอกสาร | กระบวนการ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ผู้อื่นทำให้ |
| คำถามหลัก | สิ่งนี้ใช้กับกระบวนการของเราได้จริงหรือไม่ และปรับแล้วหรือยัง | ผู้ให้บริการรายนี้ถูกประเมินและควบคุมอย่างไร |
| หลักฐานที่ต่างกัน | ร่องรอยการเทียบและปรับ พร้อมผู้พิจารณา | เกณฑ์คัดเลือก การประเมิน และการเฝ้าติดตามผลงาน |
| ตัวอย่างที่ใกล้เคียง | นำคู่มือแนวปฏิบัติของสมาคมมาใช้เป็นฐานของโปรแกรมพื้นฐาน | จ้างผู้รับเหมาทำความสะอาดหรือควบคุมสัตว์พาหะ |
ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียบเรียงเพื่อช่วยแยกสองข้อออกจากกัน ไม่ใช่เนื้อหาที่ปรากฏในตัวมาตรฐาน ในทางปฏิบัติสองข้อนี้อาจเกิดพร้อมกันได้ เช่น เมื่อองค์กรจ้างผู้รับเหมาควบคุมสัตว์พาหะและรับเอกสารแนวปฏิบัติของผู้รับเหมามาผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมพื้นฐานของตนเอง กรณีเช่นนี้ต้องตอบทั้งสองข้อ
ใครควรเป็นผู้ตัดสินว่าใช้ได้
ข้อ 7.1.5 ไม่ได้ระบุตำแหน่งผู้ตัดสิน แต่เมื่ออ่านประกอบกับข้อ 5.3 และหมวด 8 จะเห็นว่าผู้ที่เหมาะสมคือทีมความปลอดภัยอาหาร เพราะการตัดสินว่าแบบจำลองภายนอกใช้กับกระบวนการของเราได้หรือไม่ ต้องอาศัยความรู้เรื่องวัตถุดิบ กระบวนการ และอันตรายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นความสามารถที่ทีมนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมไว้
สิ่งที่ผู้ตรวจประเมินจะถามต่อคือ การพิจารณานั้นเกิดขึ้นเมื่อใดและมีบันทึกอะไร คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารยาว บันทึกการประชุมของทีมที่ระบุว่าพิจารณาเอกสารใด เห็นความต่างอะไร และตัดสินอย่างไร ก็เพียงพอที่จะแสดงว่ากระบวนการคิดเกิดขึ้นจริง
ผู้ผลิตนำคู่มือแนวปฏิบัติด้านสุขลักษณะของกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่มมาใช้เป็นฐานของโปรแกรมพื้นฐานตามข้อ 8.2 คู่มือนั้นเขียนไว้สำหรับสายการผลิตแบบบรรจุร้อน แต่โรงงานใช้ระบบบรรจุเย็นแบบปลอดเชื้อ ซึ่งมีจุดเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนหลังฆ่าเชื้อที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อทบทวน ทีมความปลอดภัยอาหารจึงคงส่วนที่ใช้ร่วมกันได้ เช่น การจัดการของเสียและสุขลักษณะส่วนบุคคล แล้วเขียนส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมพื้นที่สะอาดขึ้นใหม่ให้ตรงกับระบบที่ใช้จริง พร้อมบันทึกเหตุผลของแต่ละส่วนที่แก้ไข กรณีนี้เป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบายเท่านั้น
สิ่งที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน
เมื่อต้องแสดงต่อผู้ตรวจ องค์กรควรตอบได้สามเรื่องตามลำดับ เรื่องแรกคือแหล่งที่มาและฉบับของสิ่งที่หยิบมา เพราะถ้าไม่รู้ว่าใช้ฉบับใด ก็ไม่มีทางรู้ว่าฉบับนั้นถูกปรับปรุงไปแล้วหรือยัง เรื่องที่สองคือผลการเทียบกับกระบวนการจริง ซึ่งเป็นหัวใจของข้อนี้ เรื่องที่สามคือกลไกทบทวนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรและการปรับปรุงของแหล่งที่มา
เมื่อครบสามเรื่องนี้ เอกสารที่หยิบยืมมาจะไม่ใช่ของแปลกปลอมในระบบอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่องค์กรเป็นเจ้าของและอธิบายได้ทุกบรรทัด ซึ่งเป็นสภาพที่ข้อ 7.1.5 ต้องการ
คำถามที่ควรตอบได้
- องค์ประกอบใดของ FSMS ที่องค์กรนำมาจากภายนอก และรู้หรือไม่ว่าใช้ฉบับใด (ที่มา ข้อ 7.1.5)
- มีหลักฐานอะไรแสดงว่าสิ่งที่หยิบมานั้นเหมาะกับกระบวนการและผลิตภัณฑ์ขององค์กรเอง (ที่มา ข้อ 7.1.5)
- การปรับให้เข้ากับหน้างานเกิดขึ้นที่จุดใดบ้าง และใครเป็นผู้พิจารณา (ที่มา ข้อ 7.1.5 ประกอบข้อ 8.5.2)
- เมื่อแหล่งที่มาออกฉบับปรับปรุง หรือเมื่อองค์กรเปลี่ยนกระบวนการ กลไกใดทำให้เรื่องนี้ถูกทบทวน (ที่มา ข้อ 7.1.5 ประกอบข้อ 10.3)
- กรณีที่รับทั้งเอกสารและบริการจากภายนอกรายเดียวกัน องค์กรแยกการตอบข้อ 7.1.5 กับข้อ 7.1.6 อย่างไร (ที่มา ข้อ 7.1.5 และ 7.1.6)
อ่านต่อในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง
เรื่องโปรแกรมพื้นฐานที่ต้องเลือกและปรับให้ตรงกับโรงงานของตนเอง อ่านต่อได้ที่ ISO 22000 ข้อ 8.2 โปรแกรมพื้นฐาน (PRP) ส่วนขั้นตอนที่ต้องใช้ความคิดขององค์กรเองมากที่สุด อยู่ที่ ISO 22000 ข้อ 8.5.2 การวิเคราะห์อันตราย และการควบคุมสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ อยู่ที่ ISO 22000 ข้อ 7.1.6 การควบคุมกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และบริการจากภายนอก
บทความชุดเดียวกันที่เผยแพร่พร้อมกัน อ่านต่อได้ที่ ISO/IEC 27001 ข้อ 5.3 บทบาท ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ในองค์กร และ การตอบและปิดความไม่สอดคล้องหลังการตรวจประเมิน
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก
หลักสูตรอบรม ISO 22000:2018 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร
Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ISO 22000 ข้อ 7.2 และ 7.3 ความสามารถกับความตระหนัก ต่างกันอย่างไร
GHPs การออกแบบสถานประกอบการและสิ่งอำนวยความสะดวก — ผังที่วางถูกคือมาตรการที่ถูกที่สุด
ISO 22000 ข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น — หลักฐานอยู่ในบันทึกการตัดสินใจทางธุรกิจ
ISO 22000:2018 ข้อ 8.1 การวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน — ร่มที่คลุมทั้งหมวด 8
ISO 22000 ข้อ 5.2 นโยบายความปลอดภัยอาหาร อธิบายและตีความ