ISO 45001 ข้อ 5.2 นโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย: ตีความข้อกำหนดและตัวอย่างในบริบทไทย

ISO 45001 ข้อ 5.2 นโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย: ตีความข้อกำหนดและตัวอย่างในบริบทไทย | EQA Thailand
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 5.2 นโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OH&S policy) ของ ISO 45001:2018 ไม่ได้ขอเอกสารหนึ่งแผ่นที่เขียนสวย แต่ขอคำประกาศทิศทางจากผู้บริหารระดับสูงที่ผูกพันองค์กรไว้กับความมุ่งมั่นชุดหนึ่ง แล้วให้ความมุ่งมั่นชุดนั้นเป็นกรอบที่วัตถุประสงค์ แผนงาน และการตัดสินใจหน้างานต้องเดินตาม จุดที่ทำให้นโยบายของมาตรฐานนี้ต่างจากนโยบายของมาตรฐานอื่นคือความมุ่งมั่นเรื่องการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรวจได้จากพฤติกรรมขององค์กร ไม่ใช่จากถ้อยคำในกรอบรูป

ข้อ 5.2 ต้องการอะไร

สาระของข้อ 5.2 มีสองชั้น ชั้นแรกคือผู้บริหารระดับสูงต้องกำหนด นำไปปฏิบัติ และคงไว้ซึ่งนโยบายอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ชั้นที่สองคือนโยบายนั้นต้องมีเนื้อความที่แสดงความมุ่งมั่นในเรื่องที่มาตรฐานระบุไว้ ไม่ใช่ข้อความทั่วไปที่จะเขียนอย่างไรก็ได้

ความมุ่งมั่นที่มาตรฐานเรียกร้องแบ่งได้เป็นสามกลุ่มถ้ามองด้วยสายตาของผู้ตรวจประเมิน กลุ่มแรกเป็นความมุ่งมั่นต่อผลลัพธ์ คือการจัดให้มีสภาวะการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและการเจ็บป่วยจากการทำงาน โดยผูกกับลักษณะและขนาดของความเสี่ยงขององค์กรเอง ไม่ใช่ผูกกับข้อความมาตรฐานที่ใช้ซ้ำได้ทุกอุตสาหกรรม

กลุ่มที่สองเป็นความมุ่งมั่นต่อวิธีการ คือการทำตามข้อกำหนดด้านกฎหมายและข้อกำหนดอื่นที่องค์กรผูกพัน การขจัดอันตรายและลดความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการปรับปรุงระบบการจัดการอย่างต่อเนื่อง คำว่า “ขจัดอันตราย” ในนโยบายมีน้ำหนักมากกว่าถ้อยคำเชิงพิธีการที่อ่านผ่านได้ง่าย เพราะมันผูกนโยบายเข้ากับลำดับชั้นของการควบคุมในข้อ 8.1.2 โดยตรง องค์กรที่ประกาศว่าจะขจัดอันตรายแต่แก้ทุกเรื่องด้วยอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอย่างเดียว กำลังสร้างช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติที่ผู้ตรวจประเมินเดินตามไปได้

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

กลุ่มที่สามเป็นความมุ่งมั่นต่อคน คือการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานและผู้แทนผู้ปฏิบัติงาน ข้อนี้เป็นเอกลักษณ์ของ ISO 45001 ที่มาตรฐานระบบการจัดการฉบับอื่นไม่มี และเป็นจุดที่ทำให้การคัดลอกนโยบายคุณภาพมาเปลี่ยนคำไม่พอ

นอกจากเนื้อความแล้ว มาตรฐานยังกำหนดเงื่อนไขว่านโยบายต้องคงไว้เป็นเอกสารสารสนเทศ ต้องถูกสื่อสารภายในองค์กร ต้องพร้อมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าถึงตามความเหมาะสม และต้องเกี่ยวข้องและเหมาะสมอยู่เสมอ เงื่อนไขสี่ข้อนี้คือสิ่งที่ทำให้นโยบายเป็นวัตถุที่ตรวจได้ ไม่ใช่เจตนาที่พิสูจน์ไม่ได้

ทำไมนโยบายจึงเป็นข้อที่ตรวจได้จริง ไม่ใช่พิธีกรรม

นโยบายเป็นข้อที่เชื่อมสองทิศทาง ทิศทางขึ้นคือมันเป็นผลผลิตของข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น เพราะคนที่กำหนดคือผู้บริหารระดับสูง ทิศทางลงคือมันเป็นกรอบของข้อ 6.2 วัตถุประสงค์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพราะวัตถุประสงค์ต้องสอดคล้องกับนโยบาย

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ ถ้าอ่านนโยบายแล้วเดาไม่ออกเลยว่าวัตถุประสงค์ของปีนี้ควรเป็นเรื่องอะไร แปลว่านโยบายยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกรอบ และถ้าอ่านวัตถุประสงค์แล้วย้อนกลับไปหาความมุ่งมั่นข้อใดในนโยบายไม่เจอ แปลว่าเส้นเชื่อมขาดอีกด้านหนึ่ง ผู้ตรวจประเมินจึงเดินสองเส้นนี้สวนทางกันเพื่อดูว่าบรรจบกันหรือไม่

กรณีสมมติ — โรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ในระยอง
โรงงานสมมติแห่งหนึ่งผลิตชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป มีพนักงานประจำ 340 คน และผู้รับเหมางานซ่อมบำรุงอีกประมาณ 40 คน กำลังขอการรับรอง ISO 45001 เป็นครั้งแรก

นโยบายที่จัดทำไว้มีข้อความครบทุกความมุ่งมั่นที่มาตรฐานเรียกร้อง ลงนามโดยกรรมการผู้จัดการ ติดไว้ที่ป้อมยามและหน้าห้องประชุม แปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย

ประเด็นเกิดขึ้นเมื่อผู้ตรวจประเมินเดินตามความมุ่งมั่นเรื่องการปรึกษาหารือลงไปหน้างาน คำถามคือในรอบปีที่ผ่านมา ผู้ปฏิบัติงานที่หน้าเครื่องปั๊มถูกถามความเห็นเรื่องใดบ้างก่อนที่มาตรการควบคุมจะถูกกำหนด คำตอบที่ได้คือมาตรการทั้งหมดมาจากที่ประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย ซึ่งมีหัวหน้าแผนกเป็นผู้เข้าประชุม และผลการประชุมถูกแจ้งลงมาเป็นประกาศ

ชั้นแรกของประเด็นนี้อยู่ที่ข้อ 5.4 การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วม เพราะการแจ้งให้ทราบไม่ใช่การปรึกษาหารือ ชั้นที่สองย้อนขึ้นมาที่ข้อ 5.2 เพราะนโยบายประกาศความมุ่งมั่นไว้แล้ว แต่กลไกที่ทำให้ความมุ่งมั่นนั้นเกิดขึ้นจริงยังไม่มี

อีกประเด็นหนึ่งอยู่ที่ผู้รับเหมา นโยบายเขียนว่าใช้กับ “พนักงานทุกคน” ซึ่งเมื่ออ่านตรงตัวแล้วไม่ครอบคลุมผู้รับเหมา ทั้งที่งานซ่อมบำรุงบนที่สูงเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดงานหนึ่งในโรงงาน ทางแก้ที่โรงงานสมมติเลือกใช้คือปรับถ้อยคำให้ครอบคลุมผู้ที่ทำงานภายใต้การควบคุมขององค์กร และปรับวิธีสื่อสารนโยบายในขั้นตอนปฐมนิเทศผู้รับเหมาให้เป็นส่วนหนึ่งของการอนุญาตเข้าพื้นที่

อ่านนโยบายอย่างผู้ตรวจประเมิน

วิธีที่ใช้ได้ผลคืออ่านนโยบายทีละวรรค แล้วถามว่าวรรคนี้ทำให้เกิดหลักฐานอะไรขึ้นในองค์กร ถ้าวรรคใดอ่านแล้วนึกไม่ออกว่าจะไปตามหาหลักฐานที่ไหน วรรคนั้นยังเป็นถ้อยคำ ไม่ใช่ความมุ่งมั่น

ความมุ่งมั่นในนโยบาย สิ่งที่ตามไปดูต่อได้
สภาวะการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ผลการชี้บ่งอันตรายตามข้อ 6.1.2 ครอบคลุมงานที่ทำจริงในวันตรวจหรือไม่ รวมถึงงานที่ทำนาน ๆ ครั้ง
การขจัดอันตรายและลดความเสี่ยง มาตรการที่เลือกใช้ในรอบปีอยู่ระดับใดของลำดับชั้นการควบคุมตามข้อ 8.1.2 และเหตุผลที่ไม่เลือกระดับที่สูงกว่า
การทำตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ทะเบียนข้อกำหนดตามข้อ 6.1.3 และผลการประเมินความสอดคล้องตามข้อ 9.1.2 ที่เป็นรอบล่าสุด
การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วม ร่องรอยตามข้อ 5.4 ที่แสดงว่าความเห็นของผู้ปฏิบัติงานเข้าไปก่อนการตัดสินใจ ไม่ใช่หลังประกาศ
การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์ตามข้อ 6.2 ที่เปลี่ยนไปตามผลการดำเนินงานจริง ไม่ใช่ตัวเลขเดิมที่ยกมาทุกปี

ตารางนี้เป็นการเรียบเรียงเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่เนื้อหาที่ปรากฏในตัวมาตรฐาน

การสื่อสารนโยบายในบริบทของสถานประกอบการไทย

เงื่อนไขที่ว่านโยบายต้องถูกสื่อสารภายในองค์กรมีความหมายเชิงปฏิบัติที่ชัดเจนในสถานประกอบการที่มีกำลังแรงงานใช้ภาษาต่างกัน การติดประกาศเป็นภาษาไทยอย่างเดียวจึงตอบเงื่อนไขนี้ได้ไม่ครบ ถ้าผู้ปฏิบัติงานส่วนหนึ่งอ่านไม่ออก

คำถามที่ใช้ทดสอบได้ง่ายคือถามผู้ปฏิบัติงานว่า ถ้าเห็นสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย องค์กรบอกให้ทำอย่างไร คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นการท่องนโยบาย แต่ควรสะท้อนสาระของนโยบายได้ นี่คือเส้นแบ่งระหว่างการสื่อสารกับการติดประกาศ

ส่วนเงื่อนไขที่ว่านโยบายต้องพร้อมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าถึงตามความเหมาะสม คำว่าตามความเหมาะสมเปิดให้องค์กรตัดสินใจเองว่าจะเผยแพร่ระดับใด องค์กรที่เลือกไม่เผยแพร่สู่สาธารณะไม่ได้ผิดโดยอัตโนมัติ แต่ควรอธิบายได้ว่าใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง และคนกลุ่มนั้นเข้าถึงนโยบายได้ทางใด

ความเกี่ยวข้องและความเหมาะสมที่ต้องคงอยู่

เงื่อนไขที่ว่านโยบายต้องเกี่ยวข้องและเหมาะสมอยู่เสมอ แปลว่านโยบายเป็นเอกสารที่ต้องถูกทบทวน ไม่ใช่เอกสารที่เขียนครั้งเดียวจบ จังหวะทบทวนที่เป็นธรรมชาติที่สุดคือการทบทวนฝ่ายบริหารตามข้อ 9.3 และเหตุการณ์ที่ควรกระตุ้นให้ทบทวนคือการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ภาพความเสี่ยงขององค์กรเปลี่ยนไป เช่น การเพิ่มสายการผลิตที่ใช้สารเคมีชนิดใหม่ การเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานที่ทำให้สัดส่วนผู้รับเหมาเพิ่มขึ้น หรือการขยายเวลาทำงานเป็นสามกะ

ในทางกลับกัน การแก้ไขนโยบายถี่ ๆ โดยไม่มีเหตุก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่า สิ่งที่ผู้ตรวจประเมินสนใจคือมีการพิจารณาหรือไม่ และการพิจารณานั้นให้เหตุผลได้หรือไม่ว่าทำไมจึงคงไว้ตามเดิม

อ่านประกอบ: ISO 45001 ข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น · ISO 45001 ข้อ 5.4 การปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน · ISO 45001 ข้อ 6.2 วัตถุประสงค์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

คำถามที่ควรตอบได้

  1. ความมุ่งมั่นข้อใดในนโยบายที่สะท้อนลักษณะและขนาดความเสี่ยงเฉพาะขององค์กรเรา และข้อความนั้นจะใช้กับองค์กรอื่นไม่ได้เพราะอะไร (ที่มา: ข้อ 5.2)
  2. วัตถุประสงค์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของปีนี้ย้อนกลับไปหาความมุ่งมั่นข้อใดในนโยบาย (ที่มา: ข้อ 5.2 ร่วมกับข้อ 6.2)
  3. ความมุ่งมั่นเรื่องการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมถูกทำให้เกิดขึ้นจริงผ่านกลไกใด และผู้ปฏิบัติงานเข้ามาก่อนหรือหลังการตัดสินใจ (ที่มา: ข้อ 5.2 ร่วมกับข้อ 5.4)
  4. นโยบายถูกสื่อสารถึงผู้ที่ทำงานภายใต้การควบคุมขององค์กรครบทุกกลุ่มหรือไม่ รวมถึงผู้รับเหมาและผู้ที่ใช้ภาษาอื่น (ที่มา: ข้อ 5.2)
  5. นโยบายถูกทบทวนครั้งล่าสุดเมื่อใด ด้วยเหตุใด และผลการทบทวนถูกบันทึกไว้ที่ใด (ที่มา: ข้อ 5.2 ร่วมกับข้อ 9.3)

บทความชุดเดียวกันที่เผยแพร่พร้อมกัน: ISO 22000 ข้อ 7.1 ทรัพยากรของระบบความปลอดภัยอาหาร · การตรวจติดตามภายในแบบบูรณาการหลายมาตรฐาน

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรอบรม ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Jeerasak Muangchin

จีรศักดิ์ ม่วงชิน (Jeerasak Muangchin)

ผู้ตรวจประเมิน / วิทยากร – ระบบยานยนต์ คุณภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ · ผู้ตรวจประเมินขึ้นทะเบียน IATF · Certified in Cybersecurity (CC) · DPO Certified Level 1 & 2 (ICDL)

  • ปริญญาตรี เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (มสธ.) · ปริญญาโท MBA (มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลักสูตรนานาชาติ) · ปริญญาตรี วิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง (มจธ.)
  • Lead Auditor และวิทยากรกับหน่วยรับรองระดับสากลตั้งแต่ปี 2006 · เคยเป็นวิทยากรหลักที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร IRCA ISO 9001 Lead Auditor
  • ประสบการณ์ 4 ปีในตำแหน่ง Division Manager โรงงานอุปกรณ์ไฟฟ้าและฉีดพลาสติก ทำงานกับทีม APQP, MSA, SPC และ QMS
  • ตรวจประเมินและสอน IATF 16949, ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 22301, ISO 39001, ISO/IEC 17025, ISO/IEC 27001 และ 27701, ISO 13485, ISCC, RSPO, คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFO/CFP), Core Tools (APQP, PPAP, FMEA, MSA, SPC), VDA 6.3 และ TISAX

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ISO 45001 อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน

ขอการรับรอง ISO 45001 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 45001

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE