การตรวจประเมินภายในตาม ISO 19011:2026 องค์กรต้องปรับอะไรบ้าง?

การตรวจประเมินภายในตาม ISO 19011:2026 องค์กรต้องปรับอะไรบ้าง? | EQA Thailand

การตรวจประเมินภายใน หรือ Internal Audit ไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมที่องค์กรดำเนินการเพื่อให้ครบตามโปรแกรมประจำปี แต่ควรช่วยให้องค์กรทราบว่า ระบบการจัดการได้รับการนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ กระบวนการสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้หรือไม่ และมาตรการควบคุมความเสี่ยงมีประสิทธิผลเพียงใด

ISO 19011:2026 เป็นมาตรฐานสากลที่ให้แนวทางสำหรับการตรวจประเมินระบบการจัดการ ครอบคลุมหลักการตรวจประเมิน การบริหารโปรแกรมการตรวจประเมิน การดำเนินการตรวจ และการประเมินความสามารถของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมิน

ISO 19011:2026 เป็นฉบับที่ 4 เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2026 และใช้แทน ISO 19011:2018 ปัจจุบันฉบับปี 2018 มีสถานะถูกถอนแล้ว ISO 19011 เป็นมาตรฐานแนวทาง จึงไม่ได้ใช้สำหรับการรับรององค์กรโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้พัฒนาระบบการตรวจประเมินให้มีความสม่ำเสมอและมีประสิทธิผลมากขึ้น

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

สำหรับองค์กรที่ดำเนินการ First-Party Audit หรือการตรวจประเมินภายใน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายความว่าต้องรื้อระบบ Internal Audit เดิมทั้งหมด แต่ควรทบทวนการบริหารโปรแกรม วิธีวางแผน การเลือกวิธีตรวจ การจัดการหลักฐานดิจิทัล ความสามารถของผู้ตรวจ และการประเมินประสิทธิผลของกระบวนการ

การตรวจประเมินภายในคืออะไร?

การตรวจประเมินภายใน หมายถึง การตรวจที่องค์กรดำเนินการกับระบบ กระบวนการ หน่วยงาน หรือกิจกรรมของตนเอง จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า First-Party Audit

คำว่า การตรวจติดตามภายใน ยังเป็นคำที่หลายองค์กรในประเทศไทยใช้อยู่ และมีความหมายโดยทั่วไปในบริบทเดียวกับ Internal Audit อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้จะใช้คำว่า การตรวจประเมินภายใน เป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับคำศัพท์ด้านการตรวจประเมินระบบการจัดการ

การตรวจประเมินภายในอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่า

  • ระบบเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานหรือไม่
  • พนักงานปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติและวิธีปฏิบัติงานหรือไม่
  • กระบวนการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และ KPI หรือไม่
  • ความเสี่ยงสำคัญได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมหรือไม่
  • การดำเนินการแก้ไขสามารถป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำได้หรือไม่
  • ระบบการจัดการยังมีความเหมาะสม เพียงพอ และมีประสิทธิผลหรือไม่

ISO 19011 สามารถนำมาใช้สนับสนุนการตรวจประเมินภายในของมาตรฐานระบบการจัดการต่าง ๆ เช่น ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 22000 และ ISO/IEC 27001

ISO 19011:2026 มีผลต่อ การตรวจติดตามภายใน Internal Audit อย่างไร?

รูปแบบการทำงานของหลายองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสำนักงานหรือโรงงานอีกต่อไป แต่มีการใช้ระบบ Cloud, ERP, Application การทำงานจากระยะไกล และสถานที่เสมือนเพิ่มขึ้น

ISO 19011:2026 จึงให้ความสำคัญกับผลกระทบจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล สภาพแวดล้อมเสมือน และการวิเคราะห์กับลดความเสี่ยงของการตรวจประเมินมากขึ้น นอกจากนี้ยังย้ำว่าการตรวจที่มีประสิทธิผลไม่ควรหยุดอยู่เพียงการตรวจความสอดคล้อง แต่ควรสนับสนุนการปรับปรุงผลการดำเนินงานและสร้างความเชื่อมั่นในระบบการจัดการด้วย

องค์กรจึงควรทบทวนระบบการตรวจประเมินภายในในประเด็นต่อไปนี้

1. ปรับระเบียบปฏิบัติการตรวจประเมินภายใน

ระเบียบปฏิบัติการตรวจประเมินภายใน หรือ Internal Audit Procedure ควรระบุให้ชัดเจนว่าองค์กรสามารถดำเนินการตรวจได้หลายรูปแบบ ได้แก่

  • การตรวจ ณ สถานที่จริง (On-site Audit)
  • การตรวจประเมินทางไกล (Remote Audit)
  • การตรวจประเมินแบบผสม (Hybrid Audit)
  • สถานที่เสมือน (Virtual Location)

การตรวจประเมินทางไกลหมายถึงการดำเนินกิจกรรมตรวจจากสถานที่อื่นที่ไม่ใช่สถานที่ของผู้รับการตรวจ และอาจใช้ร่วมกับการตรวจ ณ สถานที่จริงได้

ระเบียบปฏิบัติไม่ควรกำหนดเพียงว่าองค์กรต้องตรวจประเมินภายในตามรอบเวลาที่กำหนด แต่ควรครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้ด้วย

  • หลักเกณฑ์การเลือกวิธีตรวจ
  • การกำหนดขอบข่ายที่ครอบคลุมสถานที่เสมือน
  • การเข้าถึงข้อมูลและระบบสารสนเทศ
  • การควบคุมหลักฐานดิจิทัล
  • การรักษาความลับและข้อมูลส่วนบุคคล
  • การใช้เทคโนโลยีและ AI
  • แผนสำรองกรณีระบบขัดข้อง
  • การประเมินความสามารถของผู้ตรวจ

2. จัดทำโปรแกรมการตรวจประเมินตามความเสี่ยง

โปรแกรมการตรวจประเมิน (Audit Programme) หมายถึง การเตรียมการสำหรับการตรวจหนึ่งครั้งหรือหลายครั้งภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโปรแกรม

โปรแกรมการตรวจประเมินจึงไม่เหมือนกับ แผนการตรวจประเมิน (Audit Plan) ซึ่งเป็นรายละเอียดของกิจกรรมและการจัดเตรียมสำหรับการตรวจประเมินครั้งใดครั้งหนึ่ง

การจัดทำโปรแกรมการตรวจประเมินไม่ควรใช้หลักการว่า “ทุกแผนกต้องได้รับการตรวจปีละหนึ่งครั้ง” โดยไม่พิจารณาความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของแต่ละกระบวนการ

ผู้บริหารโปรแกรมการตรวจควรพิจารณาปัจจัย เช่น

  • ความสำคัญและความซับซ้อนของกระบวนการ
  • ผลการตรวจประเมินครั้งก่อน
  • จำนวนและความรุนแรงของความไม่สอดคล้อง
  • ปัญหาหรือ NC ที่เกิดซ้ำ
  • ข้อร้องเรียนของลูกค้า
  • ปัญหาด้านคุณภาพ ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม
  • การเปลี่ยนแปลงบุคลากร
  • การเปลี่ยนกระบวนการ เครื่องจักร หรือเทคโนโลยี
  • การเริ่มใช้ระบบ IT, ERP หรือ Cloud ใหม่
  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและข้อกำหนด
  • ความพร้อมและความน่าเชื่อถือของหลักฐาน
  • ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ICT
ตัวอย่างการกำหนดความถี่ตามความเสี่ยงสำหรับโปรแกรมการตรวจประเมินภายใน

องค์กรยังต้องทำให้มั่นใจว่าโปรแกรมการตรวจครอบคลุมข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง แต่สามารถปรับความถี่ ระยะเวลา และความลึกของการตรวจตามความเสี่ยงได้

3. กำหนดวัตถุประสงค์ ขอบข่าย และเกณฑ์การตรวจ

ก่อนเริ่มการตรวจแต่ละครั้ง ต้องกำหนดองค์ประกอบสำคัญให้ชัดเจน

วัตถุประสงค์การตรวจ ตัวอย่างวัตถุประสงค์ ได้แก่

  • ตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อกำหนด ISO 9001
  • ตรวจสอบการนำระเบียบปฏิบัติไปใช้
  • ประเมินประสิทธิผลของกระบวนการผลิต
  • ติดตามผลจาก NC ครั้งก่อน
  • ประเมินความพร้อมหลังเปลี่ยนระบบ ERP
  • ประเมินประสิทธิผลของมาตรการควบคุมความเสี่ยง

ขอบข่ายการตรวจ ควรระบุอย่างน้อย

  • กระบวนการหรือหน่วยงาน
  • ผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  • สถานที่จริง
  • สถานที่เสมือน
  • ระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง
  • ช่วงเวลาหรือกิจกรรมที่ครอบคลุม

เกณฑ์การตรวจ อาจประกอบด้วย

  • ข้อกำหนดของมาตรฐาน
  • กฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐ
  • ข้อกำหนดของลูกค้า
  • ระเบียบปฏิบัติและวิธีปฏิบัติงาน
  • แผนควบคุม
  • วัตถุประสงค์และ KPI
  • นโยบายและข้อกำหนดภายในองค์กร

4. ระบุวิธีตรวจใน โปรแกรมการตรวจประเมิน และ แผนการตรวจประเมิน

ทั้งโปรแกรมการตรวจประเมินและแผนการตรวจประเมินควรระบุวิธีตรวจอย่างชัดเจน ได้แก่

  • การตรวจ ณ สถานที่จริง
  • การตรวจประเมินทางไกล
  • การตรวจประเมินแบบผสม

สำหรับการตรวจประเมินทางไกล (Remote Audit) หรือการตรวจประเมินแบบผสม (Hybrid Audit) ควรเพิ่มข้อมูล เช่น

  • สถานที่จริงและสถานที่เสมือน
  • แพลตฟอร์มที่ใช้ในการตรวจประเมิน
  • ผู้รับผิดชอบในการนำเสนอหลักฐาน
  • สิทธิในการเข้าถึงระบบ
  • ความพร้อมของกล้อง ไมโครโฟน และอินเทอร์เน็ต
  • เอกสารที่ต้องจัดส่งล่วงหน้า
  • การอนุญาตให้บันทึกภาพ เสียง หรือหน้าจอ

การเลือกการตรวจประเมินทางไกลไม่ควรพิจารณาเฉพาะความสะดวก แต่ต้องประเมินว่าวิธีดังกล่าวช่วยให้ผู้ตรวจได้รับหลักฐานที่เพียงพอและเหมาะสมหรือไม่

5. ควบคุม การตรวจประเมินภายในทางไกล (Remote Internal Audit) อย่างเป็นระบบ

Remote Audit ไม่ใช่เพียงการเปิดประชุมออนไลน์ แต่ต้องมีการควบคุมก่อน ระหว่าง และหลังการตรวจ

ก่อนการตรวจ องค์กรควรดำเนินการดังนี้

  • กำหนดแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาต
  • ทดสอบภาพ เสียง และการแชร์หน้าจอ
  • ยืนยันสิทธิการเข้าถึงข้อมูล
  • ระบุเอกสารที่ต้องส่งล่วงหน้า
  • ขออนุญาตก่อนบันทึกภาพ เสียง หรือหน้าจอ
  • กำหนดผู้ประสานงานด้าน IT
  • จัดทำแผนสำรองกรณีระบบขัดข้อง
  • ประเมินความเสี่ยงด้านข้อมูลและความลับ

ระหว่างการตรวจ ผู้ตรวจควร

  • ยืนยันตัวตนของผู้ให้สัมภาษณ์
  • ทราบว่ามีบุคคลใดอยู่ในห้องหรือหลังกล้อง
  • หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลนอกขอบข่าย
  • ไม่บันทึกหน้าจอโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ยืนยันว่าหลักฐานเป็นข้อมูลปัจจุบัน
  • ตรวจสอบแหล่งที่มา วันที่ เวลา และฉบับแก้ไข

หลังการตรวจ องค์กรควรกำหนดว่า

  • ไฟล์ที่ดาวน์โหลดต้องเก็บไว้ที่ใด
  • ใครมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
  • ภาพหน้าจอหรือวิดีโอต้องเก็บไว้นานเท่าใด
  • ข้อมูลต้องถูกลบหรือทำลายเมื่อใด
  • รายงานและหลักฐานจะถูกส่งต่ออย่างไร
  • ห้ามนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

6. ตรวจด้วย แนวทางเชิงกระบวนการ (Process Approach) ไม่ใช่ดูเพียงเอกสาร

การตรวจประเมินภายในที่มีประสิทธิผลไม่ควรถามเพียงว่ามีระเบียบปฏิบัติ มีแบบฟอร์ม มีบันทึก หรือมีลายเซ็นครบหรือไม่ ผู้ตรวจควรติดตามการทำงานของกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ โดยพิจารณา

  • ปัจจัยนำเข้าของกระบวนการ
  • ขั้นตอนและวิธีควบคุม
  • ผู้รับผิดชอบ
  • ทรัพยากรและเครื่องมือ
  • ความเสี่ยงและมาตรการควบคุม
  • ผลลัพธ์ของกระบวนการ
  • KPI และเป้าหมาย
  • ความเชื่อมโยงกับกระบวนการอื่น
  • การจัดการเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผน

7. ตรวจผลการดำเนินงานและประสิทธิผล

การมีเอกสารครบไม่ได้หมายความว่ากระบวนการมีประสิทธิผลเสมอไป ผู้ตรวจควรพิจารณาคำถาม เช่น

  • กระบวนการบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่
  • KPI บรรลุเป้าหมายหรือไม่
  • การควบคุมความเสี่ยงได้ผลหรือไม่
  • การดำเนินการแก้ไขมีประสิทธิผลหรือไม่
  • ปัญหาเดิมเกิดซ้ำหรือไม่
  • ผลลัพธ์ดีขึ้นหรือแย่ลง
  • ระบบช่วยให้องค์กรบรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งใจหรือไม่

8. พัฒนาความสามารถของ ผู้ตรวจประเมินภายใน (Internal Auditor)

การผ่านหลักสูตร Internal Auditor เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อการยืนยันความสามารถของผู้ตรวจ องค์กรควรกำหนดความสามารถตามลักษณะและความเสี่ยงของงานตรวจ เช่น

  • ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานและเกณฑ์การตรวจ
  • ความเข้าใจกระบวนการขององค์กร
  • การตรวจด้วยแนวทางเชิงกระบวนการ (Process Approach)
  • การประเมินผลการดำเนินงานและประสิทธิผล
  • การสัมภาษณ์และเก็บหลักฐาน
  • การตรวจแบบ Remote และ Hybrid
  • การประเมินหลักฐานดิจิทัล
  • การรักษาความลับและข้อมูลส่วนบุคคล
  • ความตระหนักเกี่ยวกับ AI และเทคโนโลยีเกิดใหม่

9. ใช้ AI สนับสนุนการตรวจอย่างมีการควบคุม

AI อาจช่วยสนับสนุนงานตรวจประเมินภายใน เช่น เตรียมรายการคำถาม จัดกลุ่มข้อกำหนด สรุปบันทึกการสัมภาษณ์ หรือตรวจสอบความครบถ้วนของรายงาน อย่างไรก็ตาม Internal Auditor ยังคงต้อง

  • ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์จาก AI
  • ปรับคำถามให้เหมาะกับบริบทของกระบวนการ
  • ใช้ดุลพินิจในการประเมินหลักฐาน
  • รับผิดชอบต่อข้อสรุปการตรวจ

องค์กรไม่ควรนำข้อมูลลูกค้า ข้อมูลส่วนบุคคล ความลับทางธุรกิจ หรือทรัพย์สินทางปัญญาเข้าสู่ระบบ AI ที่ไม่ได้รับอนุมัติ

10. ประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานดิจิทัล

หลักฐานการตรวจอาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เอกสารและบันทึก การสัมภาษณ์ การสังเกต ภาพถ่ายและภาพหน้าจอ วิดีโอ อีเมล แฟ้มบันทึกเหตุการณ์ของระบบ (Log File) แผงสรุปผลข้อมูล (Dashboard) รายการธุรกรรมใน ERP และร่องรอยการตรวจสอบ (Audit Trail)

ผู้ตรวจควรประเมินว่าหลักฐานเกี่ยวข้องกับเกณฑ์หรือไม่ ครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ เป็นข้อมูลปัจจุบันหรือไม่ มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และสามารถสอบกลับได้หรือไม่

11. ปรับการประชุมเปิดให้เหมาะกับวิธีตรวจ

การประชุมเปิด หรือ Opening Meeting ควรยืนยันเรื่องสำคัญ ได้แก่

  • วัตถุประสงค์ ขอบข่าย และเกณฑ์
  • วิธีการตรวจประเมิน ณ สถานที่จริง (On-site) การตรวจประเมินทางไกล (Remote) หรือการตรวจประเมินแบบผสม (Hybrid)
  • ตารางเวลาและผู้ประสานงาน
  • สิทธิในการเข้าถึงพื้นที่และข้อมูล
  • การรักษาความลับ
  • การบันทึกภาพ เสียง หรือหน้าจอ
  • วิธีรายงาน NC
  • แผนสำรองกรณีระบบขัดข้อง

12. เขียนข้อค้นพบให้เชื่อมโยงเกณฑ์กับหลักฐาน

ข้อค้นพบจากการตรวจ หรือ Audit Finding ควรมีองค์ประกอบอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ เกณฑ์การตรวจ หลักฐานที่ตรวจพบ และข้อความแสดงความสอดคล้องหรือความไม่สอดคล้อง

ตัวอย่างที่ชัดเจน: ระเบียบปฏิบัติ QP-01 ฉบับแก้ไขครั้งที่ 4 กำหนดให้เอกสาร ณ จุดใช้งานต้องเป็นฉบับปัจจุบัน แต่จากการตรวจพื้นที่ผลิตพบ WI-07 ฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 ขณะที่บัญชีแม่บทระบุฉบับปัจจุบันเป็นครั้งที่ 4 จึงไม่เป็นไปตามเกณฑ์การควบคุมสารสนเทศที่เป็นเอกสาร

13. แจ้ง NC ให้ผู้รับการตรวจทราบก่อนออกรายงาน

เมื่อพบประเด็นที่อาจเป็นความไม่สอดคล้อง ผู้ตรวจควรแจ้งประเด็นแก่ผู้รับการตรวจ อธิบายเกณฑ์และหลักฐาน เปิดโอกาสให้นำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม ยืนยันข้อเท็จจริง และพยายามแก้ไขความเห็นที่แตกต่าง

14. อธิบายข้อจำกัดของการสุ่มตัวอย่าง

การตรวจประเมินเป็นการสุ่มตัวอย่าง ไม่ใช่การตรวจทุกกิจกรรม ข้อความที่เหมาะสมคือ: จากตัวอย่างที่ตรวจในครั้งนี้ ไม่พบหลักฐานของความไม่สอดคล้องตามเกณฑ์ที่กำหนด

15. จัดทำรายงานการตรวจให้ครบถ้วน

รายงานการตรวจประเมินภายในควรมีข้อมูลอย่างน้อย ได้แก่ วัตถุประสงค์ ขอบข่าย เกณฑ์ วันที่และระยะเวลา สถานที่จริงและสถานที่เสมือน วิธีตรวจ ทีมตรวจและผู้เข้าร่วม กระบวนการและตัวอย่างที่ตรวจ ข้อค้นพบและหลักฐาน ข้อสรุป และข้อจำกัดของการสุ่มตัวอย่าง

16. ติดตามการดำเนินการแก้ไข (Corrective Action) จนยืนยันประสิทธิผล

การติดตามผลไม่ควรปิด NC เพียงเพราะหน่วยงานส่งเอกสารตอบกลับแล้ว ผู้ติดตามผลควรตรวจสอบว่าดำเนินการแก้ไขเฉพาะหน้าแล้วหรือไม่ วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงหรือไม่ และปัญหาเดิมเกิดซ้ำหรือไม่

เอกสารการตรวจประเมินภายในที่ควรปรับปรุงให้สอดคล้องกับ ISO 19011:2026

ISO 19011:2026 ไม่ได้บังคับให้องค์กรทำอะไรบ้าง?

การนำ ISO 19011:2026 มาประยุกต์ใช้ไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องใช้การตรวจประเมินทางไกลทุกครั้ง ใช้ AI ในการตรวจทุกครั้ง บันทึกวิดีโอการตรวจ หรือเปลี่ยนระบบการตรวจทั้งหมดทันที องค์กรควรเลือกวิธีตรวจให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ ความเสี่ยง และความสามารถของผู้ตรวจ

ขั้นตอนการตรวจประเมินภายในตาม ISO 19011:2026

ขั้นตอนที่ 1 บริหารโปรแกรมการตรวจประเมิน — กำหนดวัตถุประสงค์ ระบุกระบวนการ ประเมินความเสี่ยง เลือกวิธีตรวจ และจัดสรรทรัพยากร

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมการตรวจ — แต่งตั้งทีมตรวจ กำหนดขอบข่ายและเกณฑ์ ทบทวนผลการตรวจครั้งก่อน และจัดทำแผนการตรวจ

ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการตรวจ — จัดประชุมเปิด สัมภาษณ์ สังเกต ทบทวนเอกสาร และตรวจสอบหลักฐานดิจิทัล

ขั้นตอนที่ 4 จัดทำข้อค้นพบ — เปรียบเทียบหลักฐานกับเกณฑ์ แจ้งและหารือ NC และจัดทำข้อสรุป

ขั้นตอนที่ 5 รายงานและติดตามผล — จัดประชุมปิด ออกรายงาน ทวนสอบ Corrective Action และนำผลไปปรับปรุงโปรแกรมรอบต่อไป

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Internal Audit

ISO 19011:2026 เป็นข้อกำหนดสำหรับการรับรองหรือไม่?
ไม่ใช่ ISO 19011 เป็นมาตรฐานแนวทาง ไม่ใช่มาตรฐานที่ใช้ขอการรับรองโดยตรง

ต้องตรวจทุกแผนกปีละหนึ่งครั้งหรือไม่?
ไม่จำเป็น องค์กรควรพิจารณาความสำคัญ ความเสี่ยง และผลการตรวจครั้งก่อน

การตรวจประเมินภายในทำแบบออนไลน์ได้หรือไม่?
ทำได้เมื่อ Remote Audit เหมาะกับวัตถุประสงค์และช่วยให้ผู้ตรวจได้รับหลักฐานที่เพียงพอ

การปิด NC ดูเพียงหลักฐานว่าดำเนินการแล้วได้หรือไม่?
ไม่เพียงพอ ต้องพิจารณาการวิเคราะห์สาเหตุ การดำเนินการแก้ไข และประสิทธิผลในการป้องกันการเกิดซ้ำ

สรุป

การตรวจประเมินภายในตาม ISO 19011:2026 เป็นการยกระดับการตรวจให้สอดคล้องกับความเสี่ยง เทคโนโลยี และรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน การตรวจประเมินภายในที่ดีต้องช่วยให้องค์กรค้นพบความเสี่ยง ป้องกันปัญหา ประเมินประสิทธิผลของกระบวนการ และสร้างข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับการปรับปรุงระบบการจัดการอย่างต่อเนื่อง

พัฒนาความสามารถ Internal Auditor กับ EQA Training

EQA Training ให้บริการฝึกอบรมหลักสูตร Internal Auditor สำหรับมาตรฐานระบบการจัดการ พร้อมแนวทางการจัดทำโปรแกรมการตรวจประเมิน แผนการตรวจประเมิน และการติดตามการดำเนินการแก้ไข ดูรายละเอียดตารางอบรม Public Trainingที่จัดขึ้นตลอดปี

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand