โปรแกรมพื้นฐาน (PRP) ตีความข้อ 8.2 ของ ISO 22000:2018 เลือกและทวนสอบอย่างไร

ภาพปกบทความ ตีความข้อ 8.2 ของ ISO 22000:2018 เรื่องโปรแกรมพื้นฐาน PRP
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 8.2 ของ ISO 22000:2018 ว่าด้วยโปรแกรมพื้นฐาน (prerequisite programmes หรือ PRP) ซึ่งเป็นชั้นควบคุมที่ทำให้สภาพแวดล้อมการผลิตอยู่ในสภาพที่ควบคุมได้และคงเส้นคงวา สิ่งที่ข้อกำหนดต้องการไม่ใช่แฟ้มเอกสารชุดหนึ่ง แต่คือการที่องค์กรอธิบายได้ว่าเลือก PRP แต่ละเรื่องมาด้วยเหตุผลอะไร นำไปปฏิบัติจริงอย่างไร และรู้ได้อย่างไรว่ายังใช้ได้ผลอยู่ บทความนี้เรียบเรียงเจตนาของข้อกำหนดพร้อมกรณีสมมติในบริบทโรงงานไทย

เจตนาของข้อ 8.2 คืออะไร

ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร (food safety management system หรือ FSMS) ไม่ได้พึ่งพาจุดควบคุมวิกฤตเพียงอย่างเดียว ก่อนจะไปถึงการวิเคราะห์อันตรายในข้อ 8.5 มาตรฐานกำหนดให้องค์กรวางฐานของสภาพแวดล้อมการผลิตให้มั่นคงเสียก่อน ฐานนั้นคือ PRP

เจตนาของข้อ 8.2 คือให้องค์กรจัดทำ นำไปปฏิบัติ คงไว้ และปรับปรุงชุดของมาตรการพื้นฐานที่ช่วยป้องกันไม่ให้อันตรายจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ ลดโอกาสการปนเปื้อนข้ามระหว่างผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ หรือระหว่างพื้นที่กับผลิตภัณฑ์ และรักษาระดับสุขลักษณะของสถานประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะวันที่มีการตรวจประเมิน

คำสำคัญที่ผู้ตรวจประเมินจะให้น้ำหนักคือคำว่า “เหมาะสมกับองค์กร” มาตรฐานไม่ได้สั่งว่าโรงงานทุกแห่งต้องมี PRP หัวข้อเดียวกัน แต่สั่งว่าองค์กรต้องเลือกให้เหมาะกับขนาด ประเภทผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และลักษณะของสถานที่ผลิตของตนเอง แล้วอธิบายเหตุผลของการเลือกนั้นได้

สนใจอบรม FSSC 22000 Version 7?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

ทำไม PRP ต้องมั่นคงก่อนจะทำการวิเคราะห์อันตราย

การวิเคราะห์อันตรายประเมินสองสิ่งควบคู่กัน คือความรุนแรงของผลกระทบต่อสุขภาพ และความน่าจะเป็นที่อันตรายจะเกิดขึ้นในผลิตภัณฑ์ ความน่าจะเป็นนั้นไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่ขึ้นกับว่าสภาพแวดล้อมรอบกระบวนการถูกควบคุมดีแค่ไหน

ถ้าโปรแกรมทำความสะอาด การควบคุมสัตว์พาหะ หรือการควบคุมสุขลักษณะบุคลากรยังไม่นิ่ง การประเมินความน่าจะเป็นจะสูงเกินความจำเป็น ผลที่ตามมาคือทีมความปลอดภัยอาหารจะกำหนดมาตรการควบคุมที่ต้องเฝ้าระวังแบบเข้มข้นออกมาจำนวนมากเกินกำลังที่หน้างานจะทำได้จริง ในทางกลับกัน ถ้า PRP ถูกอ้างว่าควบคุมได้ดีทั้งที่ไม่มีหลักฐานรองรับ การวิเคราะห์อันตรายก็จะประเมินความน่าจะเป็นต่ำเกินจริง และปล่อยอันตรายบางอย่างหลุดไปโดยไม่มีมาตรการรองรับ

นี่คือเหตุผลที่ข้อ 8.2 ถูกวางไว้ก่อนข้อ 8.5 ในโครงสร้างของมาตรฐาน ลำดับนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

องค์กรใช้อะไรเป็นฐานในการเลือก PRP

ข้อกำหนดต้องการให้การเลือก PRP มีที่มา ไม่ใช่คัดลอกหัวข้อจากเอกสารของโรงงานอื่น แหล่งอ้างอิงที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้มีดังนี้

  • ข้อกำหนดตามกฎหมายและกฎระเบียบด้านอาหารที่บังคับใช้กับสถานประกอบการนั้น
  • ข้อกำหนดของลูกค้าและเงื่อนไขในสัญญา รวมถึงข้อกำหนดของประเทศปลายทางกรณีส่งออก
  • แนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น หลักปฏิบัติทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารของ Codex (CXC 1-1969, Revised 2022) และชุดมาตรฐาน ISO 22002 ที่แยกรายละเอียดตามภาคอุตสาหกรรม
  • ลักษณะเฉพาะของสถานที่ผลิต ผังการไหลของคน วัตถุดิบ ของเสีย และประเภทผลิตภัณฑ์ที่ทำ

เมื่อองค์กรตัดสินใจว่าจะไม่นำหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งจากแนวทางเหล่านั้นมาใช้ ก็ควรมีเหตุผลบันทึกไว้ว่าเพราะเหตุใดจึงไม่เกี่ยวข้อง เช่น ไม่มีการใช้กระบวนการนั้นในโรงงาน การมีเหตุผลบันทึกไว้ช่วยให้การอธิบายในวันตรวจประเมินเป็นเรื่องง่าย

Case ตัวอย่าง — โรงงานแปรรูปอาหารทะเลแช่แข็ง จังหวัดสมุทรสาคร
โรงงานสมมติแห่งนี้รับกุ้งสดจากบ่อเลี้ยงและแพปลา แล้วผ่านกระบวนการล้าง คัดขนาด แกะเปลือก และแช่เยือกแข็ง เมื่อทบทวนว่าจะเลือก PRP เรื่องใดบ้าง ทีมความปลอดภัยอาหารพิจารณาจากผังการไหลจริงและพบว่า ลักษณะของวัตถุดิบที่เปียกและมีน้ำแข็งตลอดสายทำให้เรื่องคุณภาพน้ำและน้ำแข็งที่สัมผัสผลิตภัณฑ์ การระบายน้ำที่พื้น และการควบคุมอุณหภูมิระหว่างการรอเข้ากระบวนการ มีน้ำหนักสูงกว่าโรงงานประเภทแห้ง

ผลคือ PRP ของโรงงานสมมตินี้ให้รายละเอียดเรื่องการตรวจคุณภาพน้ำและน้ำแข็ง เกณฑ์อุณหภูมิของห้องเตรียม และรอบการล้างพื้นและรางระบายน้ำ มากกว่าหัวข้ออื่น ส่วนหัวข้อเรื่องการควบคุมฝุ่นในอากาศถูกกำหนดไว้ในระดับพื้นฐาน พร้อมบันทึกเหตุผลว่ากระบวนการไม่มีการจัดการวัตถุดิบผงแห้ง

PRP ที่ตรวจสอบได้ต้องระบุอะไรบ้าง

ข้อกำหนดไม่ได้บังคับรูปแบบเอกสาร แต่ในทางปฏิบัติ PRP จะตรวจสอบได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่ต้องทำงานตามนั้นอ่านแล้วรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร องค์ประกอบที่ทำให้ PRP ใช้งานได้จริงมีดังนี้

  • ขอบเขต ว่าใช้กับพื้นที่ใด สายการผลิตใด หรือกิจกรรมใด
  • ผู้รับผิดชอบที่ระบุตำแหน่งชัดเจน ไม่ใช่ระบุเป็นชื่อฝ่ายกว้าง ๆ
  • วิธีการและความถี่ที่กำหนดเป็นตัวเลขหรือเงื่อนไขที่วัดได้
  • เกณฑ์การยอมรับ ที่บอกได้ว่าผลแบบไหนคือผ่าน ผลแบบไหนคือไม่ผ่าน
  • การบันทึกผล และเส้นทางการจัดการเมื่อผลไม่เป็นไปตามเกณฑ์

ข้อสุดท้ายคือจุดที่ทำให้ PRP มีชีวิต ถ้าเอกสารระบุเพียงว่าให้ทำความสะอาดทุกวันแต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อผลตรวจความสะอาดไม่ผ่านแล้วต้องทำอะไรต่อ ระบบก็จะเก็บได้แค่ใบบันทึก โดยไม่มีกลไกแก้ไข

PRP OPRP และ CCP วางตัวอย่างไรในระบบเดียวกัน

คำสามคำนี้อยู่คนละบทบาทกัน แต่ทำงานร่วมกันเป็นชั้น ๆ ตารางต่อไปนี้เป็นการเรียบเรียงเชิงแนวคิดเพื่อช่วยจัดตำแหน่งความคิด ไม่ใช่การสรุปตัวบทของมาตรฐาน

ประเด็น PRP OPRP CCP
มุ่งจัดการอะไร สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขพื้นฐานของการผลิตโดยรวม อันตรายที่ระบุได้แล้วในขั้นตอนที่เจาะจง อันตรายที่ระบุได้แล้ว ณ จุดที่ต้องควบคุมให้ได้
ที่มา ข้อ 8.2 กำหนดให้มีก่อนการวิเคราะห์อันตราย ผลจากการเลือกและจัดประเภทมาตรการควบคุมตามข้อ 8.5.4 ผลจากการเลือกและจัดประเภทมาตรการควบคุมตามข้อ 8.5.4
ลักษณะการเฝ้าระวัง ตามรอบที่กำหนดไว้ในโปรแกรม เฝ้าระวังตามแผนพร้อมเกณฑ์ปฏิบัติที่กำหนดไว้ เฝ้าระวังพร้อมค่าวิกฤตที่วัดได้ ณ เวลาที่ผลิต
เมื่อผลไม่เป็นไปตามเกณฑ์ แก้ไขสภาพและทบทวนความเพียงพอของโปรแกรม ดำเนินการตามที่วางแผนไว้และประเมินผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ กันผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบออกและจัดการตามข้อ 8.9

จุดที่ควรระวังคือการยกหัวข้อ PRP ขึ้นเป็น CCP โดยไม่ผ่านการวิเคราะห์อันตราย เพราะจะทำให้แผนควบคุมบวมและเฝ้าระวังไม่ไหว และการปล่อยให้อันตรายที่ต้องการการควบคุมเฉพาะจุดตกลงมาอยู่ในระดับ PRP โดยไม่มีเกณฑ์ปฏิบัติรองรับ ทั้งสองทางล้วนสะท้อนว่าการเชื่อมข้อ 8.2 กับข้อ 8.5 ยังไม่แน่น

รู้ได้อย่างไรว่า PRP ยังใช้ได้ผล

ข้อ 8.2 ไม่ได้จบที่การจัดทำ มาตรฐานเชื่อมต่อไปยังกิจกรรมการทวนสอบในข้อ 8.8 และการวิเคราะห์และประเมินผลในข้อ 9.1 ความหมายในทางปฏิบัติคือองค์กรต้องมีข้อมูลที่บอกได้ว่าโปรแกรมพื้นฐานยังทำงานตามที่ตั้งใจไว้

ข้อมูลที่นำมาใช้ตอบคำถามนี้ได้ เช่น ผลการตรวจสอบสุขลักษณะประจำวันและประจำสัปดาห์ ผลการตรวจทางจุลชีววิทยาของพื้นผิวสัมผัสอาหารและสิ่งแวดล้อม ผลการตรวจคุณภาพน้ำ ผลจากโปรแกรมควบคุมสัตว์พาหะ และผลการตรวจสอบสภาพอาคารและอุปกรณ์

สิ่งที่เปลี่ยนกองข้อมูลให้เป็นการทวนสอบที่แท้จริงคือการดูแนวโน้ม ไม่ใช่การดูผลรายครั้ง ตัวเลขที่ผ่านเกณฑ์ทุกครั้งแต่ขยับเข้าใกล้ขอบเกณฑ์เรื่อย ๆ เป็นสัญญาณที่ควรนำเข้าสู่การทบทวน ก่อนที่จะกลายเป็นผลไม่ผ่านจริง

Case ตัวอย่าง — ผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม จังหวัดนครปฐม
โรงงานสมมติแห่งนี้เก็บผลตรวจ swab พื้นผิวสัมผัสอาหารสัปดาห์ละครั้งมาตลอดปี ผลทุกครั้งอยู่ในเกณฑ์ยอมรับ ทีมความปลอดภัยอาหารจึงรายงานในที่ประชุมว่า PRP ด้านการทำความสะอาดใช้ได้ผล

เมื่อนำผลย้อนหลัง 12 เดือนมาเรียงเป็นกราฟแนวโน้ม กลับพบว่าค่าที่วัดได้จากจุดเก็บตัวอย่างบริเวณหัวบรรจุขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหกเดือนหลัง แม้ยังไม่เกินเกณฑ์ การสอบสวนพบว่าซีลยางชิ้นหนึ่งเริ่มเสื่อมสภาพจนเกิดร่องที่ล้างไม่ถึง กรณีนี้แสดงว่าการทวนสอบที่ดูเฉพาะผลผ่านหรือไม่ผ่าน ให้ข้อมูลน้อยกว่าการดูทิศทางของข้อมูล

ความเชื่อมโยงกับข้ออื่นที่ควรวางให้ตรงกัน

PRP ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เมื่อองค์กรทบทวนข้อ 8.2 ควรตรวจว่าสิ่งที่เขียนไว้สอดคล้องกับส่วนอื่นของระบบด้วย ได้แก่ การควบคุมกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และบริการจากภายนอกตามข้อ 7.1.6 เพราะผู้ให้บริการทำความสะอาดหรือกำจัดสัตว์พาหะจากภายนอกก็อยู่ในขอบเขตของ PRP ความสามารถและความตระหนักของผู้ปฏิบัติงานตามข้อ 7.2 และ 7.3 เพราะ PRP ที่เขียนดีแต่คนหน้างานไม่เข้าใจย่อมไม่เกิดผล และการควบคุมเอกสารสารสนเทศตามข้อ 7.5 เพื่อให้ฉบับที่หน้างานใช้เป็นฉบับปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์อันตรายที่ต่อยอดจาก PRP ได้ที่ การวิเคราะห์อันตรายตาม ISO 22000:2018 ตั้งแต่ข้อ 8.5.1 ถึง 8.5.2.3 และเรื่องการควบคุมผู้ให้บริการภายนอกที่ การควบคุมกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และบริการจากภายนอก ตีความข้อ 7.1.6

คำถามที่ควรตอบได้

  1. องค์กรเลือกหัวข้อ PRP มาจากฐานอะไร และมีเหตุผลบันทึกไว้หรือไม่ว่าทำไมบางหัวข้อจึงไม่เกี่ยวข้อง (ที่มา ข้อ 8.2)
  2. PRP แต่ละเรื่องระบุผู้รับผิดชอบ ความถี่ เกณฑ์การยอมรับ และการจัดการเมื่อผลไม่ผ่านไว้ครบหรือไม่ (ที่มา ข้อ 8.2 ประกอบข้อ 7.5)
  3. ผลของ PRP ถูกนำเข้าสู่การวิเคราะห์อันตรายอย่างไร และมีอะไรยืนยันว่าการประเมินความน่าจะเป็นตั้งอยู่บนสภาพจริง (ที่มา ข้อ 8.2 เชื่อมข้อ 8.5.2)
  4. องค์กรใช้ข้อมูลชุดใดยืนยันว่า PRP ยังใช้ได้ผล และดูแนวโน้มหรือดูเฉพาะผลรายครั้ง (ที่มา ข้อ 8.8 และ 9.1)
  5. ผู้ให้บริการภายนอกที่ทำงานภายใต้ PRP ถูกควบคุมและประเมินอย่างไร (ที่มา ข้อ 7.1.6)

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจติดตามภายใน ISO 22000:2018

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Sriprapai Wongsrikul

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)

วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)

ตรวจสอบรายชื่อในทะเบียน BRCGS Approved Training Partner ↗

  • ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
  • ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
  • ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
  • เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

FSSC 22000

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้

ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน

ขอการรับรอง ISO 22000 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 22000

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE