ISO 22000 ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน ตีความข้อกำหนดพร้อมตัวอย่าง

ภาพปกบทความ ISO 22000 ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน (internal audit) ของ ISO 22000:2018 ไม่ได้ขอให้องค์กร “มีการตรวจภายในปีละครั้ง” แต่ขอให้องค์กรมี โปรแกรมการตรวจติดตาม ที่ออกแบบมาจากความสำคัญของกระบวนการ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร และผลการตรวจครั้งก่อน จากนั้นจึงตรวจว่าระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร (FSMS) สอดคล้องกับสิ่งที่องค์กรกำหนดไว้เอง สอดคล้องกับข้อกำหนดของมาตรฐาน และ ถูกนำไปปฏิบัติและคงไว้อย่างมีประสิทธิผลจริง คำสุดท้ายนี้คือหัวใจ เพราะมันหมายความว่าการตรวจที่จบลงด้วย “เอกสารครบ” โดยไม่ได้ดูว่าระบบทำงานได้ผลหรือไม่ ยังไม่ตอบเจตนาของข้อนี้

เจตนาของข้อ 9.2 คือการหาความจริงก่อนที่ลูกค้าหรือผู้ตรวจภายนอกจะหาเจอ

ในโครงสร้างของ ISO 22000:2018 หมวดที่ 9 คือ “การประเมินสมรรถนะ” ซึ่งประกอบด้วยสามเครื่องมือที่ทำงานคนละหน้าที่ ข้อ 9.1 การเฝ้าระวัง วัด วิเคราะห์ และประเมินผล เป็นการดูตัวเลขที่ระบบผลิตออกมา ข้อ 9.2 การตรวจติดตามภายใน เป็นการเดินเข้าไปดูว่าสิ่งที่เขียนไว้กับสิ่งที่ทำจริงตรงกันหรือไม่ และข้อ 9.3 การทบทวนฝ่ายบริหาร เป็นการเอาผลจากสองข้อแรกมาตัดสินใจในระดับที่ต้องใช้ทรัพยากร

ถ้าอ่านข้อ 9.2 แยกจากบริบทนี้ มันจะดูเหมือนงานเอกสารประจำปี แต่ถ้าอ่านรวมกัน จะเห็นว่าข้อนี้คือกลไกเดียวในระบบที่มีหน้าที่ ตั้งคำถามกับระบบของตัวเอง ข้อ 9.1 จะบอกได้เฉพาะสิ่งที่องค์กรเลือกจะวัดอยู่แล้ว ส่วนข้อ 9.2 มีอิสระที่จะไปดูสิ่งที่ยังไม่มีใครวัด

นี่คือเหตุผลที่ผู้ตรวจประเมินภายนอกให้น้ำหนักกับผลการตรวจภายในมาก ถ้าองค์กรตรวจภายในแล้วไม่พบอะไรเลย ในขณะที่ผู้ตรวจภายนอกเดินเข้าไปครึ่งวันแล้วพบประเด็น สิ่งที่ถูกตั้งคำถามไม่ใช่เฉพาะประเด็นนั้น แต่คือความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจภายในทั้งกระบวนการ

สนใจอบรม FSSC 22000 Version 7?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

“โปรแกรมการตรวจติดตาม” ต่างจาก “ตารางนัดหมาย” ตรงไหน

ข้อ 9.2 ใช้คำว่าโปรแกรม (audit programme) ไม่ใช่คำว่าตาราง ความต่างอยู่ที่โปรแกรมต้องมีเหตุผลรองรับว่าทำไมถึงตรวจกระบวนการนี้ ณ เวลานี้ ด้วยความถี่เท่านี้ ส่วนตารางเพียงบอกว่าใครไปตรวจแผนกไหนวันไหน

สิ่งที่มาตรฐานขอให้ใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการวางโปรแกรม ได้แก่ ความสำคัญของกระบวนการที่มีต่อความปลอดภัยอาหาร การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ FSMS และผลของการตรวจครั้งก่อน ๆ เมื่อนำสามอย่างนี้มารวมกัน ผลลัพธ์ที่ควรได้คือโปรแกรมที่ ไม่เท่ากันทุกกระบวนการ กระบวนการที่มีจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (CCP) หรือเพิ่งมีการเปลี่ยนสายการผลิต ควรถูกตรวจถี่กว่าและลึกกว่ากระบวนการที่นิ่งมาหลายปีและไม่เคยมีประเด็น

Case ตัวอย่าง — โรงงานแปรรูปอาหารทะเลแช่เยือกแข็งแห่งหนึ่งในสมุทรสาคร (เป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ลูกค้าจริง) เดิมวางโปรแกรมตรวจภายในแบบเดียวกันทุกแผนก คือแผนกละหนึ่งครั้งต่อปี ครั้งละครึ่งวัน ต่อมาโรงงานติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะรุ่นใหม่แทนของเดิม และเปลี่ยนผู้ส่งมอบวัตถุดิบกุ้งรายหลัก

ถ้าโปรแกรมยังเท่าเดิม การตรวจภายในจะไปถึงจุดที่เปลี่ยนแปลงทั้งสองจุดในอีกหลายเดือนข้างหน้า ทั้งที่จุดตรวจจับโลหะเป็นมาตรการควบคุมที่ผูกกับอันตรายทางกายภาพโดยตรง และการเปลี่ยนผู้ส่งมอบกระทบทั้งข้อ 7.1.6 การควบคุมจากภายนอก และข้อมูลคุณลักษณะวัตถุดิบที่ใช้ในการวิเคราะห์อันตราย

โปรแกรมที่ตอบเจตนาของข้อ 9.2 จะปรับให้มีการตรวจเพิ่มเติมเฉพาะสองเรื่องนี้ภายในระยะเวลาที่สั้นกว่ารอบปกติ โดยระบุเหตุผลของการปรับไว้ในตัวโปรแกรม ไม่ใช่ปรับเงียบ ๆ

ความเป็นกลางของผู้ตรวจ เมื่อทีมงานมีจำนวนจำกัด

ข้อกำหนดให้เลือกผู้ตรวจและดำเนินการตรวจในลักษณะที่ทำให้กระบวนการมีความเที่ยงธรรม และกำหนดชัดว่าผู้ตรวจต้องไม่ตรวจงานของตนเอง ในโรงงานขนาดใหญ่ข้อนี้ไม่ยาก แต่ในสถานประกอบการขนาดกลางที่ทีมความปลอดภัยอาหารมีสามหรือสี่คน และคนเหล่านั้นเป็นผู้เขียนขั้นตอนปฏิบัติงานเอง เงื่อนไขนี้ต้องออกแบบให้ผ่าน

ทางเลือกที่ใช้ได้และยังคงเจตนาไว้ครบมีหลายแบบ เช่น ให้ผู้ตรวจจากแผนกที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายงานนั้นเข้าตรวจโดยจับคู่กับผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิคทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญประกอบการตรวจ หรือสลับผู้ตรวจข้ามโรงงานภายในเครือเดียวกัน หรือใช้ผู้ตรวจภายนอกที่จ้างมาทำหน้าที่ตรวจภายในให้ โดยองค์กรยังเป็นเจ้าของโปรแกรมและเป็นผู้รับผลการตรวจเอง

สิ่งที่ต้องระวังคือความเป็นกลางไม่ได้จบที่ “ไม่ใช่คนของแผนกนั้น” แต่รวมถึงความสัมพันธ์ในสายบังคับบัญชาด้วย ถ้าผู้ตรวจต้องรายงานตรงต่อผู้จัดการของแผนกที่ตนกำลังตรวจ ความเที่ยงธรรมของกระบวนการยังมีข้อสงสัยอยู่ แม้ตัวบุคคลจะไม่ได้ทำงานนั้นเองก็ตาม

เกณฑ์การตรวจของ FSMS กว้างกว่าตัวเล่มมาตรฐาน

ข้อ 9.2 ขอให้กำหนดเกณฑ์การตรวจ (audit criteria) และขอบข่ายของการตรวจแต่ละครั้ง จุดที่ควรระวังคือเกณฑ์ของ FSMS ไม่ได้มีแค่ข้อกำหนดของ ISO 22000:2018 เท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งที่องค์กรกำหนดขึ้นเองด้วย ซึ่งได้แก่แผน HACCP โปรแกรมพื้นฐาน (PRP) ที่องค์กรเลือกใช้ ขั้นตอนปฏิบัติงาน ค่าวิกฤตที่ตั้งไว้ ตลอดจนข้อกำหนดของกฎหมายและของลูกค้าที่องค์กรรับมาเป็นข้อผูกพัน

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ รายการตรวจสอบที่ไล่ตามหมายเลขข้อของมาตรฐานอย่างเดียวจะตรวจไม่ถึงส่วนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะค่าวิกฤตและมาตรการควบคุมของแต่ละโรงงานไม่ได้อยู่ในเล่มมาตรฐาน แต่อยู่ในเอกสารของโรงงานเอง

คำถามที่ผู้ตรวจตั้ง ตรวจได้แค่ความสอดคล้อง ตรวจถึงความมีประสิทธิผล
การเฝ้าระวังที่ CCP มีบันทึกครบทุกกะหรือไม่ ผู้เฝ้าระวังอธิบายได้หรือไม่ว่าถ้าค่าหลุดต้องทำอะไรกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตไปแล้ว
การทวนสอบ PRP มีแบบฟอร์มทวนสอบที่ลงนามแล้ว ผลการทวนสอบที่ไม่ผ่าน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในรอบที่ผ่านมา
การปฏิบัติการแก้ไข ปิดประเด็นครบตามกำหนดเวลา ประเด็นเดิมกลับมาซ้ำหรือไม่ และการวิเคราะห์สาเหตุไปถึงระดับที่แก้ได้จริงหรือไม่

คอลัมน์ขวาคือสิ่งที่ทำให้การตรวจภายในมีคุณค่ามากกว่าการนับเอกสาร และเป็นคอลัมน์ที่ตอบคำว่า “นำไปปฏิบัติและคงไว้อย่างมีประสิทธิผล” ในข้อ 9.2 โดยตรง แนวทางการวางแผนและดำเนินการตรวจในลักษณะนี้สอดคล้องกับหลักการตรวจประเมินตามแนวทางของ ISO 19011 ซึ่งเป็นคนละเล่มกับข้อกำหนดที่ใช้รับรอง

ผลการตรวจต้องไปถึงใคร และต้องเกิดอะไรต่อ

ข้อ 9.2 กำหนดว่าผลการตรวจต้องถูกรายงานไปยังผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการดำเนินการแก้ไขโดยไม่ชักช้า สองคำนี้ผูกกันอยู่ ถ้ารายงานไปถึงเฉพาะหัวหน้าแผนกที่ถูกตรวจ ประเด็นที่ต้องใช้งบประมาณหรือต้องข้ามแผนกจะไม่มีทางถูกแก้

อีกเส้นทางหนึ่งที่ต้องเชื่อมให้ครบคือผลการตรวจภายในเป็นข้อมูลนำเข้าที่กำหนดไว้ของการทบทวนฝ่ายบริหารตามข้อ 9.3 การตรวจที่จบลงในแฟ้มโดยไม่ได้ถูกยกขึ้นสู่วาระทบทวน จึงเป็นการตัดวงจรของหมวด 9 ทิ้งกลางทาง และเป็นจุดที่ผู้ตรวจประเมินภายนอกสามารถตั้งเป็นประเด็นได้

สุดท้าย มาตรฐานขอให้เก็บรักษาเอกสารสารสนเทศเป็นหลักฐานของการดำเนินโปรแกรมและของผลการตรวจ คำว่าหลักฐานในที่นี้หมายถึงสิ่งที่ทำให้บุคคลที่สามตามรอยได้ว่าตรวจอะไร ด้วยเกณฑ์ใด พบอะไร และเรื่องนั้นจบลงอย่างไร ไม่ใช่เพียงใบสรุปที่ระบุว่าตรวจแล้ว

คำถามที่ควรตอบได้

  1. โปรแกรมการตรวจติดตามของเราให้ความถี่ไม่เท่ากันระหว่างกระบวนการหรือไม่ และเหตุผลของความต่างนั้นเขียนไว้ที่ไหน (ที่มา: ข้อ 9.2 เรื่องการวางแผนโปรแกรมโดยพิจารณาความสำคัญของกระบวนการ การเปลี่ยนแปลง และผลการตรวจครั้งก่อน)
  2. ถ้าเดือนที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงในสายการผลิตหรือเปลี่ยนผู้ส่งมอบวัตถุดิบสำคัญ โปรแกรมของเราถูกปรับตามหรือยัง (ที่มา: ข้อ 9.2 เรื่องการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อ FSMS ประกอบกับข้อ 7.1.6)
  3. ผู้ตรวจแต่ละคนในรอบล่าสุด ตรวจงานที่ตนเองรับผิดชอบหรือเป็นผู้เขียนขั้นตอนไว้เองหรือไม่ และสายการรายงานของเขาสร้างข้อสงสัยเรื่องความเที่ยงธรรมหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 9.2 เรื่องความเที่ยงธรรมและการไม่ตรวจงานของตนเอง)
  4. เกณฑ์การตรวจที่เราใช้ ครอบคลุมแผน HACCP ค่าวิกฤต และ PRP ที่องค์กรกำหนดเอง หรือครอบคลุมเฉพาะหมายเลขข้อของมาตรฐาน (ที่มา: ข้อ 9.2 เรื่องการกำหนดเกณฑ์และขอบข่าย ประกอบกับข้อ 8.2 และ 8.5)
  5. ประเด็นจากการตรวจภายในรอบก่อน ปรากฏอยู่ในวาระการทบทวนฝ่ายบริหารครั้งล่าสุดหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 9.2 เรื่องการรายงานผล เชื่อมกับข้อ 9.3 เรื่องข้อมูลนำเข้าของการทบทวน)

อ่านต่อในชุดบทความรอบเดียวกัน: ISO 14001:2026 ข้อ 7.2 ความสามารถ กับ ข้อ 7.3 ความตระหนัก

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตร ISO 22000:2018 และการตรวจติดตามภายใน

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Sriprapai Wongsrikul

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)

วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)

ตรวจสอบรายชื่อในทะเบียน BRCGS Approved Training Partner ↗

  • ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
  • ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
  • ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
  • เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

FSSC 22000

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้

ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน

ขอการรับรอง ISO 22000 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 22000

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE