การตรวจติดตามภายในทำได้สองแนวทางหลัก แนวทางแรกคือไล่ตามเลขข้อของมาตรฐานทีละข้อ อีกแนวทางคือเดินตามกระบวนการจริงตั้งแต่ปัจจัยนำเข้าจนถึงผลลัพธ์ แล้วให้ข้อกำหนดตามมาทีหลัง แนวทางที่สองคือสิ่งที่แนวคิดเชิงกระบวนการ (process approach) และแนวทางการตรวจประเมินตาม ISO 19011 มุ่งไปหา บทความนี้อธิบายว่าสองแนวทางต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ แต่ละแบบให้และไม่ให้อะไร และจะเปลี่ยนจากแบบแรกไปแบบที่สองได้อย่างไรโดยไม่เสียความครอบคลุม
รากของความต่างอยู่ที่คำถามตั้งต้น
การตรวจแบบไล่ตามข้อกำหนดเริ่มจากคำถามว่า “ข้อนี้บอกให้ทำอะไร แล้วองค์กรทำหรือยัง” ผู้ตรวจเปิดมาตรฐานทีละข้อ แล้วขอหลักฐานที่แสดงว่าข้อนั้นถูกทำแล้ว การตรวจแบบเดินตามกระบวนการเริ่มจากคำถามว่า “กระบวนการนี้ต้องส่งมอบอะไร แล้วสิ่งใดที่ทำให้ส่งมอบไม่ได้” ผู้ตรวจเริ่มจากงานจริง แล้วค่อยถามว่าข้อกำหนดใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เห็น
ผลของความต่างนี้ปรากฏชัดที่หลักฐานที่ผู้ตรวจไปหยิบ แบบแรกนำไปสู่การขอดูเอกสารเป็นหลัก เพราะเอกสารคือสิ่งที่ตอบคำถาม “ทำหรือยัง” ได้เร็วที่สุด แบบที่สองนำไปสู่การพูดคุยกับคนที่ทำงานและการสังเกตงานจริง เพราะคำถาม “อะไรทำให้ส่งมอบไม่ได้” ตอบได้จากคนที่เจอปัญหาเท่านั้น
อีกผลหนึ่งอยู่ที่ระดับของสิ่งที่พบ แบบแรกให้สิ่งที่พบในระดับเอกสารขาดหรือบันทึกไม่ครบ แบบที่สองให้สิ่งที่พบในระดับที่กระบวนการทำงานไม่ได้ตามที่ออกแบบไว้ ทั้งสองระดับมีคุณค่า แต่ระดับที่สองเป็นสิ่งที่ผู้บริหารนำไปใช้ตัดสินใจได้มากกว่า
สิ่งที่การตรวจแบบไล่ตามข้อกำหนดยังทำได้ดี
การเปรียบเทียบสองแนวทางนี้ไม่ควรจบลงด้วยการทิ้งแบบแรกไปทั้งหมด เพราะแบบแรกมีข้อดีที่แบบที่สองไม่มี
ข้อดีข้อแรกคือความครอบคลุม การไล่ตามเลขข้อทำให้ไม่มีข้อใดหลุด ซึ่งสำคัญมากสำหรับองค์กรที่เพิ่งจัดทำระบบและยังไม่รู้ว่าข้อไหนสำคัญกับตนเอง ข้อดีข้อที่สองคือความง่ายในการฝึกผู้ตรวจใหม่ เพราะผู้ตรวจที่เพิ่งผ่านการอบรมย่อมยังไม่มีความเข้าใจกระบวนการมากพอที่จะตั้งคำถามเองได้ ข้อดีข้อที่สามคือความสะดวกในการรายงานความครอบคลุมของโปรแกรมการตรวจต่อฝ่ายบริหารและต่อผู้ตรวจจากภายนอก
ทางที่ได้ทั้งสองอย่างคือใช้เลขข้อเป็นเครื่องมือตรวจสอบความครอบคลุมหลังการตรวจ แทนที่จะใช้เป็นลำดับในการเดินหน้างาน กล่าวคือเดินตามกระบวนการในระหว่างการตรวจ แล้วเมื่อกลับมาเขียนรายงาน จึงกระทบยอดว่าสิ่งที่ตรวจไปครอบคลุมข้อใดของมาตรฐานบ้าง และข้อใดที่ยังไม่ถูกแตะในรอบนี้
บริษัทสมมติแห่งหนึ่งประกอบแผงวงจรให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า มีพนักงาน 340 คน มีระบบบริหารคุณภาพและระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการรับรอง
ทีมตรวจติดตามภายในใช้รายการตรวจสอบที่เรียงตามเลขข้อของมาตรฐาน การตรวจแต่ละรอบใช้เวลาสองวันและครอบคลุมทุกข้อ รายงานของสามรอบล่าสุดมีสิ่งที่พบรวม 14 เรื่อง ทั้ง 14 เรื่องเป็นเรื่องบันทึกลงไม่ครบ ลายเซ็นขาด และเอกสารเลยกำหนดทบทวน
ในช่วงเดียวกัน ฝ่ายผลิตส่งข้อมูลของเสียในกระบวนการบัดกรีที่สูงขึ้นต่อเนื่องสามเดือน และฝ่ายขายได้รับข้อร้องเรียนจากลูกค้าสองรายเรื่องเวลาส่งมอบ ไม่มีเรื่องใดในสองเรื่องนี้ปรากฏในรายงานการตรวจติดตามภายในเลย
ในการตรวจรอบถัดมา ทีมเปลี่ยนวิธี โดยเลือกเดินตามคำสั่งซื้อจริงหนึ่งใบตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อ การวางแผนผลิต การเบิกวัตถุดิบ การบัดกรี การทดสอบ ไปจนถึงการส่งมอบ แล้วถามที่จุดส่งต่อระหว่างแผนกว่า สิ่งที่รับมาจากขั้นก่อนหน้าเพียงพอต่อการทำงานหรือไม่ สิ่งที่พบจากการเดินครั้งนั้นคือ ข้อมูลจำเพาะที่ฝ่ายขายรับมาจากลูกค้ามีการแก้ไขสองครั้งระหว่างการผลิต และการแก้ไขครั้งที่สองไปถึงฝ่ายผลิตช้ากว่าครั้งแรกสี่วัน
ประเด็นที่กรณีนี้แสดงคือ วิธีแรกให้สิ่งที่พบที่ถูกต้องแต่ไม่ได้แตะสาเหตุของปัญหาที่องค์กรกำลังเจอ ส่วนวิธีที่สองไปหยุดอยู่ที่จุดส่งต่อระหว่างแผนก ซึ่งเป็นจุดที่รายการตรวจสอบแบบเรียงตามเลขข้อไม่มีช่องให้บันทึก
จุดที่ควรไปยืนคือรอยต่อระหว่างกระบวนการ
เมื่อเดินตามกระบวนการ จุดที่ให้ข้อมูลมากที่สุดไม่ใช่ใจกลางของแต่ละแผนก เพราะแต่ละแผนกรู้งานของตัวเองดีอยู่แล้ว จุดที่ให้ข้อมูลมากที่สุดคือรอยต่อ คือจุดที่ผลลัพธ์ของกระบวนการหนึ่งกลายเป็นปัจจัยนำเข้าของอีกกระบวนการหนึ่ง
เหตุผลคือรอยต่อเป็นจุดที่ความรับผิดชอบเปลี่ยนมือ และเป็นจุดที่ข้อกำหนดของมาตรฐานหลายข้อมาบรรจบกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น รอยต่อระหว่างฝ่ายขายกับฝ่ายผลิตเกี่ยวข้องกับข้อว่าด้วยข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการ ข้อว่าด้วยการควบคุมการเปลี่ยนแปลง ข้อว่าด้วยการสื่อสาร และข้อว่าด้วยเอกสารสารสนเทศ พร้อมกันในเหตุการณ์เดียว
คำถามชุดสั้น ๆ ที่ใช้ได้ที่ทุกรอยต่อมีสี่ข้อ คือ สิ่งที่รับมาจากขั้นก่อนหน้าคืออะไรและครบพอที่จะทำงานหรือไม่ เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่ารับได้คืออะไรและใครกำหนด เมื่อสิ่งที่รับมาไม่ครบ ทำอย่างไรและเรื่องนั้นไปจบที่ใด และสิ่งที่ส่งต่อไปขั้นถัดไปเคยถูกตีกลับด้วยเหตุใดในรอบที่ผ่านมา
| มิติ | ไล่ตามเลขข้อ | เดินตามกระบวนการ |
|---|---|---|
| จุดเริ่มต้น | ตัวมาตรฐาน | ผลลัพธ์ที่กระบวนการต้องส่งมอบ |
| หลักฐานที่ได้มาเป็นหลัก | เอกสารและบันทึก | การสัมภาษณ์ การสังเกต ข้อมูลสมรรถนะ ประกอบกับบันทึก |
| ระดับของสิ่งที่พบ | ความไม่ครบถ้วนของเอกสาร | กระบวนการไม่ทำงานตามที่ออกแบบไว้ |
| ความสามารถที่ผู้ตรวจต้องมี | ความรู้ในตัวมาตรฐาน | ความรู้ในตัวมาตรฐานบวกความเข้าใจกระบวนการ |
| การพิสูจน์ความครอบคลุม | เห็นได้ทันทีจากรายการตรวจสอบ | ต้องกระทบยอดกับเลขข้อหลังการตรวจ |
| ความเหมาะกับระบบบูรณาการ | ต้องไล่ทีละมาตรฐาน จึงเกิดการถามซ้ำ | เดินหนึ่งรอบครอบคลุมได้หลายมาตรฐานพร้อมกัน |
ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบที่ผู้เรียบเรียงจัดทำขึ้นเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่การสรุปหรือแปลตัวบทของมาตรฐานหรือแนวทางฉบับใด
เปลี่ยนวิธีอย่างไรโดยไม่ทิ้งความครอบคลุม
การเปลี่ยนทำได้ทีละขั้นโดยไม่ต้องรื้อโปรแกรมการตรวจทั้งหมด ขั้นแรกคือทำแผนภาพกระบวนการอย่างง่ายที่แสดงว่ามีกระบวนการใดบ้างและส่งต่อกันอย่างไร โดยใช้ชื่อที่คนในองค์กรเรียกกันจริง ไม่ใช่ชื่อตามหมวดของมาตรฐาน
ขั้นที่สองคือเลือกกระบวนการหนึ่งหรือสองกระบวนการที่ข้อมูลสมรรถนะบอกว่ากำลังมีปัญหา แล้วให้เวลากับกระบวนการนั้นมากกว่ากระบวนการอื่นในรอบนั้น เพราะโปรแกรมการตรวจที่ให้เวลาเท่ากันหมดทุกจุดคือโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้ข้อมูลความเสี่ยงในการวางแผน
ขั้นที่สามคือเปลี่ยนรูปแบบรายการตรวจสอบ จากรายการที่ตั้งคำถามว่า “มีเอกสารเรื่องนี้หรือไม่” เป็นรายการที่ตั้งคำถามปลายเปิดตามลำดับการทำงานจริง โดยเว้นช่องให้บันทึกสิ่งที่พบระหว่างทางที่ไม่ได้อยู่ในคำถามที่เตรียมไว้
ขั้นสุดท้ายคือเพิ่มตารางกระทบยอดท้ายรายงาน ที่แสดงว่าการเดินรอบนี้ครอบคลุมข้อใดของมาตรฐานแต่ละฉบับบ้าง ตารางนี้ทำให้โปรแกรมการตรวจยังพิสูจน์ความครอบคลุมได้ตลอดรอบปี
อ่านประกอบ: การตรวจติดตามภายในตามแนวทาง ISO 19011 · โปรแกรมการตรวจกับแผนการตรวจต่างกันอย่างไร · การเขียนความไม่สอดคล้องให้ชัด
คำถามที่ควรตอบได้
- รายการตรวจสอบที่ทีมใช้อยู่ เรียงตามเลขข้อของมาตรฐานหรือเรียงตามลำดับการทำงานจริง (ที่มา: แนวทางการเตรียมเอกสารการทำงานสำหรับการตรวจประเมินตาม ISO 19011)
- สิ่งที่พบจากการตรวจสามรอบล่าสุด มีกี่เรื่องที่พูดถึงสมรรถนะของกระบวนการ ไม่ใช่ความครบถ้วนของเอกสาร (ที่มา: แนวทางว่าด้วยการรวบรวมและทวนสอบสารสนเทศระหว่างการตรวจ)
- การจัดสรรเวลาให้แต่ละพื้นที่ในโปรแกรมการตรวจ ใช้ข้อมูลใดเป็นฐาน (ที่มา: แนวทางว่าด้วยการจัดทำโปรแกรมการตรวจโดยพิจารณาความเสี่ยงและลำดับความสำคัญ)
- ในรอบล่าสุด มีการตรวจที่จุดส่งต่อระหว่างแผนกหรือไม่ และถ้ามี บันทึกไว้ที่ใด (ที่มา: แนวคิดเชิงกระบวนการที่ปรากฏในบทนำของมาตรฐานระบบการจัดการ)
- องค์กรที่มีหลายระบบพร้อมกัน ตรวจแยกทีละมาตรฐานหรือเดินรอบเดียว และการเลือกแบบนั้นทำให้ผู้ถูกตรวจตอบคำถามซ้ำกี่ครั้ง (ที่มา: แนวทางว่าด้วยการตรวจประเมินระบบการจัดการแบบบูรณาการ)
บทความใหม่ในชุดเดียวกัน: ISO 45001 ข้อ 4.3 การกำหนดขอบเขตของระบบ · ISO 22000 ข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก
หลักสูตรอบรมผู้ตรวจติดตามภายในตามแนวทาง ISO 19011
Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

การจัดการการเปลี่ยนแปลงในระบบบริหารหลายมาตรฐาน รวมได้แค่ไหน
การควบคุมเอกสารสารสนเทศในระบบบริหารแบบบูรณาการ — รวมกลไกได้ แต่รวมเกณฑ์ไม่ได้
การตรวจประเมินผู้ส่งมอบ (second-party audit) — เมื่อใดควรตรวจ และต้องตกลงอะไรไว้ก่อน
การตรวจประเมินระยะไกลและการใช้เทคโนโลยีในการตรวจ ตามแนวทาง ISO 19011
การวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงในการปฏิบัติการแก้ไข ตีความอย่างไรให้ใช้ได้จริง
การตรวจติดตามผลกับการตรวจต่ออายุการรับรอง ต่างกันอย่างไร