การแก้ไข กับ การปฏิบัติการแก้ไข แตกต่างกันอย่างไร ตีความนิยามข้อ 3.9 3.10 และข้อ 8.9.3 ของ ISO 22000:2018

ภาพปกบทความ การแก้ไข กับ การปฏิบัติการแก้ไข โดย Equal Assurance (Thailand)
สรุปสั้นก่อน
การแก้ไข (correction) ดำเนินการกับ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนการปฏิบัติการแก้ไข (corrective action) ดำเนินการกับ สาเหตุ นิยามข้อ 3.9 กับ 3.10 แยกไว้ชัด และข้อ 8.9.3 เพิ่มเงื่อนไขอีกสองเรื่อง คือ ต้องประเมินว่าจำเป็นต้องทำการปฏิบัติการแก้ไขหรือไม่ และ แนวโน้มของผลการเฝ้าระวังเป็นเหตุให้ต้องพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องรอให้ค่าหลุดเกณฑ์

นิยามสองข้อที่แตกต่างกันเพียงถ้อยคำเดียว

ข้อ 3.9 นิยามการแก้ไขว่าเป็นการกระทำเพื่อ ขจัดความไม่สอดคล้องที่ตรวจพบ

ข้อ 3.10 นิยามการปฏิบัติการแก้ไขว่าเป็นการกระทำเพื่อ ขจัดสาเหตุของความไม่สอดคล้อง และป้องกันการเกิดซ้ำ

คำที่ต่างกันคือคำว่า สาเหตุ และถ้อยคำนั้นเปลี่ยนสาระของข้อกำหนดทั้งหมด

สนใจอบรม FSSC 22000 Version 7?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

การแก้ไข — จัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หมายเหตุใต้นิยามระบุด้วยว่าการแก้ไขรวมถึงการจัดการผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัย และยกตัวอย่างไว้ เช่น การแปรรูปซ้ำ การแปรรูปต่อ หรือการขจัดผลกระทบด้านลบ

การปฏิบัติการแก้ไข — จัดการกับเหตุที่ทำให้เกิด หมายเหตุใต้นิยามระบุชัดว่า การปฏิบัติการแก้ไขรวมถึงการวิเคราะห์สาเหตุ และยังบอกว่าความไม่สอดคล้องหนึ่งเรื่องอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่ง

จากตรงนี้ได้ข้อสรุปสองข้อทันที

หนึ่ง การแก้ไขทำได้โดยไม่ต้องมีการปฏิบัติการแก้ไข เช่น เจอของไม่ผ่าน กันไว้ แปรรูปซ้ำ จบ

สอง การปฏิบัติการแก้ไข ทำโดยไม่วิเคราะห์สาเหตุไม่ได้ เพราะการวิเคราะห์สาเหตุถูกเขียนไว้ในนิยามของมันเอง ใบที่เขียนว่า “อบรมพนักงานใหม่” โดยไม่มีบรรทัดว่าทำไมพนักงานถึงทำผิด จึงยังไม่ใช่การปฏิบัติการแก้ไขตามนิยามนี้

ข้อ 8.9.3 — ความหมายของคำว่า “ประเมิน” ที่มักถูกอ่านข้าม

ประโยคเปิดของข้อ 8.9.3 เขียนว่า ความจำเป็นในการทำการปฏิบัติการแก้ไขต้องถูกประเมิน เมื่อค่าจำกัดวิกฤตที่ CCP หรือเกณฑ์ปฏิบัติการของ OPRP ไม่เป็นไปตามที่กำหนด

คำว่าประเมินสำคัญมาก เพราะข้อกำหนดไม่ได้สั่งว่าทุกครั้งที่หลุดเกณฑ์ต้องเปิดใบปฏิบัติการแก้ไข แต่สั่งว่า ต้องมีการตัดสินใจ ว่าจะทำหรือไม่ทำ และการตัดสินใจนั้นต้องมีร่องรอย

ในทางปฏิบัติหมายความว่าองค์กรควรมีเกณฑ์ของตัวเองว่าเมื่อไรถือว่าจำเป็น เช่น เกิดซ้ำภายในกรอบเวลาที่กำหนด เกิดกับอันตรายระดับใด หรือกระทบสินค้าปริมาณเท่าไร แล้วบันทึกผลการประเมินไว้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นดุลพินิจที่ไม่มีหลักฐาน

ผลของการอ่านข้ามคำนี้มีสองแบบและแย่ทั้งคู่ แบบแรกคือเปิดใบทุกครั้งจนระบบจมกับเอกสารและไม่มีใครวิเคราะห์อะไรจริง ๆ แบบที่สองคือไม่เปิดเลยแล้วตอบไม่ได้ว่าใช้อะไรตัดสิน

สองประเด็นที่ต้องนำมาดำเนินการแก้ไข แม้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการผลิต

ข้อ 8.9.3 ระบุกิจกรรมที่การปฏิบัติการแก้ไขต้องครอบคลุม และสองข้อแรกไม่ได้เกิดจากค่าหลุดเกณฑ์ในไลน์ผลิต

ประเด็นที่หนึ่ง การทบทวนความไม่สอดคล้องที่มาจากข้อร้องเรียนของลูกค้าหรือผู้บริโภค และรายงานการตรวจของหน่วยงานกำกับดูแล หมายความว่าข้อร้องเรียนไม่ใช่เรื่องของฝ่ายขายเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นข้อมูลนำเข้าของระบบการจัดการความปลอดภัยอาหารโดยตรง

ประเด็นที่สอง การทบทวนแนวโน้มของผลการเฝ้าระวังที่อาจบ่งชี้ว่ากำลังสูญเสียการควบคุม ข้อนี้คือหัวใจ เพราะข้อกำหนดระบุว่า ยังไม่หลุดเกณฑ์ก็ต้องดำเนินการได้ หากค่าเริ่มเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างสมมติ อุณหภูมิที่จุดหนึ่งเคยอยู่กลางช่วง แล้วค่อย ๆ เลื่อนเข้าใกล้ขอบล่างทุกสัปดาห์โดยที่ยังไม่เคยต่ำกว่าเกณฑ์เลยสักครั้ง ตามข้อนี้แนวโน้มแบบนั้นคือสิ่งที่ต้องถูกทบทวน ไม่ใช่รอให้หลุดก่อน

โรงงานที่ทำได้จริงในข้อนี้ต้องมีการพล็อตหรือสรุปแนวโน้มเป็นรอบ ไม่ใช่จัดเก็บแบบฟอร์มไว้แล้วเปิดทบทวนเฉพาะเมื่อเกิดปัญหา

สิ่งที่ข้อ 8.9.3 กำหนดให้มีในกระบวนการ

นอกจากสองประเด็นข้างต้น ข้อนี้ยังกำหนดให้กระบวนการต้องครอบคลุมการ หาสาเหตุ กำหนดและดำเนินการสิ่งที่ทำให้ไม่เกิดซ้ำ บันทึกผลของสิ่งที่ทำ และทวนสอบว่าสิ่งที่ทำไปได้ผลจริง

ข้อสุดท้ายคือจุดที่ตรวจตัวเองได้ง่าย การปิดใบทันทีที่ดำเนินการเสร็จยังไม่ถือว่าครบถ้วน เพราะข้อกำหนดขอให้ ทวนสอบว่าการปฏิบัติการแก้ไขนั้นได้ผล ซึ่งหมายความว่าต้องกำหนดช่วงเวลากลับมาทวนสอบอีกครั้งหลังผ่านไประยะหนึ่ง

และเอกสารของการปฏิบัติการแก้ไขทั้งหมดต้องถูกเก็บไว้

ตัวอย่างเปรียบเทียบจากเหตุการณ์เดียวกัน

ตัวอย่างสมมติ เครื่องตรวจจับโลหะซึ่งเป็น CCP ทดสอบไม่ผ่านตอน 14:00

สิ่งที่ทำ จัดเป็นอะไร
ระงับการปล่อยผลิตภัณฑ์ และกักผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในช่วง 10:00 ถึง 14:00 การแก้ไข
นำผลิตภัณฑ์กลับมาผ่านเครื่องตรวจจับอีกครั้งหลังการซ่อม การแก้ไข
ปรับตั้งเครื่องให้กลับมาตรวจจับได้ การแก้ไข ทำให้กระบวนการกลับสู่การควบคุม
วิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เครื่องคลาดเคลื่อน แล้วพบว่าเป็นเพราะรอบบำรุงรักษาห่างเกินไป การวิเคราะห์สาเหตุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการแก้ไข
เปลี่ยนรอบบำรุงรักษา และแก้แผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การปฏิบัติการแก้ไข
ทบทวนอีกสามเดือนถัดมาเพื่อยืนยันว่าไม่เกิดซ้ำและค่ายังคงที่ การทวนสอบประสิทธิผลของการปฏิบัติการแก้ไข

สังเกตว่าสามบรรทัดแรกเป็นการแก้ไขทั้งหมด และหากดำเนินการเพียงเท่านี้ ความไม่สอดคล้องเดิมย่อมมีโอกาสเกิดซ้ำ

สามข้อสังเกตที่บ่งชี้ว่าระบบยังหยุดอยู่ที่การแก้ไข

ข้อสังเกตที่หนึ่ง ช่องสาเหตุเขียนซ้ำกับช่องปัญหา เช่น ปัญหาคือเครื่องไม่ตรวจจับ สาเหตุคือเครื่องไม่ตรวจจับ นั่นคือยังไม่ได้วิเคราะห์

ข้อสังเกตที่สอง การปฏิบัติการแก้ไขลงท้ายด้วยการอบรมและการตักเตือนเสมอ ซึ่งเป็นการสรุปสาเหตุไปที่ตัวบุคคล ทั้งที่นิยามข้อ 3.10 เปิดช่องไว้ว่าสาเหตุอาจมีมากกว่าหนึ่ง เช่น คำสั่งงานไม่ชัด เครื่องมือไม่พอ หรือรอบเวลาไม่สมจริง

ข้อสังเกตที่สาม ไม่มีวันที่ทวนสอบ ใบดำเนินการถูกปิดในวันเดียวกับที่เปิด หมายความว่ายังไม่มีการยืนยันประสิทธิผลตามที่ข้อ 8.9.3 กำหนด

ความแตกต่างระหว่างข้อ 8.9.3 กับข้อ 10.1

มาตรฐานมีข้อว่าด้วยความไม่สอดคล้องและการปฏิบัติการแก้ไขอยู่สองที่ คือข้อ 8.9.3 ซึ่งอยู่ในหมวดการปฏิบัติการ และข้อ 10.1 ซึ่งอยู่ในหมวดการปรับปรุง

วิธีแยกที่ใช้ได้คือดูที่ระดับของสิ่งที่ไม่สอดคล้อง ข้อ 8.9.3 พูดถึงความไม่สอดคล้องที่เกิดกับ ผลิตภัณฑ์และกระบวนการ โดยเฉพาะกรณีค่าหลุดเกณฑ์ที่ CCP และ OPRP ส่วนข้อ 10.1 อยู่ในระดับ ระบบการจัดการ เช่น ความไม่สอดคล้องที่พบจากการตรวจติดตามภายในหรือการทบทวนฝ่ายบริหาร

ในทางปฏิบัติจะใช้แบบฟอร์มเดียวกัน ซึ่งทำได้ ตราบใดที่ฟอร์มนั้นรองรับสิ่งที่ทั้งสองข้อบังคับครบ

สี่คำถามที่ควรตอบได้

หนึ่ง เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าเมื่อไรต้องเปิดการปฏิบัติการแก้ไขคืออะไร และอยู่ในเอกสารฉบับไหน — ที่มาคือข้อ 8.9.3 ประโยคแรก

สอง รอบล่าสุดที่ทบทวนแนวโน้มผลการเฝ้าระวังคือเมื่อไร และทบทวนอย่างไร — ที่มาคือข้อ 8.9.3

สาม ข้อร้องเรียนของลูกค้าถูกส่งเข้ามาที่ทีมความปลอดภัยอาหารทางไหน — ที่มาคือข้อ 8.9.3

สี่ ใบปฏิบัติการแก้ไขที่ปิดไปแล้วในรอบปี มีกี่ใบที่มีการทวนสอบประสิทธิผลจริง — ที่มาคือข้อ 8.9.3

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐาน ISO 22000:2018 ฉบับจริงเป็นหลัก

อบรมการวิเคราะห์สาเหตุและการปฏิบัติการแก้ไข

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตร ISO 22000 และ FSSC 22000 ทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ชุดบทความตีความ ISO 22000:2018
การวิเคราะห์อันตรายตามข้อ 8.5.1 ถึง 8.5.2.3 — ข้อมูลตั้งต้นถึงอันตรายที่มีนัยสำคัญ
CCP กับ OPRP ต่างกันตรงไหน — ตีความข้อ 8.5.2.4 และ 8.5.4
Validation กับ Verification ต่างกันอย่างไร — ข้อ 8.5.3 กับ 8.8
ผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัย จัดการอย่างไร — ลำดับข้อ 8.9.1 ถึง 8.9.4
การแก้ไข กับ การปฏิบัติการแก้ไข ต่างกันตรงไหน — ข้อ 3.9 3.10 และ 8.9.3 — บทความนี้
การถอนคืนและเรียกคืนสินค้า — ข้อ 8.9.5 และการทดสอบเรียกคืนจำลอง

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Sriprapai Wongsrikul

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)

วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)

ตรวจสอบรายชื่อในทะเบียน BRCGS Approved Training Partner ↗

  • ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
  • ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
  • ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
  • เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

FSSC 22000

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้

ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน

ขอการรับรอง ISO 22000 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 22000

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE