การเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน ตีความข้อ 8.4 ของ ISO 22000:2018 พร้อมตัวอย่างในบริบทไทย

ภาพปกบทความ การเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน โดย Equal Assurance (Thailand)
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 8.4 การเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน (Emergency preparedness and response) มีเพียงสองข้อย่อย แต่กำหนดสาระไว้ห้าเรื่อง คือ ผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้รับผิดชอบให้มีขั้นตอนรองรับ ต้องระบุข้อกำหนดตามกฎหมายที่ใช้บังคับในสถานการณ์นั้น ต้องสื่อสารทั้งภายในและภายนอก ต้องดำเนินการลดผลกระทบให้สมกับขนาดของเหตุ และต้องทดสอบขั้นตอนเป็นระยะเท่าที่ทำได้ โดยข้อกำหนดระบุชัดว่าต้องทบทวนและปรับปรุงเอกสารหลังเกิดเหตุหรือหลังการทดสอบทุกครั้ง

ขอบเขตของคำว่าภาวะฉุกเฉินในบริบทของมาตรฐานนี้

ข้อ 8.4.1 กำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงทำให้มั่นใจว่ามีขั้นตอนสำหรับตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทบาทขององค์กรในห่วงโซ่อาหาร และกำหนดให้จัดทำและคงไว้ซึ่งเอกสารสารสนเทศสำหรับจัดการสถานการณ์เหล่านั้น

วลีที่กำหนดขอบเขตไว้คือวลีสุดท้าย องค์กรไม่จำเป็นต้องเตรียมแผนสำหรับภัยทุกประเภทที่จินตนาการได้ แต่ต้องเตรียมสำหรับเหตุที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของตนเอง ผู้ผลิตอาหารแช่เยือกแข็งกับผู้ให้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิจึงมีรายการภาวะฉุกเฉินไม่เหมือนกัน แม้อยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน

หมายเหตุใต้ข้อ 8.4.2 ยกตัวอย่างประเภทของเหตุไว้ เช่น ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุด้านสิ่งแวดล้อม การก่อการร้ายทางชีวภาพ อุบัติเหตุในสถานที่ทำงาน ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และการหยุดชะงักของบริการที่จำเป็น เช่น น้ำ ไฟฟ้า หรือระบบทำความเย็น

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

ผู้รับผิดชอบตามข้อกำหนดคือผู้บริหารระดับสูง

ข้อ 8.4.1 ใช้คำว่าผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ทำให้มั่นใจ ไม่ใช่ทีมความปลอดภัยอาหารหรือฝ่ายประกันคุณภาพ ความหมายในทางการตรวจประเมินคือ เมื่อผู้ตรวจประเมินขอหลักฐานของข้อนี้ สิ่งที่ต้องแสดงได้ไม่ใช่เพียงขั้นตอนที่เขียนไว้ แต่รวมถึงหลักฐานว่าผู้บริหารระดับสูงรับทราบและสนับสนุนทรัพยากรที่ขั้นตอนนั้นต้องใช้

ในทางปฏิบัติ ทรัพยากรที่มักเป็นข้อจำกัดคือรายชื่อผู้ติดต่อนอกเวลาทำการ อำนาจอนุมัติค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และสิทธิ์ในการสั่งหยุดการผลิต ทั้งสามเรื่องนี้อยู่นอกอำนาจของฝ่ายประกันคุณภาพเพียงฝ่ายเดียว

ข้อ 8.4.2 การจัดการภาวะฉุกเฉินและเหตุการณ์

ข้อนี้กำหนดสิ่งที่องค์กรต้องทำไว้สี่เรื่อง เรื่องแรกคือการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งข้อกำหนดแยกย่อยไว้อีกสามประการ

ประการที่หนึ่ง ทำให้มั่นใจว่าข้อกำหนดตามกฎหมายและกฎระเบียบที่ใช้บังคับได้รับการระบุ ประเด็นนี้หมายถึงหน้าที่ตามกฎหมายที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีเหตุ เช่น หน้าที่ในการแจ้งหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งต่างจากข้อกำหนดตามกฎหมายในภาวะปกติ

ประการที่สอง การสื่อสารภายใน

ประการที่สาม การสื่อสารภายนอก ซึ่งข้อกำหนดยกตัวอย่างกลุ่มผู้รับไว้ ได้แก่ ผู้ส่งมอบ ลูกค้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน การระบุสื่อมวลชนไว้ในข้อกำหนดมีนัยสำคัญ เพราะหมายความว่าแผนต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าผู้ใดเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อสื่อ และข้อความที่ให้ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ใด

เรื่องที่สองคือการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบของภาวะฉุกเฉิน ให้เหมาะสมกับขนาดของเหตุและผลกระทบด้านความปลอดภัยอาหารที่อาจเกิดขึ้น ถ้อยคำนี้เปิดให้องค์กรใช้ดุลยพินิจตามระดับความรุนแรง แต่ในทางกลับกันก็หมายความว่าองค์กรต้องอธิบายได้ว่าใช้เกณฑ์ใดจัดระดับความรุนแรง

เรื่องที่สามคือการทดสอบขั้นตอนเป็นระยะ เท่าที่ปฏิบัติได้ ข้อกำหนดไม่ได้ระบุความถี่ไว้ องค์กรจึงเป็นผู้กำหนดเอง แต่ต้องกำหนดไว้และต้องอธิบายเหตุผลของความถี่นั้นได้ คำว่าเท่าที่ปฏิบัติได้ไม่ใช่ช่องทางยกเว้นการทดสอบทั้งหมด แต่หมายถึงบางสถานการณ์ที่จำลองจริงไม่ได้ ซึ่งกรณีเช่นนั้นสามารถใช้การทดสอบแบบประชุมโต๊ะกลมแทนได้

เรื่องที่สี่คือการทบทวนและปรับปรุงเอกสารสารสนเทศเมื่อจำเป็น หลังจากเกิดเหตุการณ์ ภาวะฉุกเฉิน หรือการทดสอบ ประโยคนี้ทำให้การทดสอบมีผลผูกพันตามมา คือทุกครั้งที่ทดสอบต้องมีการทบทวนเอกสาร และถ้าผลการทดสอบไม่พบสิ่งที่ต้องแก้ไขเลยทุกครั้ง ควรตั้งคำถามกับการออกแบบการทดสอบมากกว่าจะสรุปว่าแผนสมบูรณ์แล้ว

ตัวอย่างการจัดทำรายการภาวะฉุกเฉินในบริบทของไทย

ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่รายการที่มาตรฐานกำหนด

สถานการณ์ ผลต่อความปลอดภัยอาหารที่ต้องพิจารณา
น้ำท่วมเข้าพื้นที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมช่วงฤดูฝน น้ำที่ท่วมเข้าอาคารเป็นแหล่งปนเปื้อนทางจุลชีววิทยาและเคมี ต้องกำหนดเกณฑ์ว่าวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสน้ำต้องถูกจัดการอย่างไร
ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานจนกระทบห้องเย็น ต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นถึงระดับใดและนานเท่าใดจึงถือว่าผลิตภัณฑ์อาจไม่ปลอดภัย และใครเป็นผู้ตัดสิน
น้ำประปาหยุดจ่าย หรือคุณภาพน้ำเปลี่ยนกะทันหัน น้ำที่ใช้ล้างและทำความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมพื้นฐาน ต้องมีเกณฑ์ตัดสินว่าหยุดผลิตเมื่อใด
สารเคมีทำความสะอาดรั่วไหลในพื้นที่ผลิต ต้องระบุขอบเขตพื้นที่และล็อตที่ได้รับผลกระทบ และเชื่อมต่อไปยังการจัดการผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัยตามข้อ 8.9.4
โรคระบาดที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดงานพร้อมกันจำนวนมาก ความสามารถของผู้เฝ้าระวังจุดวิกฤตเป็นเงื่อนไขของการควบคุม ต้องมีผู้ทำการแทนที่ผ่านการประเมินความสามารถไว้แล้ว

สามข้อสังเกตที่พบได้เมื่อทบทวนแผนภาวะฉุกเฉิน

ข้อสังเกตที่หนึ่ง แผนครอบคลุมความปลอดภัยของบุคคล แต่ไม่ครอบคลุมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เอกสารหลายฉบับเขียนเรื่องการอพยพและการดับเพลิงไว้ครบ แต่ไม่ระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระบวนการขณะเกิดเหตุจะถูกจัดสถานะอย่างไร ทั้งที่ข้อ 8.4 อยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร

ข้อสังเกตที่สอง รายชื่อผู้ติดต่อใช้ได้เฉพาะเวลาทำการ ภาวะฉุกเฉินไม่เลือกเวลา รายชื่อที่ไม่มีช่องทางติดต่อนอกเวลาทำการจะถูกพบว่าใช้ไม่ได้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุจริง

ข้อสังเกตที่สาม บันทึกการทดสอบไม่มีข้อบกพร่องเลยทุกครั้ง ตามข้อ 8.4.2 การทดสอบมีขึ้นเพื่อหาสิ่งที่ต้องปรับปรุง รายงานที่สรุปเพียงว่าดำเนินการเรียบร้อยจึงยังไม่ตอบเจตนาของข้อกำหนด

ความเชื่อมโยงกับข้ออื่น

ข้อ 8.4 ทำงานร่วมกับข้ออื่นหลายข้อ การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกระหว่างเกิดเหตุอยู่ภายใต้โครงสร้างที่วางไว้ตามข้อ 7.4 การตัดสินสถานะของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบเดินตามข้อ 8.9.4 และหากผลิตภัณฑ์ออกจากการควบคุมขององค์กรไปแล้ว จะเข้าสู่กลไกการถอนคืนและเรียกคืนตามข้อ 8.9.5 ส่วนผลของเหตุการณ์และผลการทดสอบเป็นข้อมูลนำเข้าของการทบทวนฝ่ายบริหารตามข้อ 9.3

ห้าคำถามที่ควรตอบได้

หนึ่ง รายการภาวะฉุกเฉินที่องค์กรระบุไว้มีอะไรบ้าง และใช้เกณฑ์ใดคัดเลือกให้สัมพันธ์กับบทบาทขององค์กรในห่วงโซ่อาหาร — ที่มาคือข้อ 8.4.1

สอง ในสถานการณ์ฉุกเฉินแต่ละแบบ มีหน้าที่แจ้งหน่วยงานตามกฎหมายหรือไม่ และระบุไว้ในเอกสารฉบับใด — ที่มาคือข้อ 8.4.2

สาม ผู้ใดเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน และข้อความต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ใดก่อน — ที่มาคือข้อ 8.4.2

สี่ การทดสอบขั้นตอนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อใด ทดสอบสถานการณ์ใด และพบข้อบกพร่องใดบ้าง — ที่มาคือข้อ 8.4.2

ห้า หลังการทดสอบครั้งล่าสุด เอกสารฉบับใดถูกปรับปรุง และปรับปรุงเรื่องใด — ที่มาคือข้อ 8.4.2

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐาน ISO 22000:2018 ฉบับจริงเป็นหลัก

อบรมข้อกำหนด ISO 22000:2018

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตร ISO 22000 และ FSSC 22000 ทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand