ISO 22000:2018 ข้อ 10.3 การปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารให้ทันสมัย

ISO 22000:2018 ข้อ 10.3 การปรับปรุงระบบให้ทันสมัย
สรุปสั้นก่อน
ข้อ 10.3 การปรับปรุงระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารให้ทันสมัย (update of the FSMS) ของ ISO 22000:2018 เป็นข้อที่สั้นแต่ผูกกับข้ออื่นมากที่สุดข้อหนึ่ง ใจความคือผู้บริหารสูงสุดต้องทำให้มั่นใจว่าระบบถูกปรับให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ทีมความปลอดภัยของอาหารเป็นผู้ประเมินระบบตามช่วงเวลาที่วางแผนไว้ และพิจารณาว่าจำเป็นต้องทบทวนการวิเคราะห์อันตราย แผนควบคุมอันตราย และโปรแกรมพื้นฐานหรือไม่ สิ่งที่ข้อนี้ไม่ได้หมายถึงคือการแก้เลขฉบับของเอกสาร แต่หมายถึงการกลับไปตั้งคำถามว่าฐานทางเทคนิคที่ระบบยืนอยู่ยังจริงอยู่หรือไม่

ทำไมมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารจึงต้องมีข้อนี้แยกออกมา

มาตรฐานระบบการจัดการฉบับอื่นจบข้อ 10 ด้วยความไม่สอดคล้องกับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง แต่ ISO 22000 เพิ่มข้อ 10.3 เข้ามาอีกข้อหนึ่ง เหตุผลอยู่ที่ธรรมชาติของสิ่งที่ระบบนี้ควบคุม

ระบบความปลอดภัยของอาหารตั้งอยู่บนการตัดสินใจทางเทคนิคชุดหนึ่งที่ทำไว้ตั้งแต่ตอนวิเคราะห์อันตราย เช่น อันตรายใดมีนัยสำคัญ มาตรการควบคุมใดจัดการอันตรายนั้นได้ ค่าวิกฤตควรอยู่ที่เท่าไร และโปรแกรมพื้นฐานชุดใดเพียงพอ การตัดสินใจเหล่านี้อ้างอิงข้อมูล ณ เวลาที่ทำ ทั้งข้อมูลวัตถุดิบ ข้อมูลกระบวนการ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และข้อกำหนดกฎหมาย เมื่อข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งเปลี่ยน ข้อสรุปเดิมอาจไม่จริงอีกต่อไป โดยที่ระบบยังเดินได้ตามปกติและไม่มีความไม่สอดคล้องใดปรากฏ

ข้อ 10.3 จึงทำหน้าที่เป็นกลไกที่บังคับให้กลับมาตรวจสอบสมมติฐานเป็นระยะ ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ข้อ 10.2 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อ้างถึงข้อ 10.3 ไว้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ผู้บริหารสูงสุดต้องใช้

สนใจอบรม GHPs & HACCP / มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร?
เรียนออนไลน์ผ่าน ZOOM · รับใบประกาศนียบัตร
ดูรอบ & ราคา →

ใครทำอะไร เส้นแบ่งที่เขียนไว้ชัดในข้อนี้

ข้อ 10.3 แบ่งบทบาทไว้สองระดับ ระดับแรกคือผู้บริหารสูงสุดซึ่งต้องทำให้มั่นใจว่าการปรับปรุงให้ทันสมัยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับที่สองคือทีมความปลอดภัยของอาหารซึ่งเป็นผู้ลงมือประเมินระบบตามช่วงเวลาที่วางแผนไว้

การแบ่งแบบนี้มีความหมายในทางปฏิบัติสองอย่าง อย่างแรกคือหน้าที่ประเมินไม่ได้ตกอยู่ที่คนคนเดียว แม้หัวหน้าทีมจะเป็นผู้ประสานงาน แต่การตัดสินว่าอันตรายชุดใดเปลี่ยนไปต้องใช้ความรู้ข้ามสายงาน ทั้งฝ่ายผลิต ฝ่ายวิศวกรรม ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายประกันคุณภาพ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มาตรฐานกำหนดให้ทีมนี้เป็นทีมสหสาขาตั้งแต่แรก

อย่างที่สองคือผู้บริหารสูงสุดต้องเป็นผู้จัดให้มีเงื่อนไขที่ทำให้การประเมินเกิดขึ้นได้จริง ทั้งเวลาของคนในทีม การเข้าถึงข้อมูล และอำนาจในการเสนอให้แก้แผน ถ้าทีมประเมินแล้วพบว่าควรทบทวนการวิเคราะห์อันตรายแต่ไม่มีเวลาให้ทำ ข้อนี้ยังไม่ถูกตอบ

ต้องประเมินอะไรบ้าง และคำว่า “พิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่”

มาตรฐานระบุสิ่งที่ทีมต้องพิจารณาไว้สามอย่าง คือความจำเป็นในการทบทวน การวิเคราะห์อันตรายตามข้อ 8.5.2 แผนควบคุมอันตรายตามข้อ 8.5.4 และ โปรแกรมพื้นฐานตามข้อ 8.2

คำที่ต้องอ่านให้ละเอียดคือ พิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่ ข้อนี้ไม่ได้สั่งให้รื้อการวิเคราะห์อันตรายใหม่ทุกรอบ แต่สั่งให้ทีมนั่งลงแล้วตอบคำถามว่ามีอะไรเปลี่ยนไปจนกระทบข้อสรุปเดิมหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ยอมรับได้จึงมีสองแบบ แบบแรกคือสรุปว่าไม่จำเป็นต้องทบทวน พร้อมเหตุผลที่ตามรอยได้ แบบที่สองคือสรุปว่าจำเป็น แล้วเปิดงานทบทวนต่อ สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือการไม่มีบันทึกว่าเคยพิจารณา

เนื้อหาของการพิจารณาควรกวาดให้ครบทั้งสามฝั่งที่ทำให้ข้อสรุปเดิมเปลี่ยนได้ คือฝั่งวัตถุดิบและผู้ส่งมอบ ฝั่งกระบวนการและเครื่องจักร และฝั่งข้อกำหนดภายนอกกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบเพียงรายการเดียวอาจนำอันตรายใหม่เข้ามาโดยที่ขั้นตอนการผลิตไม่ได้เปลี่ยนเลย

กรณีสมมติ — โรงงานแปรรูปอาหารทะเลแช่แข็งแห่งหนึ่งในสมุทรสาคร (เป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ลูกค้าจริง) ทำการประเมินตามข้อ 10.3 ตามรอบที่กำหนดไว้ และพบสามสัญญาณในรอบเดียวกัน

สัญญาณแรก ฝ่ายจัดซื้อเพิ่มผู้ส่งมอบกุ้งรายใหม่จากพื้นที่เพาะเลี้ยงที่ต่างจากเดิม สัญญาณที่สอง ลูกค้าปลายทางแจ้งข้อกำหนดใหม่เรื่องการแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้บนฉลาก และสัญญาณที่สาม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการทวนสอบชี้ว่าอุณหภูมิศูนย์กลางผลิตภัณฑ์หลังการแช่เยือกแข็งแกว่งขึ้นในกะกลางคืนอย่างเป็นระบบ แม้ยังไม่เกินค่าวิกฤต

สามสัญญาณนี้พาไปคนละทาง สัญญาณแรกกระทบการวิเคราะห์อันตราย เพราะแหล่งใหม่อาจมีโปรไฟล์อันตรายทางเคมีต่างจากเดิม สัญญาณที่สองกระทบทั้งการวิเคราะห์อันตรายและโปรแกรมพื้นฐานเรื่องการจัดการสารก่อภูมิแพ้ ส่วนสัญญาณที่สามยังไม่ใช่ความไม่สอดคล้อง แต่เป็นข้อมูลที่บอกว่ามาตรการควบคุมกำลังเดินใกล้ขอบ ซึ่งควรพาไปสู่การทบทวนแผนควบคุมอันตรายก่อนที่จะกลายเป็นการเบี่ยงเบนจริง

สิ่งที่ป้อนเข้ามาในการประเมิน อ่านเป็นสามทางจะจัดการง่ายกว่า

มาตรฐานระบุแหล่งข้อมูลนำเข้าไว้เป็นรายการ วิธีที่ทำให้ใช้งานได้จริงคือจัดกลุ่มใหม่ตามว่าข้อมูลนั้นเดินทางมาจากไหน

ทางที่หนึ่ง สัญญาณจากภายนอกองค์กร มาผ่านกลไก การสื่อสารตามข้อ 7.4 ได้แก่ ข้อกำหนดใหม่จากลูกค้า การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือประกาศของหน่วยงานที่มีอำนาจ ข้อมูลจากผู้ส่งมอบเรื่องการเปลี่ยนสูตรหรือแหล่งวัตถุดิบ และข้อร้องเรียนจากผู้บริโภค

ทางที่สอง สัญญาณที่ระบบสร้างขึ้นเอง ได้แก่ ผลของ การวิเคราะห์ผลกิจกรรมการทวนสอบตามข้อ 9.1.2 การสื่อสารภายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการหรือเครื่องจักร และข้อมูลอื่นที่บ่งบอกความเหมาะสม ความเพียงพอ และประสิทธิผลของระบบ ข้อมูลกลุ่มนี้มีค่าเป็นพิเศษ เพราะเป็นสัญญาณที่เห็นได้ก่อนเกิดปัญหา

ทางที่สาม ผลลัพธ์จากการทบทวนฝ่ายบริหารตามข้อ 9.3 ซึ่งอาจสั่งการมาโดยตรงว่าให้ทบทวนเรื่องใด

ความสัมพันธ์แบบวงกลมกับการทบทวนฝ่ายบริหาร

ข้อ 10.3 ปิดท้ายด้วยการกำหนดให้เก็บกิจกรรมการปรับปรุงระบบให้ทันสมัยไว้เป็นเอกสารสารสนเทศ และให้รายงานเป็นข้อมูลนำเข้าของการทบทวนฝ่ายบริหาร เมื่ออ่านรวมกับข้อความข้างต้นที่ระบุว่าผลลัพธ์ของการทบทวนฝ่ายบริหารเป็นข้อมูลนำเข้าของการปรับปรุงให้ทันสมัย จะเห็นว่าสองข้อนี้ป้อนกันไปมา

ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่ตรรกะวนซ้ำ แต่เป็นวงจรที่มีจังหวะเวลาต่างกัน การประเมินตามข้อ 10.3 ทำงานถี่กว่าและอยู่ในระดับเทคนิค ส่วนการทบทวนฝ่ายบริหารทำงานห่างกว่าและอยู่ในระดับการตัดสินใจเรื่องทรัพยากรและทิศทาง สิ่งที่ทีมประเมินแล้วทำเองได้ก็เดินต่อได้ทันที ส่วนสิ่งที่ต้องใช้งบหรือกระทบแผนธุรกิจจึงถูกยกขึ้นไปที่การทบทวนฝ่ายบริหาร

ข้อ คำถามหลัก ตัวกระตุ้น
ข้อ 10.1 ความไม่สอดคล้อง มีข้อกำหนดใดไม่ถูกทำตาม และจะกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร มีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว
ข้อ 10.2 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ระบบโดยรวมดีขึ้นหรือไม่ เป็นหน้าที่ต่อเนื่องของผู้บริหารสูงสุด
ข้อ 10.3 การปรับปรุงให้ทันสมัย ฐานทางเทคนิคที่ระบบยืนอยู่ยังจริงอยู่หรือไม่ รอบเวลาที่วางแผนไว้ และสัญญาณจากภายในหรือภายนอก

ความถี่ และหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเคยพิจารณา

มาตรฐานใช้คำว่าตามช่วงเวลาที่วางแผนไว้ โดยไม่กำหนดตัวเลข องค์กรจึงต้องกำหนดเองและอธิบายเหตุผลได้ ปัจจัยที่ทำให้รอบควรถี่ขึ้นได้แก่ อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ ความหลากหลายของลูกค้าและตลาดปลายทาง และระดับของอันตรายที่ต้องควบคุม การกำหนดรอบปีละครั้งให้ตรงกับการทบทวนฝ่ายบริหารทำได้ แต่ต้องมีกลไกที่รับสัญญาณระหว่างรอบด้วย เพราะการเปลี่ยนผู้ส่งมอบหรือการเปลี่ยนกฎหมายไม่ได้เกิดตามปฏิทิน

สำหรับหลักฐาน สิ่งที่ทำให้ตามรอยได้ดีที่สุดคือบันทึกที่แสดงสามอย่าง คือสัญญาณที่นำเข้ามาพิจารณามีอะไรบ้าง ทีมสรุปว่าจำเป็นต้องทบทวนส่วนใดหรือไม่ และถ้าจำเป็น งานที่เปิดต่อคืออะไรและจบอย่างไร บันทึกที่มีแต่บรรทัดว่า “ทบทวนแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” โดยไม่ระบุว่าพิจารณาอะไรบ้าง ทำให้อธิบายข้อนี้ได้ยาก

คำถามที่ควรตอบได้

  1. รอบการประเมินระบบตามข้อ 10.3 ของเราคือเท่าใด และเราอธิบายอย่างไรว่าเพียงพอกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ (ที่มา: ข้อ 10.3 ในส่วนช่วงเวลาที่วางแผนไว้)
  2. ในรอบล่าสุด ทีมความปลอดภัยของอาหารพิจารณาความจำเป็นในการทบทวนการวิเคราะห์อันตราย แผนควบคุมอันตราย และโปรแกรมพื้นฐาน ครบทั้งสามส่วนหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 10.3 ในส่วนสิ่งที่ทีมต้องพิจารณา เชื่อมกับข้อ 8.5.2 ข้อ 8.5.4 และข้อ 8.2)
  3. สัญญาณจากภายนอกที่เข้ามาในรอบที่ผ่านมามีอะไรบ้าง และเข้ามาถึงทีมด้วยเส้นทางใด (ที่มา: ข้อ 10.3 ในส่วนข้อมูลนำเข้าจากการสื่อสาร เชื่อมกับข้อ 7.4)
  4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการทวนสอบชี้แนวโน้มอะไรที่ยังไม่ถึงขั้นเบี่ยงเบน และเราได้นำแนวโน้มนั้นเข้าสู่การประเมินตามข้อ 10.3 หรือไม่ (ที่มา: ข้อ 10.3 ในส่วนผลจากการวิเคราะห์ผลกิจกรรมการทวนสอบ เชื่อมกับข้อ 9.1.2)
  5. กิจกรรมการปรับปรุงให้ทันสมัยของเราถูกรายงานเป็นข้อมูลนำเข้าของการทบทวนฝ่ายบริหารรอบล่าสุดหรือไม่ และรายงานในรูปแบบใด (ที่มา: ข้อ 10.3 ในส่วนการเก็บหลักฐานและการรายงาน เชื่อมกับข้อ 9.3)

สัญญาณจากภายนอกชุดหนึ่งที่กระทบระบบโดยตรงคือข้อกำหนดใหม่เรื่องฉลากและการแจ้งสารก่อภูมิแพ้ ซึ่ง Codex กำหนดแนวทางไว้ในส่วนที่ 14 อ่านการตีความได้ที่บทความ GHPs ส่วนที่ 14 ข้อมูลผลิตภัณฑ์และการสร้างความตระหนักแก่ผู้บริโภค

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก

หลักสูตร ISO 22000:2018 ระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหาร

Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ดูตารางอบรม   สอบถามรายละเอียด

เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

Sriprapai Wongsrikul

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)

วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)

  • ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
  • ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
  • ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
  • ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
  • เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA

ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ

ดูประวัติและบทความทั้งหมดที่ตรวจทาน →

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ISO 22000 ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

GHPs / HACCP ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร

EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย

ดูรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน

ขอการรับรอง ISO 22000 กับ EQA

กรอกใบสมัครขอรับรอง ISO 22000

EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

ติดตามบทความและตารางอบรมใหม่ ๆ ได้ที่เพจ Facebook ของ EQA Thailand

ติดตามเพจ EQA Thailand
แชตทาง LINE