ส่วนที่ 14 ข้อมูลผลิตภัณฑ์และการสร้างความตระหนักแก่ผู้บริโภค (product information and consumer awareness) ของ Codex CXC 1-1969, Revised 2022 ตั้งอยู่บนความจริงข้อหนึ่งคือ การควบคุมที่ทำไว้ดีแล้วในโรงงานถูกทำให้เสียเปล่าได้ด้วยการจัดการที่ผิดในขั้นตอนถัดไปของห่วงโซ่ ข้อมูลจึงทำหน้าที่เป็นมาตรการควบคุมสำหรับขั้นตอนที่ผู้ผลิตไม่ได้อยู่ด้วย ส่วนนี้แยกเป็นสี่หัวข้อ คือการชี้บ่งรุ่นและการสืบย้อนกลับ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การแสดงฉลาก และการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค จุดที่ควรอ่านให้ละเอียดที่สุดคือความต่างระหว่างข้อ 14.2 กับข้อ 14.3 และเงื่อนไขเรื่องสารก่อภูมิแพ้ในกรณีที่ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนข้ามได้
เหตุผลที่ Codex ให้ข้อมูลมีสถานะเป็นมาตรการควบคุม
ส่วนที่ 14 เปิดด้วยการอธิบายเหตุผลไว้ตรง ๆ ว่าข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงพอ หรือความรู้ด้านสุขลักษณะอาหารทั่วไปที่ไม่พอ ทำให้ผลิตภัณฑ์ถูกจัดการอย่างไม่ถูกต้องในขั้นตอนถัดไปของห่วงโซ่ และผลลัพธ์อาจเป็นการเจ็บป่วยหรือการที่ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสมต่อการบริโภค ทั้งที่มาตรการควบคุมด้านสุขลักษณะในขั้นตอนก่อนหน้าถูกใช้อย่างเพียงพอแล้ว
ประโยคสุดท้ายคือหัวใจ เพราะระบุว่าความล้มเหลวไม่ได้เกิดจากการควบคุมที่โรงงาน แต่เกิดจากช่องว่างของข้อมูลที่ส่งต่อไปไม่ครบ ในเชิงระบบ นี่หมายความว่าเมื่อทำการวิเคราะห์อันตราย ขั้นตอนหลังจากผลิตภัณฑ์ออกจากโรงงานก็ต้องถูกคิดถึงด้วย และมาตรการที่ควบคุมขั้นตอนนั้นได้จริงคือข้อมูลที่ติดไปกับผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เครื่องมือในสายผลิต
ส่วนนี้ยังระบุเจตนาไว้ว่าผู้บริโภคต้องสามารถชี้บ่งสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในอาหารได้ และรุ่นหรือแบตช์ต้องถูกชี้บ่งและนำออกจากตลาดหรือเรียกคืนได้โดยง่ายเมื่อจำเป็น สองเจตนานี้เป็นตัวกำหนดว่าอะไรคือข้อมูลที่ “เพียงพอ” ไม่ใช่ความเห็นของฝ่ายการตลาด
ข้อ 14.1 การชี้บ่งรุ่น ทำเพื่อให้เรียกคืนได้ ไม่ใช่เพื่อให้มีเลข
ข้อ 14.1 ระบุว่าการชี้บ่งรุ่นหรือกลยุทธ์การชี้บ่งอื่นเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ และยังช่วยให้การหมุนเวียนสต๊อกมีประสิทธิผล พร้อมกำหนดว่าภาชนะบรรจุอาหารแต่ละหน่วยควรมีเครื่องหมายถาวรที่ระบุผู้ผลิตและรุ่นได้ โดยอ้างอิงมาตรฐานทั่วไปว่าด้วยการแสดงฉลากอาหารบรรจุหีบห่อ (CXS 1-1985) และให้ออกแบบระบบสืบย้อนกลับตามหลักการใน CXG 60-2006
คำที่ทำงานหนักที่สุดคือคำว่า ถาวร เพราะเครื่องหมายที่ลบได้ หลุดได้ หรือเลอะจนอ่านไม่ออกเมื่อผ่านการแช่เย็นหรือการขนส่ง ทำให้ระบบทั้งระบบใช้ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้จริง การทดสอบว่าการชี้บ่งเพียงพอหรือไม่จึงไม่ใช่การเปิดแฟ้มดูว่ามีบันทึกครบ แต่คือการหยิบสินค้าจริงขึ้นมาแล้วอ่านให้ได้ว่าเป็นรุ่นใด
อีกจุดที่ควรระวังคือความละเอียดของการแบ่งรุ่น รุ่นที่กว้างเกินไป เช่น การนับทั้งวันเป็นหนึ่งรุ่น ทำให้ปริมาณที่ต้องเรียกคืนใหญ่กว่าที่จำเป็นมาก ขณะที่รุ่นที่ละเอียดเกินกำลังของระบบบันทึกก็ทำให้ตามรอยไม่ทัน การตัดสินใจเรื่องนี้ควรทำร่วมกับการออกแบบ ระบบสืบย้อนกลับ และควรพิสูจน์ด้วยการซ้อมเรียกคืนตามแนวทางเดียวกับ การถอนและเรียกคืนผลิตภัณฑ์
ข้อ 14.2 กับข้อ 14.3 ต่างกันตรงไหน และทำไมความต่างนี้จึงสำคัญ
ข้อ 14.2 พูดถึงผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิด โดยกำหนดว่าต้องมีข้อมูลที่เพียงพอติดไปด้วยหรือปรากฏบนตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายถัดไปในห่วงโซ่หรือผู้บริโภคจัดการ เตรียม จัดแสดง เก็บรักษา และใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัยและถูกต้อง ส่วนข้อ 14.3 พูดถึงอาหารบรรจุหีบห่อโดยเฉพาะ และกำหนดเรื่องการแสดงฉลากที่มีคำแนะนำชัดเจน
ความต่างนี้สำคัญเพราะทำให้เห็นว่าข้อ 14.2 ครอบคลุมกว้างกว่าฉลากผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเป็นถังใหญ่ ถุงจัมโบ้ หรือถาดขนาดอุตสาหกรรมไปยังโรงงานแปรรูปต่อหรือผู้ให้บริการอาหาร ก็อยู่ในขอบเขตของข้อ 14.2 แม้จะไม่มีฉลากแบบที่วางบนชั้นในร้านค้า ข้อมูลที่ต้องส่งไปด้วยในกรณีนั้นได้แก่ เงื่อนไขการเก็บรักษา อายุการเก็บ วิธีการใช้ที่ปลอดภัย และข้อมูลสารก่อภูมิแพ้
ฝ่ายประกันคุณภาพตรวจแล้วพบว่าถังยี่สิบลิตรมีเพียงสติกเกอร์ระบุชื่อสินค้า วันที่ผลิต และรุ่น แต่ไม่มีข้อความเรื่องอุณหภูมิเก็บรักษาหลังเปิดใช้ และไม่มีข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ เพราะทีมเข้าใจว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้ขายให้ผู้บริโภคโดยตรงจึงไม่ต้องมีฉลาก
ความเข้าใจนี้พลาดตรงที่ข้อ 14.2 ไม่ได้จำกัดเฉพาะสินค้าที่ถึงมือผู้บริโภค ครัวกลางคือผู้ประกอบการรายถัดไปในห่วงโซ่ และเป็นผู้ที่ต้องตัดสินใจเรื่องการเก็บรักษาและการแจ้งข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ต่อให้ลูกค้าปลายทาง ถ้าข้อมูลไม่ไปถึงเขา การควบคุมที่โรงงานทำไว้ก็ขาดตอนตรงนั้น
สารก่อภูมิแพ้ และเงื่อนไขเรื่องการปนเปื้อนข้าม
ข้อ 14.3 กำหนดให้การแสดงฉลากรวมถึงข้อมูลที่ชี้บ่งสารก่อภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์ ทั้งในกรณีที่เป็นส่วนประกอบ และในกรณีที่ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนข้ามออกไปได้
วรรคหลังนี้ควรอ่านให้ครบทั้งประโยค เพราะมันไม่ได้เปิดทางให้ติดข้อความเตือนแบบเหมารวมไว้ทุกผลิตภัณฑ์เพื่อกันความเสี่ยงทางกฎหมาย เงื่อนไขที่เขียนไว้คือกรณีที่ ไม่อาจตัด ความเป็นไปได้ออกไปได้ ซึ่งหมายความว่าองค์กรต้องพยายามตัดก่อน ด้วยการควบคุมตามโปรแกรมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ เช่น การแยกสายการผลิต การจัดลำดับการผลิต และการทำความสะอาดที่พิสูจน์ผลได้ แล้วจึงใช้ข้อความเตือนเฉพาะกับส่วนที่ยังตัดไม่ได้จริง
ข้อความเตือนที่ติดไปทุกผลิตภัณฑ์โดยไม่ผูกกับผลการประเมินใด ๆ ทำให้ผู้บริโภคที่แพ้อาหารไม่มีข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้ ซึ่งขัดกับเจตนาที่ส่วนนี้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นว่าผู้บริโภคต้องเลือกได้อย่างมีข้อมูล
| สถานการณ์ | สิ่งที่ควรปรากฏ | ที่มา |
|---|---|---|
| สารก่อภูมิแพ้เป็นส่วนประกอบตามสูตร | ระบุเป็นส่วนประกอบตามกติกาการแสดงฉลาก | ข้อ 14.3 ส่วนสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นส่วนประกอบ |
| ควบคุมการปนเปื้อนข้ามได้และพิสูจน์ผลแล้ว | ไม่ต้องมีข้อความเตือนเรื่องการปนเปื้อนข้าม | ข้อ 14.3 อ่านร่วมกับโปรแกรมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ |
| ยังตัดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนข้ามไม่ได้ | แจ้งข้อมูลนั้นบนฉลาก | ข้อ 14.3 ส่วนกรณีที่ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ |
| ส่งเป็นภาชนะขนาดใหญ่ให้ผู้ประกอบการรายถัดไป | ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้และเงื่อนไขการเก็บรักษาต้องไปด้วย | ข้อ 14.2 ส่วนข้อมูลที่ต้องติดไปกับผลิตภัณฑ์ |
ข้อ 14.4 การให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ขอบเขตแค่ไหนจึงพอ
ข้อ 14.4 ระบุว่าโครงการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคควรครอบคลุมสุขลักษณะอาหารทั่วไป และควรทำให้ผู้บริโภคเข้าใจความสำคัญของข้อมูลบนฉลากและการทำตามคำแนะนำที่มากับผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างการควบคุมเวลากับอุณหภูมิ การปนเปื้อนข้าม และการเจ็บป่วยจากอาหาร รวมถึงการมีอยู่ของสารก่อภูมิแพ้ นอกจากนี้ยังอ้างถึงหลักห้าประการสู่อาหารที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นขององค์การอนามัยโลก (WHO Five Keys to Safer Food)
ข้อนี้เขียนในลักษณะข้อแนะนำและไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องจัดโครงการให้ความรู้ขนาดใหญ่ สิ่งที่ผู้ประกอบการรายหนึ่งทำได้จริงและตอบเจตนาข้อนี้ได้ คือการทำให้คำแนะนำที่มากับผลิตภัณฑ์ของตนเองอ่านแล้วทำตามได้ เช่น การเขียนวิธีเก็บรักษาหลังเปิดที่ระบุอุณหภูมิและระยะเวลาอย่างเจาะจง แทนข้อความกว้าง ๆ ว่าเก็บในที่เย็น
สำหรับผู้ประกอบการที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มคือข้อมูลชุดเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ในหน้าสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อหรือไม่ เพราะผู้บริโภคที่แพ้อาหารจะเห็นฉลากจริงก็ต่อเมื่อสินค้ามาถึงมือแล้ว ซึ่งเลยจุดที่การเลือกอย่างมีข้อมูลจะเกิดขึ้นได้
ผู้ที่ต้องการทบทวนภาพรวมของโครงสร้างเอกสาร Codex ทั้งฉบับ ซึ่งแบ่งเป็นบท GHPs กับบท HACCP สามารถอ่านได้จากบทความ โครงสร้างของ Codex CXC 1-1969 ฉบับปรับปรุง 2022
คำถามที่ควรตอบได้
- ถ้าหยิบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปหนึ่งหน่วยจากคลังขึ้นมา เราอ่านรุ่นและผู้ผลิตจากตัวผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่ต้องเปิดเอกสารหรือไม่ และเครื่องหมายนั้นทนต่อสภาวะการเก็บและการขนส่งจริงหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 14.1 ส่วนเครื่องหมายถาวรที่ระบุผู้ผลิตและรุ่น)
- ขนาดของรุ่นที่เรากำหนดไว้ ทำให้ปริมาณที่ต้องเรียกคืนอยู่ในระดับที่จัดการได้หรือไม่ และเราเคยพิสูจน์ด้วยการซ้อมเรียกคืนเมื่อใด (ที่มา: ข้อ 14.1 ส่วนการชี้บ่งรุ่นเพื่อการเรียกคืน)
- สินค้าที่เราส่งเป็นภาชนะขนาดใหญ่ให้ผู้ประกอบการรายถัดไป มีข้อมูลการเก็บรักษา การใช้อย่างปลอดภัย และสารก่อภูมิแพ้ ครบเทียบเท่าที่ผู้รับต้องใช้จริงหรือไม่ (ที่มา: ข้อ 14.2 ส่วนข้อมูลที่ต้องติดไปกับผลิตภัณฑ์ทุกชนิด)
- ข้อความเตือนเรื่องสารก่อภูมิแพ้ที่เราใช้ ผูกกับผลการประเมินการปนเปื้อนข้ามของแต่ละผลิตภัณฑ์ หรือใช้ข้อความชุดเดียวกันทุกรายการ (ที่มา: ข้อ 14.3 ส่วนกรณีที่ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนข้าม)
- คำแนะนำการเก็บรักษาและการใช้บนฉลากของเรา ระบุเงื่อนไขที่เจาะจงพอให้ผู้รับทำตามได้จริงหรือเป็นข้อความกว้าง ๆ (ที่มา: ข้อ 14.3 ส่วนคำแนะนำที่ชัดเจน และข้อ 14.4 ส่วนการทำตามคำแนะนำที่มากับผลิตภัณฑ์)
การตัดสินใจบางเรื่องในส่วนนี้ เช่น การเปลี่ยนวิธีพิมพ์รหัสรุ่นหรือการลงทุนแยกสายการผลิตเพื่อตัดการปนเปื้อนข้าม ต้องใช้ทรัพยากรระดับที่ผู้บริหารสูงสุดเท่านั้นจึงอนุมัติได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทุกมาตรฐานมีข้อว่าด้วยการทบทวนฝ่ายบริหาร ตัวอย่างการตีความข้อนั้นอ่านได้ที่บทความ ISO 45001:2018 ข้อ 9.3 การทบทวนฝ่ายบริหาร
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐานฉบับจริงเป็นหลัก
หลักสูตร GHPs & HACCP ตาม Codex CXC 1-1969, Revised 2022
Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตรทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ
เกี่ยวกับผู้ตรวจทานบทความ

ศรีประไพ วงศ์ศรีกุล (Sriprapai Wongsrikul)
วิทยากร / ผู้ตรวจประเมิน – มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร · วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจาก BRCGS (Food Issue 9, Packaging Issue 7, Gluten-Free Issue 4) · FSPCA Lead Instructor (PCQI)
ตรวจสอบรายชื่อในทะเบียน BRCGS Approved Training Partner ↗
- ปริญญาโท การจัดการอุตสาหกรรม (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) · ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา (มจธ.)
- ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตพริกไทยและเครื่องเทศ 7 ปี ก่อนเริ่มงานตรวจประเมินตั้งแต่ปี 2006 กับหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานจาก UKAS, ANAB หรือ JAS-ANZ
- ตรวจประเมิน BRCGS Food Safety, FSSC 22000, ISO 22000, GMP/GHPs และ HACCP, ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงการตรวจซัพพลายเออร์ตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตอาหารระดับสากล
- ประสบการณ์ตรวจประเมินในฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย · พัฒนาผู้ตรวจประเมินในบทบาท Operations Manager และการอนุมัติผู้ตรวจประเมินในประเทศจีน
- เคยเป็นวิทยากรที่ได้รับอนุมัติสำหรับหลักสูตร ISO 22000 / FSSC 22000 Lead Auditor ที่ขึ้นทะเบียนกับ IRCA
ภาษาที่สอน: ไทยและอังกฤษ
หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง
GHPs / HACCP ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร
EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้ และเป็นหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่สามารถตรวจรับรองระบบตามมาตรฐานนี้ได้ด้วย
FSSC 22000
EQA Thailand เปิดอบรมหลักสูตรนี้
หลักสูตรมีเนื้อหาเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการเข้าอบรมไม่มีผลต่อผลการตรวจประเมิน
อบรมกับ EQA Thailand
หลักสูตรที่ตรงกับบทความนี้
อบรมข้อกำหนด GHPs และ HACCP ฉบับปรับปรุง 2022 (1 วัน)
รอบ Public ถัดไป 16 มกราคม 2027 · 1 วัน · ฿3,500 ต่อท่าน (ยังไม่รวม VAT 7%)
สมัครรอบนี้ดูรายละเอียดหลักสูตรอบรมการตรวจติดตามภายใน GHPs และ HACCP (1 วัน)
รอบ Public ถัดไป 23 มกราคม 2027 · 1 วัน · ฿3,500 ต่อท่าน (ยังไม่รวม VAT 7%)
สมัครรอบนี้ดูรายละเอียดหลักสูตรมีคำถามก่อนสมัคร ทักทีมงานได้เลย ถามทาง LINE
อ่านต่อเกี่ยวกับมาตรฐานนี้: ความปลอดภัยอาหาร GHPs, HACCP, ISO 22000, FSSC 22000, BRCGS
ขอการรับรอง GHPs/HACCP กับ EQA
- ขั้นตอนและระยะเวลาตั้งแต่ยื่นใบสมัครถึงได้ใบรับรอง
- ค่าตรวจรับรองคิดจากอะไร (IAF MD 5)
- วิธีเลือกหน่วยรับรอง 7 ข้อที่ตรวจสอบได้
กรอกใบสมัครขอรับรอง GHPs/HACCP
EQA เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) จึงไม่ให้คำปรึกษาในการจัดทำระบบ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป

วัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารคืออะไร: เทียบนิยามของ GFSI 2026, BRCGS Food 9 / Packaging 7, PAS 320 และ ISO 9001:2026
วิธีทำความสะอาดแบบเปียกกับการเฝ้าระวังสภาพแวดล้อม: จุดที่ล้างไม่ถึงคือจุดที่ FSSC 22000 V7 ข้อ 2.5.7 ถามถึง
FSSC 22000 Version 7 ข้อกำหนดส่วนเพิ่ม 18 ข้อ: ข้อไหนใช้กับหมวดหมู่ห่วงโซ่อาหารใด