ข้อ 8.4 การเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน (Emergency preparedness and response) มีเพียงสองข้อย่อย แต่กำหนดสาระไว้ห้าเรื่อง คือ ผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้รับผิดชอบให้มีขั้นตอนรองรับ ต้องระบุข้อกำหนดตามกฎหมายที่ใช้บังคับในสถานการณ์นั้น ต้องสื่อสารทั้งภายในและภายนอก ต้องดำเนินการลดผลกระทบให้สมกับขนาดของเหตุ และต้องทดสอบขั้นตอนเป็นระยะเท่าที่ทำได้ โดยข้อกำหนดระบุชัดว่าต้องทบทวนและปรับปรุงเอกสารหลังเกิดเหตุหรือหลังการทดสอบทุกครั้ง
ขอบเขตของคำว่าภาวะฉุกเฉินในบริบทของมาตรฐานนี้
ข้อ 8.4.1 กำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงทำให้มั่นใจว่ามีขั้นตอนสำหรับตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับบทบาทขององค์กรในห่วงโซ่อาหาร และกำหนดให้จัดทำและคงไว้ซึ่งเอกสารสารสนเทศสำหรับจัดการสถานการณ์เหล่านั้น
วลีที่กำหนดขอบเขตไว้คือวลีสุดท้าย องค์กรไม่จำเป็นต้องเตรียมแผนสำหรับภัยทุกประเภทที่จินตนาการได้ แต่ต้องเตรียมสำหรับเหตุที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของตนเอง ผู้ผลิตอาหารแช่เยือกแข็งกับผู้ให้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิจึงมีรายการภาวะฉุกเฉินไม่เหมือนกัน แม้อยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน
หมายเหตุใต้ข้อ 8.4.2 ยกตัวอย่างประเภทของเหตุไว้ เช่น ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุด้านสิ่งแวดล้อม การก่อการร้ายทางชีวภาพ อุบัติเหตุในสถานที่ทำงาน ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และการหยุดชะงักของบริการที่จำเป็น เช่น น้ำ ไฟฟ้า หรือระบบทำความเย็น
ผู้รับผิดชอบตามข้อกำหนดคือผู้บริหารระดับสูง
ข้อ 8.4.1 ใช้คำว่าผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ทำให้มั่นใจ ไม่ใช่ทีมความปลอดภัยอาหารหรือฝ่ายประกันคุณภาพ ความหมายในทางการตรวจประเมินคือ เมื่อผู้ตรวจประเมินขอหลักฐานของข้อนี้ สิ่งที่ต้องแสดงได้ไม่ใช่เพียงขั้นตอนที่เขียนไว้ แต่รวมถึงหลักฐานว่าผู้บริหารระดับสูงรับทราบและสนับสนุนทรัพยากรที่ขั้นตอนนั้นต้องใช้
ในทางปฏิบัติ ทรัพยากรที่มักเป็นข้อจำกัดคือรายชื่อผู้ติดต่อนอกเวลาทำการ อำนาจอนุมัติค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และสิทธิ์ในการสั่งหยุดการผลิต ทั้งสามเรื่องนี้อยู่นอกอำนาจของฝ่ายประกันคุณภาพเพียงฝ่ายเดียว
ข้อ 8.4.2 การจัดการภาวะฉุกเฉินและเหตุการณ์
ข้อนี้กำหนดสิ่งที่องค์กรต้องทำไว้สี่เรื่อง เรื่องแรกคือการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งข้อกำหนดแยกย่อยไว้อีกสามประการ
ประการที่หนึ่ง ทำให้มั่นใจว่าข้อกำหนดตามกฎหมายและกฎระเบียบที่ใช้บังคับได้รับการระบุ ประเด็นนี้หมายถึงหน้าที่ตามกฎหมายที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีเหตุ เช่น หน้าที่ในการแจ้งหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งต่างจากข้อกำหนดตามกฎหมายในภาวะปกติ
ประการที่สอง การสื่อสารภายใน
ประการที่สาม การสื่อสารภายนอก ซึ่งข้อกำหนดยกตัวอย่างกลุ่มผู้รับไว้ ได้แก่ ผู้ส่งมอบ ลูกค้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน การระบุสื่อมวลชนไว้ในข้อกำหนดมีนัยสำคัญ เพราะหมายความว่าแผนต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าผู้ใดเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อสื่อ และข้อความที่ให้ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ใด
เรื่องที่สองคือการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบของภาวะฉุกเฉิน ให้เหมาะสมกับขนาดของเหตุและผลกระทบด้านความปลอดภัยอาหารที่อาจเกิดขึ้น ถ้อยคำนี้เปิดให้องค์กรใช้ดุลยพินิจตามระดับความรุนแรง แต่ในทางกลับกันก็หมายความว่าองค์กรต้องอธิบายได้ว่าใช้เกณฑ์ใดจัดระดับความรุนแรง
เรื่องที่สามคือการทดสอบขั้นตอนเป็นระยะ เท่าที่ปฏิบัติได้ ข้อกำหนดไม่ได้ระบุความถี่ไว้ องค์กรจึงเป็นผู้กำหนดเอง แต่ต้องกำหนดไว้และต้องอธิบายเหตุผลของความถี่นั้นได้ คำว่าเท่าที่ปฏิบัติได้ไม่ใช่ช่องทางยกเว้นการทดสอบทั้งหมด แต่หมายถึงบางสถานการณ์ที่จำลองจริงไม่ได้ ซึ่งกรณีเช่นนั้นสามารถใช้การทดสอบแบบประชุมโต๊ะกลมแทนได้
เรื่องที่สี่คือการทบทวนและปรับปรุงเอกสารสารสนเทศเมื่อจำเป็น หลังจากเกิดเหตุการณ์ ภาวะฉุกเฉิน หรือการทดสอบ ประโยคนี้ทำให้การทดสอบมีผลผูกพันตามมา คือทุกครั้งที่ทดสอบต้องมีการทบทวนเอกสาร และถ้าผลการทดสอบไม่พบสิ่งที่ต้องแก้ไขเลยทุกครั้ง ควรตั้งคำถามกับการออกแบบการทดสอบมากกว่าจะสรุปว่าแผนสมบูรณ์แล้ว
ตัวอย่างการจัดทำรายการภาวะฉุกเฉินในบริบทของไทย
ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่รายการที่มาตรฐานกำหนด
| สถานการณ์ | ผลต่อความปลอดภัยอาหารที่ต้องพิจารณา |
|---|---|
| น้ำท่วมเข้าพื้นที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมช่วงฤดูฝน | น้ำที่ท่วมเข้าอาคารเป็นแหล่งปนเปื้อนทางจุลชีววิทยาและเคมี ต้องกำหนดเกณฑ์ว่าวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสน้ำต้องถูกจัดการอย่างไร |
| ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานจนกระทบห้องเย็น | ต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นถึงระดับใดและนานเท่าใดจึงถือว่าผลิตภัณฑ์อาจไม่ปลอดภัย และใครเป็นผู้ตัดสิน |
| น้ำประปาหยุดจ่าย หรือคุณภาพน้ำเปลี่ยนกะทันหัน | น้ำที่ใช้ล้างและทำความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมพื้นฐาน ต้องมีเกณฑ์ตัดสินว่าหยุดผลิตเมื่อใด |
| สารเคมีทำความสะอาดรั่วไหลในพื้นที่ผลิต | ต้องระบุขอบเขตพื้นที่และล็อตที่ได้รับผลกระทบ และเชื่อมต่อไปยังการจัดการผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัยตามข้อ 8.9.4 |
| โรคระบาดที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดงานพร้อมกันจำนวนมาก | ความสามารถของผู้เฝ้าระวังจุดวิกฤตเป็นเงื่อนไขของการควบคุม ต้องมีผู้ทำการแทนที่ผ่านการประเมินความสามารถไว้แล้ว |
สามข้อสังเกตที่พบได้เมื่อทบทวนแผนภาวะฉุกเฉิน
ข้อสังเกตที่หนึ่ง แผนครอบคลุมความปลอดภัยของบุคคล แต่ไม่ครอบคลุมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เอกสารหลายฉบับเขียนเรื่องการอพยพและการดับเพลิงไว้ครบ แต่ไม่ระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระบวนการขณะเกิดเหตุจะถูกจัดสถานะอย่างไร ทั้งที่ข้อ 8.4 อยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร
ข้อสังเกตที่สอง รายชื่อผู้ติดต่อใช้ได้เฉพาะเวลาทำการ ภาวะฉุกเฉินไม่เลือกเวลา รายชื่อที่ไม่มีช่องทางติดต่อนอกเวลาทำการจะถูกพบว่าใช้ไม่ได้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุจริง
ข้อสังเกตที่สาม บันทึกการทดสอบไม่มีข้อบกพร่องเลยทุกครั้ง ตามข้อ 8.4.2 การทดสอบมีขึ้นเพื่อหาสิ่งที่ต้องปรับปรุง รายงานที่สรุปเพียงว่าดำเนินการเรียบร้อยจึงยังไม่ตอบเจตนาของข้อกำหนด
ความเชื่อมโยงกับข้ออื่น
ข้อ 8.4 ทำงานร่วมกับข้ออื่นหลายข้อ การสื่อสารทั้งภายในและภายนอกระหว่างเกิดเหตุอยู่ภายใต้โครงสร้างที่วางไว้ตามข้อ 7.4 การตัดสินสถานะของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบเดินตามข้อ 8.9.4 และหากผลิตภัณฑ์ออกจากการควบคุมขององค์กรไปแล้ว จะเข้าสู่กลไกการถอนคืนและเรียกคืนตามข้อ 8.9.5 ส่วนผลของเหตุการณ์และผลการทดสอบเป็นข้อมูลนำเข้าของการทบทวนฝ่ายบริหารตามข้อ 9.3
ห้าคำถามที่ควรตอบได้
หนึ่ง รายการภาวะฉุกเฉินที่องค์กรระบุไว้มีอะไรบ้าง และใช้เกณฑ์ใดคัดเลือกให้สัมพันธ์กับบทบาทขององค์กรในห่วงโซ่อาหาร — ที่มาคือข้อ 8.4.1
สอง ในสถานการณ์ฉุกเฉินแต่ละแบบ มีหน้าที่แจ้งหน่วยงานตามกฎหมายหรือไม่ และระบุไว้ในเอกสารฉบับใด — ที่มาคือข้อ 8.4.2
สาม ผู้ใดเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน และข้อความต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ใดก่อน — ที่มาคือข้อ 8.4.2
สี่ การทดสอบขั้นตอนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อใด ทดสอบสถานการณ์ใด และพบข้อบกพร่องใดบ้าง — ที่มาคือข้อ 8.4.2
ห้า หลังการทดสอบครั้งล่าสุด เอกสารฉบับใดถูกปรับปรุง และปรับปรุงเรื่องใด — ที่มาคือข้อ 8.4.2
การสื่อสาร ข้อ 7.4
ผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ปลอดภัย ข้อ 8.9.1 ถึง 8.9.4
การถอนคืนและเรียกคืนสินค้า ข้อ 8.9.5
การวิเคราะห์อันตราย ข้อ 8.5.1 ถึง 8.5.2.3
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคำของผู้เรียบเรียงเพื่ออธิบายและตีความข้อกำหนด ไม่ใช่การแปลหรือทำซ้ำเนื้อหาของมาตรฐาน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบคำอธิบาย การนำไปใช้จริงให้ยึดตัวมาตรฐาน ISO 22000:2018 ฉบับจริงเป็นหลัก
อบรมข้อกำหนด ISO 22000:2018
Equal Assurance (Thailand) Ltd. เป็นหน่วยรับรองระบบและผู้ให้บริการฝึกอบรม เปิดหลักสูตร ISO 22000 และ FSSC 22000 ทั้งแบบ Public และ In-house สอนเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

ISO 22000 ข้อ 7.2 และ 7.3 ความสามารถกับความตระหนัก ต่างกันอย่างไร
GHPs การออกแบบสถานประกอบการและสิ่งอำนวยความสะดวก — ผังที่วางถูกคือมาตรการที่ถูกที่สุด
ISO 22000 ข้อ 5.1 ภาวะผู้นำและความมุ่งมั่น — หลักฐานอยู่ในบันทึกการตัดสินใจทางธุรกิจ
ISO 22000:2018 ข้อ 8.1 การวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน — ร่มที่คลุมทั้งหมวด 8
ISO 22000 ข้อ 5.2 นโยบายความปลอดภัยอาหาร อธิบายและตีความ